บล็อค

 มีผู้อ่านบอกมาว่า บทความประเมินมูลค่าหุ้น
อ่านตอนแรก  ดูเหมือนยาก แต่พอได้ลองนำไปใช้ ก็สามารถช่วยให้การตัดสินใจ
ในการลงทุนได้ดีขึ้น

 

เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้มีโอกาสไปออกรายการ Smart Planning ที่ช่อง Money Channel ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเป็นหัวข้อที่พูดถึงเกี่ยวข้องกับการลงทุนในทองคำ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีในปี 2009 คือราคาทองโลกปรับตัวขึ้นเกือบ 30% หลายคนจึงอยากทราบว่าราคาทองคำจะเป็นอย่างไรต่อไปในปีเสือนี้…

 

ไม่ชอบอะไรกันยะ เห็นหมกมุ่นขนาดนี้

คุณผู้อ่านอาจจะถามในใจ

คือวันนี้ดิชั้นได้ตระหนักความประหลาดของตัวเองเรื่องหนึ่ง คือ

มันแปลกมาก ที่ดิชั้นอยากมั่งคั่ง มีเงินใช้พอเพียง มีตัวเลขใน bank ที่พุ่งปรี๊ด

แต่ แต่

ดิชั้นไม่ชอบคุยเรื่องเงินค่ะ!

 

เหตุที่ค้นพบเกิดจากเมื่อสักครู่ ที่ดิชั้นส่งราคางานออกแบบไปให้ลูกค้า

แล้วลูกค้าโทรมาคอมเมนต์ว่า มันแพงไปนะ

ชั่วขณะนั้นเอง ดิชั้นรู้สึกถึงกระแสภายในที่มันเปรี๊ยะๆๆ เป็นอาการต่อต้านอย่างสุดใจ

ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า อะไรกันเนี่ย ถูกขนาดนี้แล้ว จะเอายังไง จะให้ทำฟรีเลยมั้ย

ทำฟรีเลยก็ได้! ถ้างานชั้นมีค่าขนาดนั้นก็เอาสิ เดี๋ยวทำให้ฟรีฟรีเลยยยยยยย

ไม่งั้นก็เอาไปทำเอง จัดเลย์เอาท์ใน Microsoft word ไปเลยสิยะ ว๊ากกกก

 

แต่ดีที่สงบปากไว้ แล้วบอกว่าค่ะค่ะ จะดูให้ใหม่นะคะ

ทำให้ดิชั้นยังมีงานมีรายได้อยู่ในมือ 555

 

ในความคิดสุดท้ายหลังจากคุยกับลูกค้าเสร็จคือ

ดิชั้นไม่ชอบเรื่องเงินๆทองๆเลย

อยากทำงานออกแบบอย่างเดียว

ไม่อยากคิดราคาแล้ว ไม่อยากทวงเงิน ลาขาดกันที เหนื่อยใจ

ขอมี AE เป็นของตัวเองได้ไหมไหมไหม

(AE = Account Executive คือผู้ดูแลลูกค้า คุยและรับหน้าแทน designer)

 

มันเป็นความรู้สึกแย่ๆ

เวลาเดียวกับที่ดิชั้นเจอคนเหนียวหนี้ไม่จ่ายแล้วต้องโทรตาม

หรือคนที่หาว่างานดิชั้นแพงงานคนนี้ถูก (ก็ไปจ้างมันเซ่! << ควบคุมอารมณ์ด้วยค่ะคุณเบลล์)

หรือคนที่บอกว่าอยากได้งานออกแบบหรูหราอลังการแต่ผมมีเงินให้แค่นิ๊

หรือตอนที่มีคนจะให้ยืมเงิน ดิชั้นก็จะรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ว่า ชั้นหาเองได้ย่ะ อย่ายุ่ง

 

มันเหมือนว่าดิชั้นเอาตัวเองไปปนเปกับตัวเงินจนมั่วไปหมด

เป็นคำแปลประหลาดๆเหล่านี้

ให้เงินเยอะ = ให้เครดิทดิชั้นเยอะ ว่างานดิชั้นดีเลิศประเสริฐศรี

จ่ายเงินช้า = ดูถูกดิชั้น เห็นว่าดิชั้นโง่ใช่มิ!

ต่อราคา = งานดิชั้นไม่มีค่าพอจะได้รับเงินเท่านี้หรอก ฮ่าๆๆ

 

ดูดูไปก็ เอ๊ะ บ้าไปแล้ว!

จะส่วนตัวไปไหน

 

เพราะจริงๆมันอาจจะเป็นแบบนี้

ให้เงินเยอะ = องค์กรงบเหลือ ก็เอาจ่ายๆให้คนนี้ไปแหละ งานเป็นไงไม่รู้ไม่สน

จ่ายเงินช้า = อยากจ่ายมากแต่หมุนเงินไม่ทัน ลูกไม่สบาย โดนโกง และอื่นๆ

ต่อราคา = งานดีนะ แต่ด้วยความที่เป็นคนจีนเลยขอนิดนึง ต่อเล่นเล่น

ก็น่าคิดใช่ไหมคะ แบบว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับดิชั้นเลย 55555

 

และถ้าดิชั้นริจะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง

เรื่องแบบนี้ก็เป็นอะไรที่ต้องเคยชินกับมันได้แล้ว

แบบเจ้าของกิจการที่มีเงินไหลเข้าออกตลอดเวลา

เค้าเหล่านั้นก็ทำเรื่องนี้ทุกวัน ทุกเวลา

กู้เงิน ยืมเงิน จ่ายเงิน ต่อราคา โดนโกง โดนต่อราคา เช็คเด้ง เสนอราคา

โดนด่า รับเงิน รับส่วย จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ทวงหนี้ ลดหนี้ โดนขู่กรรโชก โดนสรรพากรไล่บี้

และอื่นๆเป็นจำนวนมากมายหลายพันล้าน

โดยไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนี้เลย

 

ก็เลยคิดได้ว่า

ถ้าดิชั้นมัวแต่เอาความรู้สึกส่วนตัวหรือคุณค่าของตัวเอง (และงานตัวเอง)

ไปผูกกับตัวเลขล่ะก็ ดิชั้นคงขยับขาไปไหนไม่ได้

โดนต่อหน่อยก็ไม่เอาแล้ว ไม่ทำ โดนโกงหน่อยก็เข็ด เลิก

อย่างนี้จะไปมั่งคั่งยังไงได้คะ!

 

ดิชั้นเลยสร้างความตั้งใจใหม่ไว้ว่า

จะมองเงินเป็นเลข ไม่ใช่ตัวตนหรือส่วนหนึ่งของดิชั้น

เหมือนเกมที่ว่าเราอิ่มที่ตรงไหน พอดีที่ตรงไหน จะเอาเลขอะไรล่ะ

ถ้าลูกค้าต่อราคามา ดิชั้นก็ลดเลขลง อ่ะพอใจไหม? ไม่พอก็ผ่านไป

ทวงหนี้ ถ้าไม่ได้ ก็ทวงอีก เรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ 555

ถ้ายังไม่ได้อีก ก็เตือนคนรอบข้างให้ระวังคนนี้ไว้แล้วก็จบกันไป

คราวหน้าดิชั้นก็จะได้มีบทเรียนในการทำสัญญาต่างๆให้แน่นหนา

 

สรุปว่า ถ้ารักน้องเงิน ก็ต้องดูแลเค้าให้ดี

ในการดูแลกัน บางทีก็มีเรื่องให้ปวดหัวบ้าง เหมือนดูแลลูกหรือแฟน เป็นเรื่องที่พ่วงกันมา

เค้าทำให้เรามีความสุข ซื้อของได้ดั่งใจ กินข้าวได้อิ่มหนำ

เราจะจัดการเรื่องโน้นนี้ของเค้าซะหน่อยคงไม่เหนือบ่ากว่าแรง

 

และถึงเค้าจะวุ่นวาย เราก็ควรพูดถึงเค้าด้วยความรักใช่ไหมคะ 555

จากนี้ไปดิชั้นก็จะพูดถึงเรื่องเงินอย่างสนุกสนานและมีสติค่ะ

รักนะ น้องเงิน!

=)

 

Bejuk

24.02.10

The Journey to Wealth

 

คุณใช้เวลากับสิ่งใดนานถึง 10,000 ชั่วโมง แล้วหรือยัง?

หนังสือ Outlier เขียนโดย Malcolm Gladwell

สวัสดีค่ะ ห่างหายจาก The Journey to Wealth ไปเสียนาน

ซึ่งก็สัมพันธ์กับ ...

วิถีความมั่งคั่งของดิชั้นที่กำลังออกนอกลู่นอกทางค่ะ

ยังไงคะ ยังไง!

เพราะบทความก่อนหน้านี้ยังประกาศกร้าวว่าเก็บเงินใกล้สำเร็จทะลุเป้า

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

 

อยู่มาวันหนึ่ง ดิชั้นก็เกิดทำ ATM บัญชีคู่ใจหาย

ด้วยความเรื่อยเปื่อย จึงแค่อายัดไว้ แล้วก็ไม่ไปทำใหม่เสียที

แต่เรื่องมันก็เริ่มจากตรงนั้นน่ะค่ะ

 

อยู่มาวันสอง ด้วยความที่ อุ๊ย เงินหมด ATM ก็ไม่มี ร้านนี้ก็ไม่รับเครดิทการ์ด

เลยคุ้ยๆกระเป๋าตังดูก็พบ ATM ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่า!

(เหมือนที่เคยเล่าคือ ดิชั้นจะมีบัญชีที่ไว้ใช้ กับบัญชีที่ไว้เก็บ แยกกันค่ะ)

ซึ่งดิชั้นก็ไม่รู้มันมาได้ไงนะคะ เพราะปกติจะแอบเอาไว้

ก็เลย อ่ะ นิดนึงละกัน ขอยืมเงินตัวเองก่อน ค่อยคืน กดมา ห้าพันบาทถ้วน

 

อยู่มาอีกวันหนึ่ง ก็มีคุณพี่คนนึงฝากโอนเงินมูลค่าหนึ่งหมื่นห้าพันบาท

โดยที่เค้าเอาเงินสดมาให้ และให้เราโอนไปยังบัญชีหนึ่ง

ด้วยความขี้เกียจ (อีก) ดิชั้นก็เอาเงินสดเก็บไว้กับตัว

และเอา ATM เงินเก็บอันทรงคุณค่า กดโอนไปให้เค้า

 

และเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ก็ได้เกิดขึ้อีกประมาณสี่ห้าครั้ง

ค่าส่งเอกสารเรียนต่อ ค่าหมอสิว ค่าเครดิทการ์ดเดือนที่แล้ว ฯลฯ

โดยดิชั้นได้อ้างกับตัวเองว่า มันจำเป็น และเดี๋ยวค่อยเอาเงินอีกบัญชีมาคืนก็ได้

จนรู้ตัวอีกที ในเวลาอันรวดเร็ว

น้องเงินเก็บอันทรงคุณค่าของดิชั้นก็ถูกเบิกหายไปแบบงงๆค่ะว่าไปไหน!?

พอสลิปอันล่าสุดออกมา ตัวเลขมันลดฮวบอย่างน่ากลัวจนทำให้ดิชั้นได้สติค่ะ

 

เมื่อรู้ตัวดังนั้น ดิชั้นเลยรีบแจ้นไปทำ ATM ใหม่ (ของบัญชีปกติ)

และกดดูเพื่อจะเอาเงินไปคืนแก่บัญชีน้องเงินเก็บ

แต่สิ่งที่พบก็คือว่า ... เงินมันไม่พอค่ะ 555555555

ไม่พอเยอะด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ไม่พอธรรมดา

 

และนั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นค่ะ

ใครอยากไว้อาลัยให้เหตุการณ์นี้ ร่วมไว้ได้เลยนะคะ

 

สรุปคือสภาพเงินเก็บตอนนี้ของดิชั้นก็เริ่มผิดแผนไปแล้ว

ทำให้ดิชั้นได้ตระหนักว่า

สิ่งที่ ไม่ค๊วร ไม่ควร ไม่ควร และ ไม่ควรทำเลย

คือการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่าค่ะ

เพราะถ้าเรากล้าเบิกเอาเค้าออกมาครั้งแรกแล้ว

มันจะต้องมีครั้งที่ สอง สาม สี่ ห้า อย่างแน่นอน

 

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของดิชั้นสำหรับเรื่องนี้คือ

1. เอาATMบัญชีน้องเงินเก็บไปเก็บไกลๆ

2. จดโน้ตไว้ว่าเราต้องเอาเงินใส่คืนไปเท่าไหร่

3. ทวงหนี้จากลูกค้าเก่าๆโดยขอให้เค้าโอนเงินเข้าบัญชีน้องเงินเก็บแทน

ถ้ามีความคืบหน้าในการกลับเข้าเส้นทางสู่ความมั่งคั่งจะเป็นอย่างไร

แล้วจะเอามาเล่าให้ฟังกันนะคะ

 

 

นอกจากนี้ยังขอยินดีกับการเปิดตัว คู่มือบริหารเงิน สีปี๊ด

เป็นลูกสุดที่รักของคุณนนท์ที่เขียนออกมาได้อย่างสนุกและน่าอ่านเหมือนเช่นเคย

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ดิชั้นรู้ว่าผู้อ่านอยากเห็นหน้าคนเขียนเหมือนกัน

เลยทำการ snap ภาพคนเขียนคู่กับหนังสือ มาฝากกัน

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ได้แค่นี้ค่ะไม่งั้นอาจโดนพักงานได้ 555

คือผู้เขียนแก(ต้องการ) low profile ค่อนข้างมากนะคะ

แต่บอกได้คำเดียวว่า เป็นตัวละครเอกสองตัวรวมกันแล้วหาร2ค่ะ

หน้าตาบุคลิกคล้ายอันดา แต่ใสปิ๊งเหมือนเอิร์นค่ะ!

=D

 

Bejuk

06.02.10

The Journey to Wealth


 

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
คนอเมริกัน ใช้มากกว่าที่หามาได้ เพราะเชื่อมั่นว่ายังไง การเงินของประเทศก็แข็งแกร่งและไม่มีวันล้มง่ายๆ  หรือถึงแม้จะเกิดปัญหาเลวร้ายแค่ไหน ก็มีรัฐบาลคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว จากผลสำรวจพบว่า 60-70% ของ GDP อเมริกานั้น มาจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ในขณะที่ของไทยเรา 60-70% อยู่ที่ภาคการส่งออก และมีการบริโภคเพียง 15% ของ GDP เท่านั้น  

เนื้อหาในตอนนี้รวบรวมมาจากบทความเกี่ยวกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เขียนขึ้นโดย ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ และถูกตีพิมพ์ในบล็อก www.earnconcept.com ในคอลัมน์ ‘กลยุทธ์ความมั่งคั่ง’

 

‘เคล็ดลับความมั่งคั่ง’ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่เขียนให้ Hug magazine ครับ

 

หนังสือ 'คู่มือบริหารเงิน' เริ่มวางจำหน่ายวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010 เป็นต้นไป

ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

โปรดระวังให้ดี!!! เพราะจะมีปกออกมาให้เลือกกัน 2 แบบ คือจะเป็นปกรูป portrait เอิร์น

กับ portrait อันดา โดยมีเนื้อหาข้างในเหมือนกันทุกประการ

กรุณาอย่าซื้อผิดเพราะเข้าใจว่าคนละเนื้อหานะครับ

 

'คู่มือบริหารเงิน' เล่มนี้ เป็นเหมือนภาพรวมของการเงินส่วนบุคคล

ในขณะที่ 'EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง' เป็นหนังสือภาพ หรือ

การ์ตูนที่จะทำหน้าที่เปิดประตูสู่โลกการเงินอันซับซ้อน ด้วยแนวคิดที่ง่ายที่สุด

 

ทั้ง 2 เล่ม เป็นเรื่องราวของตัวละครชุดเดียวกัน ไม่ใช่ภาคต่อแต่เป็นเหตุการณ์

คู่ขนานที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept

 

ปล. มีผู้ที่อ่านเล่มนี้แล้วและได้เขียน review เอาไว้

อย่างละเอียด สวยงาม ทันสมัย กว่าที่ผู้จัดทำหนังสือเขียนเอง

สนใจอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ครับ

http://www.siraekabut.com/2010/02/review-earn-money-manage/

 

ในวงการตลาดหุ้นเวลาพูดถึงความสำเร็จของตลาดหุ้น
มักจะพูดถึงเรื่อง มูลค่าตลาด (Market Capitalization)
ว่ามีขนาดใหญ่แค่ไหน

 

สวัสดีปีใหม่ 2010 แด่สมาชิกและผู้เยี่ยมชมทุกๆท่านเลยนะครับ:)