
...
ใช่ค่ะ การซื้อไม่ใช่การแก้ปัญหา
แต่แม้จะรู้อย่างนั้นนะคะ ดิชั้นก็ยังมีโรคประหลาดอยู่โรคหนึ่งค่ะ
คือเวลาเครียด หรือมีเรื่องกังวล ดิชั้นมักจะมีเรื่องให้เสียเงินแบบแปลกๆ
ซึ่งบางทีไม่ใช่การเสียเงินเพื่อซื้อของจำเป็นใดๆ
แต่เป็น การเสียเงินเพื่อซื้อความรู้สึกสบายใจค่ะ
จริงๆอาการนี้ก็ค่อนข้างเป็นสากลอยู่นะคะ
อย่างในหนัง และหนังสือสุดฮิตเรื่อง Shopaholic
ก็ยังพูดถึงนางเอก ที่เป็นโรคเสพย์ติดการช้อบปิ้ง
เพราะว่าเมื่อได้ซื้อของแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตดีมีความสดใสขึ้นมา

เป็นหนังน่ารักดูสนุกเรื่องหนึ่งเลยค่ะ
ถึงแม้ว่าดิชั้นเองจะไม่ได้เป็นขั้นหนักแบบนางเอกเธอ
แต่มันก็มีกรณีชวนคิดอยู่ดีค่ะ ยกตัวอย่างเช่น
เวลาเครียด หรือเหนื่อยกับงาน ดิชั้นจะยิ่งรู้สึกอยากทานของดีๆเพื่อบำรุงร่างกาย
พออยากทานของดีๆ ก็ต้องหาเรื่องออกไปข้างนอก หาร้านถูกใจ
เมื่อถึงร้านแล้วก็จะรู้สึกว่า ไหนๆก็ถ่อมาถึงนี่แล้ว
ก็ต้องสั่งของที่ดีที่สุด หรืออยากที่สุด
ซึ่งก็ไม่พ้นปูนิ่ม ปลาดิบ กุ้งแม่น้ำ เนื้อย่างสันใน อะไรก็ว่าไป
ตามด้วยของหวานโน่นนิดนี่หน่อย
พอจบพิธีเช็คบิลก็ค่อยเริ่มตระหนักได้ว่า เอ๊ะ เราทำ(ทาน)อะไรลงไป!! 555
ซึ่งในบางครั้งบางคราวก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ
แต่ถ้าเกิดวาระแบบนี้บ่อยๆ
ก็ทำให้หน้ามืดหน้ามึนได้เหมือนกัน
อีกอาการนอกจากสั่งอาหารอย่างไร้สติแล้ว
ก็จะมีอาการซื้อหนังสืออย่างไร้สติด้วยค่ะ
ด้วยนิสัยรักการอ่านหนังสือทุกประเภท
ดิชั้นก็เป็นหนึ่งในมนุษย์ที่จัดได้ว่ามีความถี่ในการซื้อหนังสือค่อนข้างสูง
ซึ่งมันก็มีประโยชน์ค่ะ ใช่
แต่ในกรณีที่ไม่รู้จะซื้อมาทำไม ก็มีเหมือนกัน เช่น
เวลาเครียดเรื่องบริษัทขาดทุน ก็หาซื้อหนังสือการบริหารของ Harvard มาอ่าน
แต่ขอสารภาพว่าป่านนี้ยังคั่นไว้ในบทที่ 1 และก็ไม่ได้ทำให้บริษัทเกิดกำไรขึ้นแต่อย่างใด
เวลารู้สึกว่าตัวเองไม่อัพเดท เสื้อผ้าหน้าผมดูไม่ได้ ก็จะหาซื้อ Magazineแฟชั่นมาอ่าน
ก็อ่านครั้งเดียววางนะคะ ไม่สามารถส่งผลกับความโทรมของดิชั้นในช่วงนั้นๆได้ 555
หรือในยามที่เบื่องาน ก็จะหาซื้อหนังสือท่องเที่ยวที่นู่นที่นี่ อ่านจบบ้างไม่จบบ้าง
แต่เวลาที่หยิบออกมาจากแผงมันก็ทำให้รู้สึกดีเป็นนัยๆว่า ไม่ได้ไปก็ได้อ่านหละวะ
แม้กระทั่งเวลารู้สึกอ้วน สิวขึ้น ก็จะหาหนังสือบำรุงความงามต่างๆนาๆมาอ่าน
ทั้งๆที่บน Internet ก็มีข้อมูลเหล่านี้ให้เลือกอ่านมากจนเกินพอเลยทีเดียว
(แนะนำ www.jeban.com เว็บไซต์ความงามที่มีทุกอย่างที่คุณต้องการค่ะ)
เอาเป็นว่าทุกปัญหา ดิชั้นสามารถบรรเทาได้ด้วยการซื้อหนังสือค่ะ 555
จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้ว ดิชั้นได้มาเจอบทความในเว็บไซต์ minimalist
(เว็บไซต์ที่ว่าด้วยเรื่องการใช้ชีวิตminimalแบบง่ายๆ
หรือจะใช้คำว่าชีวิตพอเพียงก็น่าจะเข้าข่ายนะคะ)
Buying is not the solution
http://mnmlist.com/buying-is-not-the-solution/
ก็เลยได้มีการตระหนักเพิ่มเติมว่า
อาการที่ดิชั้นเป็นเนี่ย มันเป็นเหมือนภาพลวงตา
ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เวลาที่คนเราได้ซื้ออะไรใหม่ๆเข้ามาตอบปัญหาในชีวิตแล้ว
ดิชั้นก็จะนึกเออออเอาเองว่า โอ้ ใช่แล้ว สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่นำแสงสว่างมาสู้ชีวิตชั้น!!
ได้ทานของดีแล้ว > หัวสมองจะแล่น ร่างกายจะทำงานได้ดียอดเยี่ยมยิ่งใหญ่
ได้ซื้อหนังสือมาแล้ว > ทุกคำตอบของปัญหาจะพรั่งพรูออกมา
ได้ซื้อครีมพอกหน้ามาใหม่ > หน้าดิชั้นจะสวยโดดเด้งยิ่งกว่าใคร
ได้ซื้อโน้ตบุคใหม่มา > งานออกแบบของดิชั้นจะมีการพัฒนายิ่งขึ้นมากด้วยศักยภาพของมัน
และอีกร้อยแปดพันเก้า
ถามว่าเหล่านี้เป็นความจริงบ้างไหม?
ตอบได้เลยว่า 90% มันไม่จริงค่ะ!!
เพราะทุกๆอย่างที่คลี่คลายไปได้ มันไม่ได้เกิดจากการที่ดิชั้นมีวัตถุมาไว้ในครอบครอง
แต่ว่าเกิดจากความมั่นใจ อุ่นใจ และสบายใจที่มากขึ้น จากการได้ซื้อมาต่างหาก
สรุปแล้วถ้าจิตใจของดิชั้นแข็งแรงดีและมีสติ
การซื้อของเหล่านี้มาให้รกบ้านก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ
จากนี้ไปดิชั้นเลยมีคาถาใหม่ไว้เรียกสติตัวเองนะคะ
ก่อนที่จะซื้ออะไรจุ๊กๆจิ๊กๆต่างๆนาอะไรก็ตาม จะสูดหายใจ 2 ที
แล้วถามตัวเองว่า
1. ที่จะซื้อเนี่ย ที่บ้านยังมีอยู่แล้วรึเปล่ายะ?
2. แล้วมัน จำเป็น ต้องซื้อ ตอนนี้ ไหม?
ลองทำมาแล้ว 2 วัน เวิร์คค่ะ!
เพราะมันสามารถหยุดยั้งดิชั้นจากการซื้อแป้งตลับใหม่ (ทั้งที่ของเก่ายังเหลือ)
และการสั่งอาหารเว่อร์เกินความจำเป็นได้ (กลับไปทานที่บ้านกับมาม๊าแทน)
เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมองของบุคคลค่ะ เพราะดิชั้นก็เชื่อว่า
หากการซื้อนั้นมันสามารถทำให้คุณมีความสุขและสบายใจได้
แม้มันจะดูไร้สาระ แต่มันก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้นะคะ ไม่ใช่ความผิด
ก็แค่ต้องรับผลของมัน คือการที่น้องเงินหลุดลอยออกจากกระเป๋า
แทนที่จะถูกเก็บไว้ทำอะไรอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าเท่านั้นเอง
ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน
ซื้อของอย่างมีความสุขและมีสติค่ะ
=)
Bejuk
17.11.09
The Journey to Wealth