บล็อค

ขออนุญาตแนะนำหนังสือใหม่ จากสำนัก EARN concept ครับ;

 

"คู่มือบริหารใจ" เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาที่กล่าวถึงข้อคิด

ที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข อันเป็นความมั่งคั่ง

ที่มากไปกว่า การครอบครองเงินทองทรัพย์สิน

 

โดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครชื่อ "ลุค" สถาปนิกหนุ่มผู้เหลือเวลาในโลกนี้

อีกเพียงแค่ 13 วัน กับ "อาเช่" นักจิตวิทยาบำบัด ผู้คอยเป็นเพื่อนและ

ให้คำแนะนำแก่ลุคในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

 

"คู่มือบริหารใจ" จะเริ่มวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือซีเอ็ดทุกสาขา

ตั้งแต่วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010 เป็นต้นไป และทยอยวางจำหน่าย

ที่ B2S และ Kinokuniya

มีปกให้เลือก 2 แบบ คือ ปกมาตรฐาน เป็นรูป Portrait ของ ลุค

และปกพิเศษ เป็นรูป Portrait ของพิ้งค์ (คนรักเก่าของลุค)

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept :)

 

ทันทีที่ซื้อหุ้นนักลงทุนก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้น  มีศักดิ์และสิทธิ
เป็นเจ้าของกิจการ
ง่ายๆแค่นี้ เป็นเจ้าของแล้ว แม้จะเพียงส่วนเดียว ไม่ใช่ทั้งหมด
ก็มีสิทธิที่สำคัญ โดยเฉพาะจะได้รับไข่ทองคำ (คือเงินปันผล) และ
การเข้าประชุมผู้ถือหุ้น

 

จากบทความที่แล้วตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมากว่า 100 จุด นักลงทุนบางกลุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าหุ้นเริ่มแพงไปในขณะที่อีกกลุ่มยังเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยยังถูกและจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้จากสภาพคล่องอันล้นหลามที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม   ที่ว่าถูกหรือแพงไปนักลงทุนส่วนใหญ่ดูได้จากอะไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน…

 

เชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับค่า พีอีเรโช (P/E Ratio หรือ PER) กันไม่มากก็น้อย ซึ่งค่านี้จะปรากฏให้เห็นในหนังสือพิมพ์ธุรกิจหน้าที่เป็นตารางราคาหุ้นเป็นประจำทุกวันเพื่อเป็นค่าที่นักลงทุนทั่วไปใช้บอกความแพงความถูกของหุ้นเป็นรายตัวหรือตลาดหุ้นทั้งตลาด  โดยมากหุ้นที่มี PER สูงจะถูกมองว่าแพงและหุ้นที่ PER ต่ำจะถูกมองว่าต่ำ… แต่ก็มีในบางกรณีเช่นกันที่หุ้น A ที่มี PER 10 เท่าถูกมองว่าเป็นหุ้นที่ถูกแต่หุ้น B ที่มี PER  6 เท่ากลับถูกมองว่าแพง สงสัยมั้ยครับว่าทำไม?

 

ก่อนจะไปต่อผมอยากจะเริ่มต้นที่พื้นฐานก่อนสักเล็กน้อย (อาจจะน่าเบื่อสำหรับนักอ่านบางท่านที่รู้อยู่แล้ว สามารถข้ามไปได้นะครับ) PER นั้นเต็มๆมาจาก Price to Earnings Ratio หรืออัตราส่วนราคาหุ้น ต่อกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share: EPS) โดยราคาหุ้น (Stock Price) คือราคาที่วิ่งขึ้นลงทุกวันของหุ้นตัวหนึ่งๆ และ กำไรต่อหุ้น (EPS) คือผลกำไรรวมทั้งปีของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกโดยบริษัท ดังนั้น PER ก็คือต้นทุนในการได้มาซึ่งกำไร 1 บาทต่อหุ้นนั่นเอง ซึ่งหากมองถึงจุดนี้ PER สูงก็คือแพง PER ต่ำก็คือถูก…แต่ตลาดหุ้นมักจะมีการมองไปยังอนาคตข้างหน้าหรือ Forward Looking เสมอ!

 

กลับมาดูหุ้น A ที่ PER 10 เท่าที่นักลงทุนมองว่าถูกเพราะมีการคาดการณ์ว่ากำไร 1 บาทของหุ้น A ในปีนี้จะโตเป็น 1.25 บาทในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น A มีแนวโน้มปรับลงเป็น 10 ÷ 1.25 = 8 เท่าในปีหน้า ในขณะที่การคาดการณ์โดยกลุ่มนักลงทุนเดียวกันมองว่ากำไร  1 บาทของหุ้น B ในปีนี้จะลดลงเหลือ 80 สตางค์หรือ 0.8 บาทต่อหุ้นในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น B มีแนวโน้มปรับขึ้นเป็น 10 ÷ 0.8 = 12.5 เท่าในปีหน้า เมื่อเทียบกับ PER หุ้น A ปีหน้าที่ 8 เท่าเลยถูกมองว่าแพงกว่า    การดู PER ที่ใช้ผลกำไรในปีหน้าเป็นการดู Forward Looking PER ส่วนการดู PER ที่ใช้ผลกำไรของปีนี้ซึ่งจริงๆก็คือผลกำไรที่บริษัทประกาศออกมาแล้วเป็นการดู Trailing PER

 

โดยสรุปก็คือ ถ้าจะดูหุ้นว่าถูกหรือแพงโดยใช้ PER ให้ทะลุปรุโปร่งแล้วละก็ควรที่จะใช้ Forward Looking PER ที่มีการรวมการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตไปด้วยแล้ว

 

ในตอนหน้าเราจะมาดูส่วนกลับของ PER ที่เรียกว่า Earnings Yield กัน…

 

Happy Investing ครับ

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

09.08.10

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

บทความนี้ขออนุญาตแนะนำตัวละครหลักที่จะมาปรากฎตัวในหนังสือเล่มล่าสุดแห่งสำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์นะครับ

 

 

ตอนนี้ชีวิตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกระดับหนึ่ง

เดือนกันยายนนี้ดิชั้นจะไปเรียนต่อที่ลอนดอนแล้วค่ะ

เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและออกจะกระทันหันอยู่เหมือนกัน

เพราะตอนแรกตั้งใจจะไปต้นปีหน้า

ตอนนี้เหลือเวลาอีก 2 เดือนกว่าค่ะ

มีเรื่องต้องจัดการมากมาย

 

เริ่มจากการซื้อของต่างๆนาๆเพื่อเตรียมพร้อม

ง่ายๆหน่อยก็ ตัดแว่นเพิ่ม ซื้อยาสิวจากร้านหมอ

กระเป๋าเดินทาง เสื้อหนาว กล้องดิจิตอล

(เพราะถ้าใช้กล้องฟิล์มที่ใช้อยู่คงไม่มีปัญญาอัดรูปที่นั่นได้555)

External hard drive ไว้ back up งาน

ตัดผม ทำฟัน ถอนฟันคุดเพิ่มเติม ทำวีซ่า ตรวจร่างกาย

นัดทานข้าวกับเพื่อนๆ ญาติๆ

จองบ้านที่นู่น จ่ายค่าเทอม และอื่นๆ

 

น่าสนุกดีทีเดียวค่ะ

แต่ปัญหาอยู่ที่ไหนคะ แท่น แท๊น

อยู่ที่สภาวะการเงินของดิฉันเองค่ะ มันจะเป็นที่ไหนไปได้

เมื่อมานั่งนับเงินแล้วก็พบว่า ตอนนี้เงินเก็บก็พอมีบ้าง

แต่กลับน้อยลงไปกว่าช่วงสามเดือนที่แล้วอีก

เนื่องด้วยว่าพอเปลี่ยนชีวิตจากงานประจำมาเป็น freelance

แผนการเก็บเงินเดือนละ 8,500 ก็เกิดขึ้นแบบขยักขย่อน

ตามจังหวะการรับเงิน ที่ไม่ได้สม่ำเสมอเหมือนแต่ก่อน

แถมมีการซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ด้วยการดึงเงินเก็บออกมาใช้

น่าอับอายแทรกบทความหนีสิ้นดีค่ะ

ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนนี้

ดิชั้นจะไปนั่งขบคิดว่า

บริหารเงินอย่างไร ในยามที่เงินไม่มาก

แต่มีเรื่องที่จำเป็นต้องใช้พร้อมกันในเวลาอันสั้นค่ะ

ใครมี idea อย่างไรก็แนะนำกันมาได้นะคะ

แล้วจะมาเล่าความคืบหน้าให้ฟังในบทความหน้าค่ะ

 

Bejuk

22.06.10

The Journey to Wealth

 

โดยมากเพื่อนฝูงมักจะถามผมว่า “ซื้อหุ้นตัวนั้นดีมั้ย? ตัวนี้ดีมั้ย? ซื้อตรงนี้แพงมั้ย(ทั้งๆที่ก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว และก็คงหวังให้ผมช่วยสนับสนุนอยู่ลึกๆ)” โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ตลาดหุ้นหรือหุ้นตัวนั้นๆได้ทำการปรับตัวขึ้นไปแล้วอย่างค่อนข้างร้อนแรง และ คำตอบที่ผมมักจะถามกลับไปก็คือ “ไปอยู่ไหนมาตอนตลาดหุ้นอยู่ต่ำกว่านี้(หรือหุ้นตัวนั้นถูกกว่านี้)?”

 

บทนำของ 'ลุค' ตัวเอกในหนังสือเล่มใหม่

จากสำนัก เอิร์นคอนเซ็ปต์

ที่กำลังจะมีการตีพิมพ์เร็วๆนี้...

บทความที่แล้วยังสวัสดีสงกรานต์กันอยู่เลยนะคะ

มาถึงบทความนี้ บ้านเมืองเรากำลังอยู่ในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

มีไฟโหมกระหน่ำ และต้องการน้ำดับร้อนไม่แพ้กันเลยค่ะ

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันทำให้ดิชั้นนึกถึง

อะไรที่กว้างไกลกว่าความมั่งคั่งส่วนตัวค่ะ

ตอนนี้ดิชั้นกำลังนึกถึงว่า คนตัวเล็กๆอย่างเรา

ทำอย่างไรถึงจะทำให้ประเทศเรา ฟื้นฟู พัฒนา และมั่งคั่งได้

โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายสงบลง

ผลกระทบต่างๆทางเศรษฐกิจก็ย่อมตามมาใช่ไหมคะ

 

ดิชั้นกำลังคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเหตุการณ์นี้

ทำให้เราต้องเอาเงินจะที่มาพัฒนาประเทศ สมมุติว่าจำนวน ห้าหมื่นล้าน

กลายเป็นมาซ่อมประเทศแทน ตอนนี้เราก็เหมือนติดลบ

และถ้าประเทศนี้เป็นบ้านเรา เราก็ต้องร่วมกันหาเงินเพิ่ม

เพื่อมาเป็นกองทุนในการพัฒนา ถ้าเราอยากเห็นประเทศเป็นบวก

และถ้าให้ยุติธรรม เราต้องหารค่ะ! หารรายคน

60 ล้าน หาร 50,000 ล้าน = 833 บาท

ใช่ค่ะ ช่วยกันหาเงิน เพิ่ม คนละ 833 บาทเท่านั้น!

ประเทศเราก็จะกลับสู่สภาพเดิมค่ะ!!

 

โิอเคค่ะ อย่าเพิ่งปิดหน้าจอกันไปนะคะ

มันไม่ได้หดหู่ขนาดนั้น

เพราะตามคำจำกัดความของ ความมั่งคั่ง ในความคิดดิชั้น

เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ควรให้ความสำคัญค่ะ

 

อ้างอิงถึงบทความที่แล้วนะคะ

จริงๆวิธีจัดการความมั่งคั่งของประเทศ อาจจะเป็นอะไรที่ง่ายมากก็เป็นได้

ที่ดิชั้นเคยเขียนไว้ว่า คนที่มั่งคั่ง สำหรับดิชั้น คือ

คนที่มีความสามารถในการให้กับคนอื่นได้มากกว่าปกติ

ดังนั้นสมการมันก็ง่ายๆค่ะ

ประเทศที่มั่งคั่งและประสบความสำเร็จ

คือประเทศที่เต็มไปด้วยการให้ มากกว่าปกติ !

 

ให้เงินถ้าคุณมี และคนอื่นต้องการ

ให้ความรู้ ถ้าคุณฉลาด และมีคนที่เข้าไม่ถึงรออยู่

ให้กำลังใจ ถ้าคุณแข็งแกร่ง และคนอื่นกำลังทุกข์ยาก

ให้อภัย ถ้าคนอื่นโกรธแค้น และทำเรื่องไร้สติ

ให้เวลาที่คุณจะเอาไปดูทีวี ไปทำอะไรที่มีประโยชน์

ให้พลังงานและความตั้งใจ ในการทำงานใดๆก็ตาม

เพื่อให้ผลลัพธ์ของมันคืนสู่ประเทศ

 

การให้อภัย 1 ครั้ง หรือการเสียสละ 1 หน

ดีไม่ดีอาจสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่า 833 บาทก็เป็นได้นะคะ

ทุกคนที่เป็นคนไทย มีสองมือ หนึ่งหัวใจ ที่เท่ากัน

และมีความรักให้ประเทศเหมือนกันทุกคน

ยิ่งให้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมั่งคั่ง

ประเทศก็ยิ่งร่ำรวย WIN-WIN เสียนี่กระไร

 

ดิชั้นเชื่อมั่นในตัวประเทศไทย

และคนไทย ว่าเป็นชนชาติและประเทศ

ที่แม้ไม่ได้เจริญและรวยที่สุด แต่ว่าวิเศษที่สุด

หลักฐานก็คือ ดิชั้นอยู่ที่นี่มาได้ 25 ปีอย่างมีความสุข

 

มุ่งหน้าสู่ “ไทยมั่งคั่ง” มาร่วมกันให้ทุกอย่างที่ให้ได้ กันเถอะค่ะ

 

รักประเทศไทย

และคนอ่านด้วยค่ะ

 

Bejuk

20.05.10

The Journey to Wealth

 

 

หนังสือ 'คู่มือบริหารเงิน' เริ่มวางจำหน่ายวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010 เป็นต้นไป

ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

โปรดระวังให้ดี!!! เพราะจะมีปกออกมาให้เลือกกัน 2 แบบ คือจะเป็นปกรูป portrait เอิร์น

กับ portrait อันดา โดยมีเนื้อหาข้างในเหมือนกันทุกประการ

กรุณาอย่าซื้อผิดเพราะเข้าใจว่าคนละเนื้อหานะครับ

 

'คู่มือบริหารเงิน' เล่มนี้ เป็นเหมือนภาพรวมของการเงินส่วนบุคคล

ในขณะที่ 'EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง' เป็นหนังสือภาพ หรือ

การ์ตูนที่จะทำหน้าที่เปิดประตูสู่โลกการเงินอันซับซ้อน ด้วยแนวคิดที่ง่ายที่สุด

 

ทั้ง 2 เล่ม เป็นเรื่องราวของตัวละครชุดเดียวกัน ไม่ใช่ภาคต่อแต่เป็นเหตุการณ์

คู่ขนานที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept

 

ปล. มีผู้ที่อ่านเล่มนี้แล้วและได้เขียน review เอาไว้

อย่างละเอียด สวยงาม ทันสมัย กว่าที่ผู้จัดทำหนังสือเขียนเอง

สนใจอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ครับ

http://www.siraekabut.com/2010/02/review-earn-money-manage/

 

เมื่อตอนเริ่มต้นใช้กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ผมได้มีโอกาสลองผิดลองถูก ในการลงทุนซื้อหุ้น

 ยอมรับครับ ว่าผมกลัวตลาดหุ้น เพราะคาดคะเนไม่ถูกว่า จะมีแนวโน้มการเคลื่อนไหวไปทางใด

 

 ผมจึงถือหลัก ต้องพยายามปลอดภัยให้มากไว้ก่อน แต่ก็ทำใจยอมรับกับผลขาดทุนทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการที่ราคาหุ้น ร่วงต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อไว้ เพราะชอบความคิดของ Warren Buffett ที่บอกว่า ถ้าใครทนเห็นลงต่ำกว่า 50% ไม่ได้ ยังไม่ใช่นักลงทุน

 

 แต่เพราะการใช้หลักปลอดภัย จึงทำให้ผมต้องทำการบ้าน ด้วยการพยายามประเมินมูลค่าหุ้น
ว่าควรจะออกมาเท่าใด โดยใหม่ๆจะตั้งเป้าผลตอบแทนจากปันผล ไว้สูงก่อน คือ 10%

 

 ถ้าหาซื้อไม่ได้ เพราะตั้งราคาซื้อไว้ต่ำไป ก็ค่อยๆขยับขึ้น เป็น 9% บ้าง 8% บ้าง หรือบางทีต่ำกว่าก็ยังมีบ้าง

 ทีนี้ พอซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ คอยติดตามผลงานของบริษัทเป็นระยะๆ
  ที่ชอบมาก คือทุกบริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุน ในฐานะผู้ถือหุ้น สามารถเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
อย่างน้อยปีละครั้ง

 

 จากแต่เดิมที่เคยละเลย ไม่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ผมก็กลับมาขมีขมัน ศึกษารายการประจำปี(annual reports) อย่างขมักเขม้น
 พอเริ่มศึกษา ก็เริ่มเห็นบางประเด็นที่ไม่เข้าใจ เลยจดบันทึกไว้ แล้วหยิบหยกมาถามในที่ประชุม
 ปรากฏว่า ได้เห็นการทำงานของคณะกรรมการ หลายๆชุด ซึ่งมีทั้งทำอย่างลวกๆ และทำอย่างมืออาชีพ

 พวกที่ทำอย่างลวกๆ กลับมา ผมก็ขายหุ้นทิ้ง เพราะถือว่า คณะกรรมการบริษัท ไม่ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลดีพอ ถือว่าสอบตกด้าน CG (Corporate Governance) คือทางด้านธรรมาภิบาล

 

 แต่พวกที่ทำอย่างมืออาชีพ ทำให้ผมเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะตัวCEO ซึ่งเวลาแถลงผลการดำเนินงาน จะว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีอย่างเดียว จุดอ่อนหรือความเสี่ยงก็พูดด้วย

 

 ที่สำคัญคือ รับฟังคำถามจากผู้ถือหุ้นอย่างตั้งใจ และตอบอย่างมีเหตุผล พร้อมทั้งบอกว่าทางบริษัท จะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

 

 ในการถาม ในการตอบ ผมจะจดบันทึกไว้ เพราะถือว่านี่เป็นบริษัทของผม การถือหุ้นแม้จะเพียงบางส่วน ก็ทำให้ผมกลายเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่งเหมือนกัน

 บางบริษัท ดีไปกว่านั้นอีก คือมีบริษัทหนึ่งทำเกี่ยวกับน้ำมันพืช ผมได้เสนอให้ทางบริษัท
จัดการบรรยายความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ทำ ให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทางบริษัทก็จัดให้
ทำให้พวกเราผู้ถือหุ้น เกิดความเข้าใจและมั่นใจมากขึ้น

 คนภายนอก ไม่มีโอกาสเช่นนี้ พอเห็นงบการเงินออกมาไม่ดี ก็พากันเทขาย จนหุ้นบริษัทตกไปต่ำมาก Market Cap เหลือเพียง 3,500 ล้านบาท จากเคยสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

 แต่พวกเราที่เข้าใจ ขอเน้นว่า ไม่ใช่ได้ข้อมูลแบบภายใน (inside information) เพราะบริษัทจัดให้กับผู้ถือหุ้นที่สนใจ ได้รับฟังข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็กัดฟันทยอยซื้อเพิ่ม

 ต่อมา เมื่อบริษัทได้มีการปรับกลยุทธการทำงาน ตามที่เคยเล่าให้ผู้ถือหุ้นฟัง ผลประกอบการก็ออกมาดีขึ้นๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นจนทำให้ market cap ขึ้นมาจาก 3,500 ล้านบาท เป็น 13,000 ล้านบาท
ผู้ถือหุ้นอย่างพวกเรา ก็มีความสุขกันทั่วหน้า

 ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือ การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกิจกรรมที่ควรติดตามทำอย่างต่อเนื่อง

 การได้ศึกษา ธุรกิจและผลการดำเนิงานของบริษัท แล้วมีโอกาสได้สื่อสาร
กับคณะกรรมการและ CEO เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

 เพราะเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้สอบถามปัญหาสำคัญๆ ได้แสดงข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์
ต่อคณะกรรมการบริษัท เพราะสิ่งที่พูดไว้ จะถูกจดบันทึกในรายการที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 ซึ่งเมื่อปีหน้ามาถึง เราสามารถจะสอบถามความก้าวหน้า ของเรื่องที่ได้พูดไว้แล้ว
ถ้าบริษัทนำไปปฎิบัติจริง ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ใช่สักแต่พูด

 

 แต่ถ้าไม่ทำเลย อย่างนี้สักครั้งสองครั้ง ก็คงต้องถอย ขายหุ้นทิ้ง
เพราะกำลังเจอกับช้างเกเร ขืนคบต่อ  อนาคตไม่สดใสแน่

 เสียดายอย่างเดียว การประชุมผู้ถือหุ้น มักจะมาใกล้กัน จึงต้องเลือกไป
 ไปแล้ว เสียเวลาบ้างนิดหน่อย แต่ทำให้เข้าใจภาพพจน์บริษัทชัดขึ้น ถือว่าคุ้ม
แถมบางบริษัทก็ใจดี ให้ของชำรวยติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

 ซื้อหุ้นแล้ว ได้กลายเป็นเจ้าของกิจการ ดีอย่างนี้แหละครับ

 

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

M&W