Bejuk's blog

ไม่ชอบอะไรกันยะ เห็นหมกมุ่นขนาดนี้

คุณผู้อ่านอาจจะถามในใจ

คือวันนี้ดิชั้นได้ตระหนักความประหลาดของตัวเองเรื่องหนึ่ง คือ

มันแปลกมาก ที่ดิชั้นอยากมั่งคั่ง มีเงินใช้พอเพียง มีตัวเลขใน bank ที่พุ่งปรี๊ด

แต่ แต่

ดิชั้นไม่ชอบคุยเรื่องเงินค่ะ!

 

เหตุที่ค้นพบเกิดจากเมื่อสักครู่ ที่ดิชั้นส่งราคางานออกแบบไปให้ลูกค้า

แล้วลูกค้าโทรมาคอมเมนต์ว่า มันแพงไปนะ

ชั่วขณะนั้นเอง ดิชั้นรู้สึกถึงกระแสภายในที่มันเปรี๊ยะๆๆ เป็นอาการต่อต้านอย่างสุดใจ

ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า อะไรกันเนี่ย ถูกขนาดนี้แล้ว จะเอายังไง จะให้ทำฟรีเลยมั้ย

ทำฟรีเลยก็ได้! ถ้างานชั้นมีค่าขนาดนั้นก็เอาสิ เดี๋ยวทำให้ฟรีฟรีเลยยยยยยย

ไม่งั้นก็เอาไปทำเอง จัดเลย์เอาท์ใน Microsoft word ไปเลยสิยะ ว๊ากกกก

 

แต่ดีที่สงบปากไว้ แล้วบอกว่าค่ะค่ะ จะดูให้ใหม่นะคะ

ทำให้ดิชั้นยังมีงานมีรายได้อยู่ในมือ 555

 

ในความคิดสุดท้ายหลังจากคุยกับลูกค้าเสร็จคือ

ดิชั้นไม่ชอบเรื่องเงินๆทองๆเลย

อยากทำงานออกแบบอย่างเดียว

ไม่อยากคิดราคาแล้ว ไม่อยากทวงเงิน ลาขาดกันที เหนื่อยใจ

ขอมี AE เป็นของตัวเองได้ไหมไหมไหม

(AE = Account Executive คือผู้ดูแลลูกค้า คุยและรับหน้าแทน designer)

 

มันเป็นความรู้สึกแย่ๆ

เวลาเดียวกับที่ดิชั้นเจอคนเหนียวหนี้ไม่จ่ายแล้วต้องโทรตาม

หรือคนที่หาว่างานดิชั้นแพงงานคนนี้ถูก (ก็ไปจ้างมันเซ่! << ควบคุมอารมณ์ด้วยค่ะคุณเบลล์)

หรือคนที่บอกว่าอยากได้งานออกแบบหรูหราอลังการแต่ผมมีเงินให้แค่นิ๊

หรือตอนที่มีคนจะให้ยืมเงิน ดิชั้นก็จะรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ว่า ชั้นหาเองได้ย่ะ อย่ายุ่ง

 

มันเหมือนว่าดิชั้นเอาตัวเองไปปนเปกับตัวเงินจนมั่วไปหมด

เป็นคำแปลประหลาดๆเหล่านี้

ให้เงินเยอะ = ให้เครดิทดิชั้นเยอะ ว่างานดิชั้นดีเลิศประเสริฐศรี

จ่ายเงินช้า = ดูถูกดิชั้น เห็นว่าดิชั้นโง่ใช่มิ!

ต่อราคา = งานดิชั้นไม่มีค่าพอจะได้รับเงินเท่านี้หรอก ฮ่าๆๆ

 

ดูดูไปก็ เอ๊ะ บ้าไปแล้ว!

จะส่วนตัวไปไหน

 

เพราะจริงๆมันอาจจะเป็นแบบนี้

ให้เงินเยอะ = องค์กรงบเหลือ ก็เอาจ่ายๆให้คนนี้ไปแหละ งานเป็นไงไม่รู้ไม่สน

จ่ายเงินช้า = อยากจ่ายมากแต่หมุนเงินไม่ทัน ลูกไม่สบาย โดนโกง และอื่นๆ

ต่อราคา = งานดีนะ แต่ด้วยความที่เป็นคนจีนเลยขอนิดนึง ต่อเล่นเล่น

ก็น่าคิดใช่ไหมคะ แบบว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับดิชั้นเลย 55555

 

และถ้าดิชั้นริจะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง

เรื่องแบบนี้ก็เป็นอะไรที่ต้องเคยชินกับมันได้แล้ว

แบบเจ้าของกิจการที่มีเงินไหลเข้าออกตลอดเวลา

เค้าเหล่านั้นก็ทำเรื่องนี้ทุกวัน ทุกเวลา

กู้เงิน ยืมเงิน จ่ายเงิน ต่อราคา โดนโกง โดนต่อราคา เช็คเด้ง เสนอราคา

โดนด่า รับเงิน รับส่วย จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ทวงหนี้ ลดหนี้ โดนขู่กรรโชก โดนสรรพากรไล่บี้

และอื่นๆเป็นจำนวนมากมายหลายพันล้าน

โดยไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนี้เลย

 

ก็เลยคิดได้ว่า

ถ้าดิชั้นมัวแต่เอาความรู้สึกส่วนตัวหรือคุณค่าของตัวเอง (และงานตัวเอง)

ไปผูกกับตัวเลขล่ะก็ ดิชั้นคงขยับขาไปไหนไม่ได้

โดนต่อหน่อยก็ไม่เอาแล้ว ไม่ทำ โดนโกงหน่อยก็เข็ด เลิก

อย่างนี้จะไปมั่งคั่งยังไงได้คะ!

 

ดิชั้นเลยสร้างความตั้งใจใหม่ไว้ว่า

จะมองเงินเป็นเลข ไม่ใช่ตัวตนหรือส่วนหนึ่งของดิชั้น

เหมือนเกมที่ว่าเราอิ่มที่ตรงไหน พอดีที่ตรงไหน จะเอาเลขอะไรล่ะ

ถ้าลูกค้าต่อราคามา ดิชั้นก็ลดเลขลง อ่ะพอใจไหม? ไม่พอก็ผ่านไป

ทวงหนี้ ถ้าไม่ได้ ก็ทวงอีก เรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ 555

ถ้ายังไม่ได้อีก ก็เตือนคนรอบข้างให้ระวังคนนี้ไว้แล้วก็จบกันไป

คราวหน้าดิชั้นก็จะได้มีบทเรียนในการทำสัญญาต่างๆให้แน่นหนา

 

สรุปว่า ถ้ารักน้องเงิน ก็ต้องดูแลเค้าให้ดี

ในการดูแลกัน บางทีก็มีเรื่องให้ปวดหัวบ้าง เหมือนดูแลลูกหรือแฟน เป็นเรื่องที่พ่วงกันมา

เค้าทำให้เรามีความสุข ซื้อของได้ดั่งใจ กินข้าวได้อิ่มหนำ

เราจะจัดการเรื่องโน้นนี้ของเค้าซะหน่อยคงไม่เหนือบ่ากว่าแรง

 

และถึงเค้าจะวุ่นวาย เราก็ควรพูดถึงเค้าด้วยความรักใช่ไหมคะ 555

จากนี้ไปดิชั้นก็จะพูดถึงเรื่องเงินอย่างสนุกสนานและมีสติค่ะ

รักนะ น้องเงิน!

=)

 

Bejuk

24.02.10

The Journey to Wealth

สวัสดีค่ะ ห่างหายจาก The Journey to Wealth ไปเสียนาน

ซึ่งก็สัมพันธ์กับ ...

วิถีความมั่งคั่งของดิชั้นที่กำลังออกนอกลู่นอกทางค่ะ

ยังไงคะ ยังไง!

เพราะบทความก่อนหน้านี้ยังประกาศกร้าวว่าเก็บเงินใกล้สำเร็จทะลุเป้า

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

 

อยู่มาวันหนึ่ง ดิชั้นก็เกิดทำ ATM บัญชีคู่ใจหาย

ด้วยความเรื่อยเปื่อย จึงแค่อายัดไว้ แล้วก็ไม่ไปทำใหม่เสียที

แต่เรื่องมันก็เริ่มจากตรงนั้นน่ะค่ะ

 

อยู่มาวันสอง ด้วยความที่ อุ๊ย เงินหมด ATM ก็ไม่มี ร้านนี้ก็ไม่รับเครดิทการ์ด

เลยคุ้ยๆกระเป๋าตังดูก็พบ ATM ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่า!

(เหมือนที่เคยเล่าคือ ดิชั้นจะมีบัญชีที่ไว้ใช้ กับบัญชีที่ไว้เก็บ แยกกันค่ะ)

ซึ่งดิชั้นก็ไม่รู้มันมาได้ไงนะคะ เพราะปกติจะแอบเอาไว้

ก็เลย อ่ะ นิดนึงละกัน ขอยืมเงินตัวเองก่อน ค่อยคืน กดมา ห้าพันบาทถ้วน

 

อยู่มาอีกวันหนึ่ง ก็มีคุณพี่คนนึงฝากโอนเงินมูลค่าหนึ่งหมื่นห้าพันบาท

โดยที่เค้าเอาเงินสดมาให้ และให้เราโอนไปยังบัญชีหนึ่ง

ด้วยความขี้เกียจ (อีก) ดิชั้นก็เอาเงินสดเก็บไว้กับตัว

และเอา ATM เงินเก็บอันทรงคุณค่า กดโอนไปให้เค้า

 

และเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ก็ได้เกิดขึ้อีกประมาณสี่ห้าครั้ง

ค่าส่งเอกสารเรียนต่อ ค่าหมอสิว ค่าเครดิทการ์ดเดือนที่แล้ว ฯลฯ

โดยดิชั้นได้อ้างกับตัวเองว่า มันจำเป็น และเดี๋ยวค่อยเอาเงินอีกบัญชีมาคืนก็ได้

จนรู้ตัวอีกที ในเวลาอันรวดเร็ว

น้องเงินเก็บอันทรงคุณค่าของดิชั้นก็ถูกเบิกหายไปแบบงงๆค่ะว่าไปไหน!?

พอสลิปอันล่าสุดออกมา ตัวเลขมันลดฮวบอย่างน่ากลัวจนทำให้ดิชั้นได้สติค่ะ

 

เมื่อรู้ตัวดังนั้น ดิชั้นเลยรีบแจ้นไปทำ ATM ใหม่ (ของบัญชีปกติ)

และกดดูเพื่อจะเอาเงินไปคืนแก่บัญชีน้องเงินเก็บ

แต่สิ่งที่พบก็คือว่า ... เงินมันไม่พอค่ะ 555555555

ไม่พอเยอะด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ไม่พอธรรมดา

 

และนั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นค่ะ

ใครอยากไว้อาลัยให้เหตุการณ์นี้ ร่วมไว้ได้เลยนะคะ

 

สรุปคือสภาพเงินเก็บตอนนี้ของดิชั้นก็เริ่มผิดแผนไปแล้ว

ทำให้ดิชั้นได้ตระหนักว่า

สิ่งที่ ไม่ค๊วร ไม่ควร ไม่ควร และ ไม่ควรทำเลย

คือการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่าค่ะ

เพราะถ้าเรากล้าเบิกเอาเค้าออกมาครั้งแรกแล้ว

มันจะต้องมีครั้งที่ สอง สาม สี่ ห้า อย่างแน่นอน

 

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของดิชั้นสำหรับเรื่องนี้คือ

1. เอาATMบัญชีน้องเงินเก็บไปเก็บไกลๆ

2. จดโน้ตไว้ว่าเราต้องเอาเงินใส่คืนไปเท่าไหร่

3. ทวงหนี้จากลูกค้าเก่าๆโดยขอให้เค้าโอนเงินเข้าบัญชีน้องเงินเก็บแทน

ถ้ามีความคืบหน้าในการกลับเข้าเส้นทางสู่ความมั่งคั่งจะเป็นอย่างไร

แล้วจะเอามาเล่าให้ฟังกันนะคะ

 

 

นอกจากนี้ยังขอยินดีกับการเปิดตัว คู่มือบริหารเงิน สีปี๊ด

เป็นลูกสุดที่รักของคุณนนท์ที่เขียนออกมาได้อย่างสนุกและน่าอ่านเหมือนเช่นเคย

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ดิชั้นรู้ว่าผู้อ่านอยากเห็นหน้าคนเขียนเหมือนกัน

เลยทำการ snap ภาพคนเขียนคู่กับหนังสือ มาฝากกัน

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ได้แค่นี้ค่ะไม่งั้นอาจโดนพักงานได้ 555

คือผู้เขียนแก(ต้องการ) low profile ค่อนข้างมากนะคะ

แต่บอกได้คำเดียวว่า เป็นตัวละครเอกสองตัวรวมกันแล้วหาร2ค่ะ

หน้าตาบุคลิกคล้ายอันดา แต่ใสปิ๊งเหมือนเอิร์นค่ะ!

=D

 

Bejuk

06.02.10

The Journey to Wealth

...

ใช่ค่ะ การซื้อไม่ใช่การแก้ปัญหา

แต่แม้จะรู้อย่างนั้นนะคะ ดิชั้นก็ยังมีโรคประหลาดอยู่โรคหนึ่งค่ะ

คือเวลาเครียด หรือมีเรื่องกังวล ดิชั้นมักจะมีเรื่องให้เสียเงินแบบแปลกๆ

ซึ่งบางทีไม่ใช่การเสียเงินเพื่อซื้อของจำเป็นใดๆ

แต่เป็น การเสียเงินเพื่อซื้อความรู้สึกสบายใจค่ะ

 

จริงๆอาการนี้ก็ค่อนข้างเป็นสากลอยู่นะคะ

อย่างในหนัง และหนังสือสุดฮิตเรื่อง Shopaholic

ก็ยังพูดถึงนางเอก ที่เป็นโรคเสพย์ติดการช้อบปิ้ง

เพราะว่าเมื่อได้ซื้อของแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตดีมีความสดใสขึ้นมา

http://z.about.com/d/bestsellers/1/0/X/8/-/-/confessions_of_shopaholic.jpg

เป็นหนังน่ารักดูสนุกเรื่องหนึ่งเลยค่ะ

 

ถึงแม้ว่าดิชั้นเองจะไม่ได้เป็นขั้นหนักแบบนางเอกเธอ

แต่มันก็มีกรณีชวนคิดอยู่ดีค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

 

เวลาเครียด หรือเหนื่อยกับงาน ดิชั้นจะยิ่งรู้สึกอยากทานของดีๆเพื่อบำรุงร่างกาย

พออยากทานของดีๆ ก็ต้องหาเรื่องออกไปข้างนอก หาร้านถูกใจ

เมื่อถึงร้านแล้วก็จะรู้สึกว่า ไหนๆก็ถ่อมาถึงนี่แล้ว

ก็ต้องสั่งของที่ดีที่สุด หรืออยากที่สุด

ซึ่งก็ไม่พ้นปูนิ่ม ปลาดิบ กุ้งแม่น้ำ เนื้อย่างสันใน อะไรก็ว่าไป

ตามด้วยของหวานโน่นนิดนี่หน่อย

พอจบพิธีเช็คบิลก็ค่อยเริ่มตระหนักได้ว่า เอ๊ะ เราทำ(ทาน)อะไรลงไป!! 555

 

ซึ่งในบางครั้งบางคราวก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ

แต่ถ้าเกิดวาระแบบนี้บ่อยๆ

ก็ทำให้หน้ามืดหน้ามึนได้เหมือนกัน

 

อีกอาการนอกจากสั่งอาหารอย่างไร้สติแล้ว

ก็จะมีอาการซื้อหนังสืออย่างไร้สติด้วยค่ะ

 

ด้วยนิสัยรักการอ่านหนังสือทุกประเภท

ดิชั้นก็เป็นหนึ่งในมนุษย์ที่จัดได้ว่ามีความถี่ในการซื้อหนังสือค่อนข้างสูง

ซึ่งมันก็มีประโยชน์ค่ะ ใช่

แต่ในกรณีที่ไม่รู้จะซื้อมาทำไม ก็มีเหมือนกัน เช่น

 

เวลาเครียดเรื่องบริษัทขาดทุน ก็หาซื้อหนังสือการบริหารของ Harvard มาอ่าน

แต่ขอสารภาพว่าป่านนี้ยังคั่นไว้ในบทที่ 1 และก็ไม่ได้ทำให้บริษัทเกิดกำไรขึ้นแต่อย่างใด

 

เวลารู้สึกว่าตัวเองไม่อัพเดท เสื้อผ้าหน้าผมดูไม่ได้ ก็จะหาซื้อ Magazineแฟชั่นมาอ่าน

ก็อ่านครั้งเดียววางนะคะ ไม่สามารถส่งผลกับความโทรมของดิชั้นในช่วงนั้นๆได้ 555

 

หรือในยามที่เบื่องาน ก็จะหาซื้อหนังสือท่องเที่ยวที่นู่นที่นี่ อ่านจบบ้างไม่จบบ้าง

แต่เวลาที่หยิบออกมาจากแผงมันก็ทำให้รู้สึกดีเป็นนัยๆว่า ไม่ได้ไปก็ได้อ่านหละวะ

 

แม้กระทั่งเวลารู้สึกอ้วน สิวขึ้น ก็จะหาหนังสือบำรุงความงามต่างๆนาๆมาอ่าน

ทั้งๆที่บน Internet ก็มีข้อมูลเหล่านี้ให้เลือกอ่านมากจนเกินพอเลยทีเดียว

(แนะนำ www.jeban.com เว็บไซต์ความงามที่มีทุกอย่างที่คุณต้องการค่ะ)

 

เอาเป็นว่าทุกปัญหา ดิชั้นสามารถบรรเทาได้ด้วยการซื้อหนังสือค่ะ 555

 

จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้ว ดิชั้นได้มาเจอบทความในเว็บไซต์ minimalist

(เว็บไซต์ที่ว่าด้วยเรื่องการใช้ชีวิตminimalแบบง่ายๆ

หรือจะใช้คำว่าชีวิตพอเพียงก็น่าจะเข้าข่ายนะคะ)

 

Buying is not the solution

http://mnmlist.com/buying-is-not-the-solution/

 

ก็เลยได้มีการตระหนักเพิ่มเติมว่า

อาการที่ดิชั้นเป็นเนี่ย มันเป็นเหมือนภาพลวงตา

ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เวลาที่คนเราได้ซื้ออะไรใหม่ๆเข้ามาตอบปัญหาในชีวิตแล้ว

ดิชั้นก็จะนึกเออออเอาเองว่า โอ้ ใช่แล้ว สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่นำแสงสว่างมาสู้ชีวิตชั้น!!

 

ได้ทานของดีแล้ว > หัวสมองจะแล่น ร่างกายจะทำงานได้ดียอดเยี่ยมยิ่งใหญ่

ได้ซื้อหนังสือมาแล้ว > ทุกคำตอบของปัญหาจะพรั่งพรูออกมา

ได้ซื้อครีมพอกหน้ามาใหม่ > หน้าดิชั้นจะสวยโดดเด้งยิ่งกว่าใคร

ได้ซื้อโน้ตบุคใหม่มา > งานออกแบบของดิชั้นจะมีการพัฒนายิ่งขึ้นมากด้วยศักยภาพของมัน

และอีกร้อยแปดพันเก้า

 

ถามว่าเหล่านี้เป็นความจริงบ้างไหม?

ตอบได้เลยว่า 90% มันไม่จริงค่ะ!!

 

เพราะทุกๆอย่างที่คลี่คลายไปได้ มันไม่ได้เกิดจากการที่ดิชั้นมีวัตถุมาไว้ในครอบครอง

แต่ว่าเกิดจากความมั่นใจ อุ่นใจ และสบายใจที่มากขึ้น จากการได้ซื้อมาต่างหาก

สรุปแล้วถ้าจิตใจของดิชั้นแข็งแรงดีและมีสติ

การซื้อของเหล่านี้มาให้รกบ้านก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ

 

จากนี้ไปดิชั้นเลยมีคาถาใหม่ไว้เรียกสติตัวเองนะคะ

ก่อนที่จะซื้ออะไรจุ๊กๆจิ๊กๆต่างๆนาอะไรก็ตาม จะสูดหายใจ 2 ที

แล้วถามตัวเองว่า

1. ที่จะซื้อเนี่ย ที่บ้านยังมีอยู่แล้วรึเปล่ายะ?

2. แล้วมัน จำเป็น ต้องซื้อ ตอนนี้ ไหม?

 

ลองทำมาแล้ว 2 วัน เวิร์คค่ะ!

เพราะมันสามารถหยุดยั้งดิชั้นจากการซื้อแป้งตลับใหม่ (ทั้งที่ของเก่ายังเหลือ)

และการสั่งอาหารเว่อร์เกินความจำเป็นได้ (กลับไปทานที่บ้านกับมาม๊าแทน)

 

เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมองของบุคคลค่ะ เพราะดิชั้นก็เชื่อว่า

หากการซื้อนั้นมันสามารถทำให้คุณมีความสุขและสบายใจได้

แม้มันจะดูไร้สาระ แต่มันก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้นะคะ ไม่ใช่ความผิด

ก็แค่ต้องรับผลของมัน คือการที่น้องเงินหลุดลอยออกจากกระเป๋า

แทนที่จะถูกเก็บไว้ทำอะไรอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าเท่านั้นเอง

 

ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน

ซื้อของอย่างมีความสุขและมีสติค่ะ

=)

 

Bejuk

17.11.09

 

The Journey to Wealth

ค่ะ และแล้วก็ครบ 2 อาทิตย์อย่างรวดเร็วนะคะ

เป็น 2 อาทิตย์ที่ดิชั้นได้พิจารณาเรื่องของอาชีพการงานของตัวเองอย่างจริงจัง

ว่างานแบบใดจะสามารถ ตอบโจทย์ การเงิน + คุณค่าทางจิตใจ + เวลา ได้อย่างสมดุล

งานประจำที่ใหญ่ๆ งานประจำที่เล็กๆ งานฟรีแลนซ์ งานขายตรง หรือ การเป็นเจ้าของกิจการ

 

คำตอบที่ดิชั้นสรตะได้นะคะ คือว่า

แท่นแท๊น

มันถูกทุกข้อเลยค่ะ

อย่าหาว่ามั่วนะคะ 555

คำตอบนี้มีที่มาที่ไปค่ะ

 

ถ้าเทียบกันระหว่างรูปแบบการทำงานประเภทต่างๆ

ก็เหมือนตัวละครในเกมการ์ด หรือเกมคอมพิวเตอร์นะคะ

แต่ละตัวละครจะมีแต้ม Level พลังงานแต่ละส่วนที่ต่างกันไป

ยกตัวอย่างในสายงานดิชั้น ก็เช่น

 

Creative Director สาว ในเอเจนซี่ขนาดใหญ่

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   90           ได้เงินเดือนดี ตรงเวลา สม่ำเสมอ มีโบนัสและสวัสดิการ

จิดใจ       50         ได้ทำงานที่ดีบ้าง น่าเบื่อบ้าง มีอะไรมาก็ต้องทำ

เวลา      30           เพราะทำงานโต้รุ่งตลอด ไร้ซึ่งวันหยุด

 

Graphic Designer ใน studio เล็กๆที่ผลิตงานคุณภาพ

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   50           ได้เงินเดือนน้อย ไม่มีสวัสดิการ อาจได้ไม่ตรงเวลาในบางเดือน

จิดใจ       80         ได้ทำงานที่ดีๆ มีเพื่อนร่วมงานสนุกสนานและพัฒนางานร่วมกัน

เวลา      60           งานเยอะอยู่ดึก งานน้อยกลับเร็วได้ มีเวลาพักผ่อนพอประมาณ

 

Freelance Graphic Designer รับงานดะ เลี้ยงดูตัวเอง

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   60           เวลางานเข้าก็เงินดี เวลาไม่ทำงานเงินก็หายหด

จิดใจ       50         เลือกทำสิ่งที่ถนัดได้เต็มที่ แต่อำนาจต่อรองน้อย แถมต้องดูแลทุกอย่างเอง

เวลา      70           จะทำเมื่อไหร่ก็ทำ อยากหยุดไปเที่ยวก็ไป มี freedom ด้านเวลาสูงสุด

 

เป็นการยกตัวอย่างนะคะ

 

เมื่อลอง List ออกมาดูก็พบว่า

ก็มีดีมีด้อยต่างกันไปในแต่ละตัวละคร

แต่คะแนนรวมๆแล้วไม่ต่างกันนักหรอกค่ะ สู้กันได้สูสีทีเดียว

เพราะฉะนั้นดิชั้นก็เลยคิดได้ว่า

การเลือกงานไหน นั้นไม่ใช่ประเด็นซักเท่าไหร่ค่ะ

ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกได้ทุกข้ออยู่แล้ว =)

ประเด็นคือการจัดการกับค่าพลังงานเหล่านี้หลังจากเลือกตัวละคร(งาน)นั้นๆแล้วมากกว่า

 

ดิชั้นคิดว่าจุดสำคัญของการบริหารจัดการชีวิตและการเงินให้สมดุล

คือความสามารถในการเติมจุดที่อ่อน หรือข้อที Level ต่ำ ให้มีค่าพลังงานสูงขึ้นได้

 

เช่น ณ. ปัจจุบัน ดิชั้นรับทำฟรีแลนซ์อยู่ จุดอ่อนของตัวละครนี้ก็คือการเงินไม่มั่นคง

ก็ต้องหาทางให้เกิดรายได้ระยะยาว เช่น พยายามให้ลูกค้าเซ็นสัญญายาวๆ

รับจ้างเป็นรายเดือน / ปี หรือ ติดต่อสานสัมพันธ์กับผู้คนหลายๆแบบเอาไว้

รวมทั้งวางแผนการทำงาน และรับงานให้ถูกจังหวะ เพื่อสร้าง Credit ที่ดีให้กับตัวเอง

ดิชั้นก็ใช้พลังงาน และความคิดกับส่วนนี้เยอะหน่อย

มากกว่าสมัยทำงานบริษัท ที่แทบจะลอยตัว ใช้สมองคิดงานออกแบบอย่างเดียว

เพราะมี AE เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการเงิน การจัดการตารางงานต่างๆนาๆให้

 

ในทางกลับกัน ถ้าเลือกตัวละครอื่น

ก็มีจุดอื่นที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษเหมือนกันค่ะ

 

ดิชั้นค้นพบสรตะข้อนี้ได้เพราะว่าระหว่างอาทิตย์

นอกเหนือจากสิ่งเดิมๆที่ดิชั้นเคยมอง

ดิชั้นได้เห็นอะไรในอีกแง่มุมหนึ่งด้วยค่ะ

 

นึกดีๆ

ชีวิตดิชั้นก็ไม่ได้มีแต่เพื่อนที่ทำงานประจำแล้วทนทุกข์หรอกนะคะ

ก็มีคนที่ทำงานประจำ ที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย จัดสรรเวลาได้ และมีความสุขกับงานด้วย

มีจริงๆนะคะ!

ถ้ายกตัวอย่างคนใกล้ตัวก็มี คุณวิน ที่เขียนกลยุทธ์ความมั่งคั่งของเรานี่เองหละค่ะ 5555

(ข้อนี้คุณนนท์เล่าให้ฟังนะคะ)

 

แล้วก็คนที่ทำฟรีแลนซ์ ก็ไม่ได้มีแต่คนที่ประสบปัญหาทางการเงิน หรือโดนเอาเปรียบ

ก็ยังมีคนประเภทที่ รู้จักคนเยอะ มีคนให้งานตลอดเวลา และรักษาสิทธิของตัวเองได้ดี

นี่ก็มีอยู่จริง!

เป็นเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันที่ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์มือทองไปแล้วค่ะ

 

คนที่ทำอะไรด้วยอุดมการณ์ที่ดี ไม่ตามกระแส ก็ไม่จำเป็นต้องจน เศร้า มอซอ เสมอไป

เพราะว่าก็มีคนที่สามารถนำ Credit ที่ดีนั้นไปเพิ่มมูลค่าให้กับงานและตัวเองได้อย่างชาญฉลาด

คนแบบนี้ก็มีเยอะเหมือนกันค่ะ!

ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น อัล กอร์ ที่สู้เรื่องโลกร้อนแบบเท่ๆ จนได้รางวัลโนเบล

หรือ อ.เฉลิมชัย โฆษิตภิพัฒน์ ศิลปินที่ขายภาพเขียนได้ในหลักล้าน

 

ความพิเศษของคนเหล่านั้นก็อยู่ที่เขาได้พัฒนาข้อด้อย จนทุกข้อสูสีใกล้เคียงกัน

(หรือบางคนอาจจะเท่มาก จนไม่ได้สนใจข้อด้อยนั้นๆเลยก็เป็นได้ค่ะ 55)

อาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์ การต่อสู้กับตัวเองมากๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

 

แต่ข่าวดีคือมันก็เป็นไปได้ค่ะ เพราะมีคนทำได้มาแล้ว

ไม่ว่าดิชั้น (และคุณๆ) จะเลือกทำเล่นตัวละครไหน

ก็สามารถทำให้ชีวิตสมดุลและมั่งคั่งได้เหมือนกันค่ะ

พอคิดอย่างนี้ความรู้สึกสับสนก็หายไปได้ง่ายๆเลยค่ะ

ก็แค่เลือกซักอัน

 

ดิชั้นเอง ตอนนี้ก็เลือกแล้วที่จะทำงานแบบฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ

และใช้เวลานี้ในการพัฒนางาน ความคิด และวินัยตัวเองให้ดี

ก่อนจะไปเรียนต่อในปีหน้า

 

ยังไงก็ขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเดินทางไปกับดิชั้นตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว

จนมาถึงอาทิตย์นี้ที่ได้คำตอบให้ตัวเองนะคะ

 

เวลาเลือกทางเดินที่ชัดเจนได้นี่มันมีความสุขบอกไม่ถูกเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

22.10.09

สวัสดีค่ะ

ขอเริ่มบทความด้วยเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง คือ

ดิชั้นเพิ่งอายุครบ 25 เมื่อวานนี้ค่ะ =)

รู้สึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่งที่เพิ่งได้เดินเข้ามาเลย

โลกของคนที่เป็น ผู้ใหญ่เต็มตัว

คุณแม่ดิชั้นก็บอกนะคะว่า 25 นี่ชั้นมีลูกแล้วนะยะเธอ

อืมก็ถูกนะคะ แต่ดิชั้นดูตัวเองและเพื่อนๆตอนนี้ ก็ยังบ๊องแบ๊งๆ กันอยู่

รู้สึกว่าคนรุ่นเรานี่จะโตช้ากว่าคนรุ่นก่อนอย่างบอกไม่ถูก

หรือเป็นเฉพาะดิชั้นเองอันนี้ก็ไม่แน่ใจ 5555

 

 

พร้อมๆกับอายุที่มากขึ้น

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดิชั้นกำลังเลือกทางเดินต่อไปของชีวิต

ขอย้อนความเล็กน้อยว่า

ปัจจุบันดิชั้นมีบริษัทออกแบบกราฟฟิคเล็กๆ รับผลิตงานอย่างตั้งอกตั้งใจ

เปิดดำเนินการมาเกือบครบ 3 ปี ในปีหน้า

แต่น่าเสียดายว่า ตอนนี้บริษัทจำเป็นต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลเฉพาะกิจ

คาดว่าน่าจะดำเนินการเสร็จเรียบร้อยภายในสิ้นปีนี้

(เรื่องราวการทำเรื่องปิดบริษัทก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่ท้าทายนะคะ

ว่างๆดิชั้นก็ว่าจะเขียนเรื่องนี้อยู่ 555)

 

 

ช่วงนี้ดิชั้นก็เลยคิดถึงขั้นตอนต่อไปของชีวิตว่า

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นลง

เอาหละ คราวนี้ จะทำอะไรต่อไปดี?

นั่นสิ

.

.

แต่ดิชั้นตั้งโจทย์ให้ชีวิตตัวเองไว้ว่า

งานที่จะทำต่อไปต้องสอดคล้องกับ 3 ข้อนี้

1. สร้างรายได้ที่เพียงพอเลี้ยงดูตัวเองและคนรอบข้างได้
กล่าวง่ายๆคือต้องหาเงินให้ได้ในปริมาณเท่าเดิม
หรือมากกว่า

2. เป็นสิ่งที่ดิชั้นรัก และมีความสุขที่ได้ทำ เพราะดิชั้นรู้สึกว่า
ในตอนนี้คือตอนที่คนเรามีไฟในการทำสิ่งต่างๆในชีวิตมากที่สุด
การฉวยโอกาสนี้ทำสิ่งที่รักให้ดีที่สุดย่อมเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแน่นอน

3. เป็นงานที่ยืดหยุ่นต่องานอดิเรกที่ดิชั้นรัก ซึ่งก็คือการเดินทางท่องเที่ยว
ข้อนี้มีความสำคัญเยี่ยงลมหายใจจริงๆค่ะ
555

 

กล่าวง่ายๆคือ

ต้องตอบโจทย์ในแง่ การเงิน + คุณค่าทางจิตใจ + เวลา ได้อย่างสมดุล

 

แค่สามข้อนี่ก็โหดๆอยู่เหมือนกันนะคะ

เพราะถ้าคิดง่ายๆ ถ้าเน้นเรื่องอิสรภาพทางเวลา และทางการเงิน (ข้อ 1+3)

ดิชั้นก็สามารถเลือกทำธุรกิจ Networking ซักอันหนึ่ง ก็ตอบโจทย์แล้ว

แต่น่าเสียดายว่าสิ่งนี้มันไม่ได้ตอบข้อ 2 คือการทำในสิ่งที่รักและมีความสุขที่ได้ทำนี่สิ

 

ไม่งั้นก็คือการทำงานประจำที่บริษัทออกแบบซักแห่ง

แต่มันก็มีความกลัวอยู่ว่า

ถ้าเป็นงานที่ดีและเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ถึงที่สุด มันจะเงินน้อยหรือเปล่า?

ในขณะเดียวกันถ้างานที่ตอบโจทย์ด้านการเงิน มันก็มักจะเป็นงานที่น่าเบื่อ

ไม่ก็ถึกเสียจนหาโอกาสไปพักผ่อนท่องเที่ยวได้ยากยิ่ง หรือเปล่า?

 

แปลกนะคะ ในการที่คนเราจะเลือกทำงานอะไรซักอย่าง

ทำไมมันช่าง เหมือนกับว่า

มันจะต้องยากมากๆ หรือเราต้องโชคดีมากๆๆๆ

ถึงจะได้งานที่ตอบทั้ง 3 ด้านนี้ได้

 

ถ้าทำสิ่งที่รัก ก็ต้องแลกกับการที่จะเงินน้อยหน่อย

หรือถ้าจะมีเวลาเยอะๆ ก็อาจจะไม่มั่นคง

หรือถ้าทำงานที่เงินเยอะๆ มันอาจจะเอาเวลาชีวิตเราไปหมด

อะไรแบบนี้?

 

เพื่อนๆดิชั้นที่ทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่

ที่ได้เงินเดือนสูงลิ่ว โบนัสมหาศาล แถมมีโอทีและสวัสดิการอลังการ

(อันนี้เขียนไปก็แฝงความอิจฉาไปด้วยพอเป็นพิธีนะคะ 555)

ก็มักจะบ่นเรื่อง

1. เวลาไม่พอ ทำงานหนักมาก หรือไม่ก็

2. งานน่าเบื่อมาก ไม่ท้าทายความสามารถเลย

แต่ก็ทนทำไปเพราะว่ามันมั่นคง และได้เงินคุ้มค่า

 

หรือเพื่อนชาวกราฟฟิคที่ทำงานอยู่ร่วมกัน

ถ้าเป็น Freelance ก็ย่อมต้องพบกับช่วงเวลาที่เป็น ขาขึ้น และขาลง สลับกันไป

บทจะมีงานเข้า ก็เข้ากันจนต้องอดหลับอดนอนเป็นอาทิตย์ หน้าตาร่างกายทรุดโทรม

เวลาขาลงโดนเบี้ยวงาน โดนแคนเซิลสัญญา โดนต่อค่าตัว

หรือช่วงที่ลูกค้าลดลง ก็กลายเป็นว่างจนเบื่อไปซะ

 

หรือที่แย่กว่านั้น คนที่ทำงานด้วยใจ ด้วยอุดมการณ์ที่ดี

และยืนหยัดว่าจะทำเฉพาะงานที่มีคุณค่าและตรงกับแนวทางที่เขาเชื่อถือเท่านั้น

ก็มักจะต้องประสบปัญหาทางการเงิน ติดๆขัดๆ

จนเป็นเรื่องปกติไปว่า เนี่ย ถ้าเลือกทำตามอุดมการณ์ก็ไม่มีวันรวยได้หรอก

 

อ้าว

 

ถ้าชีวิตมันเป็นแบบนั้น

เราต้องทำอะไรล่ะ ที่จะให้ชีวิตมีความมั่งคั่งอย่างสมดุลกัน?

การเงิน + คุณค่าทางใจ + เวลา = ?

 

 

 

 

 

 

 

เอ้อ

นั่นสิ

……..

อันนี้เป็นคำถามที่ดิชั้นเปิดประเด็นไว้นะคะ

คือดิชั้นเองก็ไม่มีข้อสรุปอ่ะค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต้องขอโทษผู้อ่านทุกท่านด้วย

แต่คิดว่าคำถามข้อนี้เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องตีโจทย์ให้แตก

เพื่อการเดินทางสู่ความมั่งคั่งในชีวิตต่อไป

 

 

เป็นคำถามที่ขอใช้เวลาซัก 2 อาทิตย์ในการคลี่คลาย

เข้ากับชื่อว่าที่ว่า "เจอนี่ to wealth" นะคะ

เราต้องค้นหา นี่ ที่ว่าให้เจอก่อน 555

แล้วดิชั้นจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่า ระหว่างที่ขบคิดนี้ ไปเจออะไรมาบ้าง 

หรือถ้าใครมีคำแนะนำอะไร ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

11.10.09

เนื่องด้วยทฤษฎี “การดูแลบ้านน้องเงิน เพื่อเรียกน้องเงิน” นั้น

ยิ่งทำไปเรื่อยๆเงินก็ยิ่งเข้ามาอย่างน่าประหลาดนะคะ

ทำให้ดิชั้นได้ทำการตัดสินใจซื้อกระเป๋าสตางค์ใหม่

ที่มีช่องใส่บัตร และเหรียญอย่างเป็นระบบ

(แต่ก่อนใช้กระเป๋าที่เหมือนกระเป๋าถือใบเล็กๆ)

ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆค่ะ

ก็งงตัวเองว่าทำไมไม่หาซื้อกระเป๋าสตางค์ดีๆซะตั้งแต่แรก

 

บ้านน่าอยู่ขึ้นอีกระดับ

น้องเงินจงมาอีกๆๆ 555

 

เข้าเรื่องดีกว่านะคะ

ด้วยความที่วันนี้นึกไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนถึงอะไร

(ฮ่าๆๆ ขออภัยคุณนนท์ด้วย)

เลยมองไปรอบๆห้องเพื่อจะหาแรงบันดาลใจ

... ก็ไม่เจอนะคะเพราะห้องค่อนข้างรก 555

แต่ในความห้องรกนั้น ก็ได้เห็นความตลกเกี่ยวกับการใช้เงินของตัวเองอีกข้อหนึ่ง

เลยอยากขอเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะมีใครคล้ายคลึงกับดิชั้นอยู่บ้าง

 

ต้องบอกก่อนว่า ดิชั้นเป็นคนที่มีวิถีในการช้อบปิ้งที่ว่า

จะไม่ซื้อของที่มีราคาแพงมากๆ

 

ดูเข้าใจง่ายนะคะ

แต่ขออธิบายสักเล็กน้อยจะได้เห็นภาพ

 

พวกครีมบำรุงผิว

ถ้าให้ดิชั้นซื้อของลาแมร์ หรือ ดิออร์ ก็คือจะไม่มีแน่ๆนะคะ

(แต่ถ้ามีคนซื้อให้ก็อีกเรื่องค่ะ 55)

แต่ถ้ามีของที่คนโน้นนี้บอกว่าดีและราคาไม่แพงมาก ตามห้างร้านทั่วไป

ก็จะซื้อๆไว้ แล้วก็มาลองใช้ดูนะคะ ถ้าไม่เวิร์ค ก็เปลี่ยน

 

หรือ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ

ก็จะเป็นคนไม่นิยมซื้อหลุยส์ วิตตอง โค้ช เบเบ้ จิมมี่ชู ทิฟฟานี่ โรเล็กซ์ อะไรใดๆ

ยิ่งของจุ๊กๆจิ๊กๆ เช่น เสื้อ และ เครื่องประดับนี้

ขอสารภาพเลยว่า 70% นี่มาจากพลาตินั่มนะคะ 555

หรือถ้าอยากซื้อของดีหน่อยก็จะซื้อพวกแบรนด์ที่อยู่ในระดับแพงปานกลาง

เช่น ซาร่า เกรย์ฮาวด์ เซนาด้า ชาร์ลส์แอนด์คีท ประมาณนั้นไปค่ะ

ผู้หญิงด้วยกันคงพอเห็นภาพนะคะ

 

จริงๆดิชั้นก็ไม่ใช่คนประหยัดอะไรเลยค่ะ

แต่จะมีแนวคิดมาตั้งแต่เด็กว่า ของแบรนด์เนี่ยไม่จำเป็นหรอก ไร้สาระน่า

เวลาไปดูกระเป๋าที่ราคาสูงหน่อย ถึงแม้จะชอบ แต่สมมติว่าหลักหมื่น ก็จะคิดว่า

“เนี่ย ซื้อนี่ใบเดียวซื้อกระเป๋าที่พลาตินั่มได้เกือบร้อยใบเลย”

และทำให้ตัดใจไปในที่สุด ไปซื้อของจุ๊กๆจิ๊กๆราคาถูกแทนตามนิสัย

 

ก็ไม่ได้แปลกอะไรใช่ไหมคะ?

ใช่ค่ะ ดิชั้นเองก็เคยคิดว่าตัวเองมีทักษะในการเลือกช้อบปิ้งที่ยอดเยี่ยมแล้ว

 

…………..

แต่ประเด็นสำคัญที่ดิชั้นลืมไปคือ

คนเราจะเอากระเป๋าราคา199มาทำอะไรตั้งร้อยใบคะ!?

 

คือเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ Make sense เอามากๆ

แต่สามารถบ่งบอกถึงระบบของจิตใต้สำนึกของดิชั้นได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ดิชั้นคิดได้ จากสภาพที่เกิดขึ้นในห้องนอนตัวเองตอนนี้

(…คืออยากถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ แต่ด้วยรู้สึกว่า

มันน่าอับอายจนเกินไป เลยรบกวนทุกท่านจินตนาการภาพตามค่ะ)

 

โต๊ะเครื่องแป้งที่มี ครีม โลชั่น แป้ง ยาทาสิว ครีมกันแดด ยาทาเล็บ

เจลบำรุง วิตามิน ทรีตเมนต์บำรุงผม สครับขัดหน้า ฯลฯ จำนวนร่วม 70 ขวด!

ถูกวางจนแทบจะไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการวางอย่างอื่น

 

ถ้านับราคารวมกันก็น่าจะซื้อชุดบำรุงผิวของดิออร์ได้ 2-3 ชุด

พร้อมของแถมและคอร์สบำรุงผิวด้วยนะคะ!

ที่แย่คือของที่มีมากมายเนี่ย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน

ใช้จริงก็แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น

 

สภาพนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับกระเป๋า199 ร้อยใบเลยค่ะ

เวลาของที่ถูกๆ(ส่วนใหญ่)ก็จะมีอายุการใช้งานสั้น

หรือมีคุณภาพพอประมาณ ตามราคาของมัน

ก็ไม่ใช่ว่า ของราคาถูกจะไม่ดีเสมอไปหรือไม่ควรซื้อนะคะ

เพราะของที่ดีๆก็มีมากมาย อยู่ที่การเลือกสรรมากกว่า

 

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ดิชั้นมองอะไรได้กว้างขึ้นว่า

ถ้าของราคาแพงชิ้นนั้น

เป็นของที่สามารถให้ประโยชน์กับเราได้คุ้มค่า

มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเมินเสมอไปใช่ไหมคะ?

 

ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งคือ

กระเป๋าหลุยส์วิตตองรุ่นคลาสสิค ของคุณแม่ที่ยังใช้อยู่ณ.ปัจจุบัน

มันยังอยู่ในสภาพยอดเยี่ยมแม้จะผ่านการใช้งานมาอย่างมากมายร่วม 10 ปี!

และขอเดาว่าถ้านำออกขายตอนนี้ก็ยังได้ราคาอยู่

ในความแพงนี่ก็มีเหตุผลแฝงอยู่นะคะ

 

หรือ มีหลายครั้งที่ดิชั้นคิดอยากได้นาฬิกาดีๆให้ตัวเองซักเรือน

แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เพราะความคิดที่ว่า

โหยย ซื้อนาฬิกาแพงขนาดนี้ เอาไปซื้อนาฬิกาใส่เล่นได้ 100 เรือนเลยเหอะ (อีกแล้ว55)

ในขณะที่ ความจริงก็คือนาฬิกาที่ดี มันก็มีศูนย์การมีรับประกันซ่อมได้ตลอด

ถ้าซื้อถูกรุ่น ก็สามารถใส่ได้ทุกวันยันแก่ ไม่เบื่อกันง่ายๆ

แถมยังสามารถเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีก

 

ทุกครั้งที่ช้อบปิ้ง

คงต้องชั่งใจและคิดกันมากขึ้นว่าจะ

A. เก็บเงินไว้เพื่อของ 1 ชิ้นที่คุ้มค่า

B. ทยอยจ่ายให้ของ 100 ชิ้นไปเรื่อยๆ เพราะมันก็ไม่ต่างกัน

 

จริงๆทั้งสองมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันอยู่ แล้วแต่กรณีไป

แต่อย่างน้อยจากวันนี้ไปดิชั้นก็มี ทางเลือก เพิ่มให้สมองน้อยๆของตัวเองแล้ว

เป็นการค้นพบที่มีค่านะคะ

 

ขอบคุณ The Journey to Wealth และทุกท่านที่อ่านอยู่ด้วย

ที่ทำให้ดิชั้นได้ใส่ใจและมีสติกับชีวิตตัวเองขึ้นทุกครั้งที่เขียนบทความนี้

 

ขอให้เลือกใช้น้องเงินอย่างคุ้มค่าและมีความสุขค่ะ

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

26.09.09

 

 

“ไม่มีเงิน!

 

เป็นหนึ่งในประโยคที่ปะป๊าของดิชั้นกล่าวว่า อย่าให้ได้ยินออกจากปาก

ซึ่งดิชั้นเองคิดว่าหลายๆครอบครัวชาวจีนก็ถือคติในการสั่งสอนลูกหลานแบบเดียวกันคือ

ไม่ให้บ่นว่าจนๆๆ หรือ ไม่มีเงิน (หรือบ่นว่าซวย ชีวิตแย่ โน่นนี่)

 

ตอนเด็กๆดิชั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของคุณปะป๊าบ้างพอเป็นพิธี

เพราะถ้าเผลอพูดก็จะโดนบ่น ฮ่าๆๆ

แต่ในเบื้องลึกดิชั้นก็ไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้นสักเท่าไหร่

เนื่องด้วยดิชั้นก็คิดว่า ถ้าเราจน แล้วแกล้งบอกว่าชั้นไม่จน ชั้นรวย

ก็ดูบ้าๆบอๆหลอกตัวเองสิ คนเราต้องยอมรับความจริง

 

ดังนั้นเมื่อลับหลังคุณปะป๊า

ในยามที่อยากได้อะไรแล้วไม่มีความสามารถจะหาซื้อมันมาได้ด้วยตัวเองแล้ว

ดิชั้นก็มักจะอดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นกับเพื่อนสาวว่า

จนหวะ

ไม่มีตังอะ

กินได้นะแต่อย่าแพง

ได้จ้ะแต่ไม่มีจ่ายนะ

ยาจกกว่านี้มีมั้ย

โอ้ยอยากรวย

เลี้ยงด้วย จน (อันนี้ไว้พูดข่มแฟน)

และอื่นๆ ตามแต่ที่จะครีเอทขึ้นมาได้

 

เมื่อได้พูดก็จะบังเกิดซึ่งความรู้สึกสนุก ปน จี๊ดๆ สะใจเล็กๆ พอเป็นพิธี

และเมื่อมากเข้า มันสามารถรวมเป็นความรู้สึกสมเพชตัวเอง จนห่อเหี่ยวได้เหมือนกัน

แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นบ่อยนักหรอกนะคะ

 

เมื่อเติบโตขึ้นตามกาลเวลา

ดิชั้นเองก็เริ่มเห็นว่าบางทีคำสอนของปะป๊าก็มีเหตุมีผลเหมือนกัน

เพราะเวลาที่ดิชั้นรู้สึกว่าตัวเองจะจน หรือจะรวย

จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในปริมาณตัวเลขในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่ครอบครอง

เพราะอันที่จริงปัจจุบันมันก็ขึ้นๆลงๆในระยะที่ใกล้เคียงกัน

(จะเป็นเรื่องของการใช้หมดเร็วกว่าได้มาซะมากกว่า ที่ทำให้เกิดเป็นประเด็น)

 

แต่ที่น่ากลัวคือเวลาที่ดิชั้นบ่นว่าตัวเองจน ดิชั้นก็จพาลรู้สึกจน

พาลทำให้สมองสั่งการอะไรแปลกๆ

เช่น ประหยัดอะไรพิลึกๆจนบางทีทำให้ตัวเองเสียโอกาส หรือคนรอบข้างเสียความรู้สึก

หรือ เครียดกับการหาเงินจนสุดท้ายก็ได้เงินเท่าเดิมแต่ได้อาการปวดกระเพาะแฝงมาด้วย

หรือ เผลอซื้อของที่เซลแต่คุณภาพไม่ดีเลยกลับมาบ้าน

หรือ หมกมุ่นกับการบ่นเรื่องไม่มีเงิน จนกระทั้งหมกตัวอยู่บ้านและไม่มีเวลาในการพบปะดูแลคนอื่น

ที่สำคัญคือทำให้ ความกล้าในการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต ของดิชั้น ลดลง

 

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ผลที่กระทบกับคนรอบข้างค่ะ

เมื่อดิชั้นบ่น กระทั่งคนรอบข้างเองก็เชื่อว่าดิชั้นจน จริงๆ

การที่เขาจะสัมพันธ์กับดิชั้นก็จะเป็นไปตามนั้น เช่น

จู่ๆพ่อแม่ก็จะห่วง และถามขึ้นมาว่าเราจะมีเงินจ่ายค่าน้ำมันไหม จะผ่อนคอนโดไหวเหรอ

หรือเวลาเราซื้อของมาฝากแทนที่เค้าจะปลื้ม กลายเป็นว่า ไม่เป็นไรซื้อมาทำไม เปลือง เก็บเงินไปสิ

จู่ๆเพื่อนที่เคยชวนไปทานอาหารตามร้านอร่อยๆบรรยากาศดีๆ

ก็โทรมาชวนเราด้วยน้ำเสียงเกรงใจๆแหม่งๆ หรือแย่สุดคือไม่ชวนเลย

จู่ๆแฟนก็จะบ่นว่าก็เธอซื้อโน่นซื้อนี่มากเกินไป

แล้วเวลาดิชั้นอยากได้อะไรก็จะไม่เชียร์ เวลา Shopping ก็ไม่สนุก

จู่ๆคนที่เคยมีความคิดจะชวนเราลงทุนในธุรกิจต่างๆก็จะเลิกความคิดนั้นไปได้

 

มันจะมีเหตุการณ์ประหลาดต่างๆเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ

ในช่วงโหมดไม่มีเงินของดิชั้น

ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎียอดฮิตในยุคนี้ได้ว่าไว้

(เช่น กฏแห่งแรงดึงดูด พลังแห่งจิตใต้สำนึก พลังของการคิดบวก ฯลฯ)

บางทีอิทธิพลของจิตใต้สำนึก ความคิด และคำพูดสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของคนเราได้

และบางที

สิ่งที่ปะป๊าดิชั้นสอน อาจจะเป็นเคล็ดลับทรงคุณค่า

ที่เศรษฐีทุกคนเค้าใช้กันอยู่ก็ได้!!

 

ดังนั้นหลังๆดิชั้นจะพยายามระวังปาก และคำพูดคำจาของตัวเอง

ในด้านที่เกี่ยวกับน้องเงินให้มากๆ

รวมทั้งพยายามคิดถึงและขอบคุณในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในทุกๆวัน

ที่ได้มีข้าวอร่อยๆ ได้มีเสื้อผ้า และบ้านแสนสงบให้กลับไป

มีโอกาสได้ท่องเที่ยว มีเพื่อนๆและครอบครัวที่แสนดี

นึกถึงแค่นี้ก็ทำให้ดิชั้นรู้สึกอิ่มๆรวยๆอย่างบอกไม่ถูกแล้วค่ะ

 

คนเราเกิดมาก็มั่งคั่งแล้ว มีร่างกาย สมอง และจิตใจเป็นของเราเอง

อย่าขี้บ่นเพียงแค่ไม่มีของที่อยากมีเลย

 

แค่นี้ก็รวยแล้ว!

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

09.09.09

เรื่องน่ายินดีประจำสัปดาห์นี้นะคะ

หลังจากที่ดิชั้นได้เปิดประเด็นเรื่องการรักษาดูแลรถของน้องเงินสด

ทำให้ในช่วงผ่านมานี้ น้องเงินสดสามารถนอนแผ่หราอยู่บนรถได้อย่างสบายใจ

บัตรอยู่ในซอก เหรียญอยู่ในซิป บิลอยู่ในถึงขยะ

 

แม้ว่าเรื่องของนิสัยความรกรุงรังของดิชั้น จะไม่ใช่เรื่องที่แก้กันได้ง่ายๆ

แต่มันน่ามหัศจรรย์มากเพราะว่าหลังจากที่ได้เขียนบทความลงในนี้แล้ว

จิตใต้สำนึกน้อยๆก้นบึ้งก็คอยตอกย้ำดิชั้นทุกวี่วันว่า ทำสิยะๆๆๆ จัดกระเป๋าๆๆ เทขยะๆๆ

ด้วยความที่ว่าถ้ารุ่นน้องหรือเพื่อนพ้องในชีวิตคนใด ได้มามีโอกาสอ่านบทความนี้

ก็จะไม่สามารถประนามหยามกันได้ว่า สอนชาวบ้านแล้วตัวเองไม่ทำเหรอยะ

….

การประกาศให้โลกรู้ว่าเราตั้งใจจะทำอะไร

เป็นอาวุธลับที่น่ากลัวและทรงอานุภาพจริงๆค่ะ

 

มาถึงการเตรียมบ้านให้น้องเงินแสน ในขั้นตอนที่สองนะคะ

2. เตรียมบ้านน้องเงินให้พร้อม

ข้อนี้เป็นเรื่องง่ายๆเลยค่ะ แต่ดิชั้นไม่เคยได้ลงมือทำนะคะ ฮ่าๆ

คือ การเปิดบัญชีสำหรับเก็บน้องเงินโดยเฉพาะ

ดิชั้นก็ได้ไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคารแถวบ้าน และกระทำการ 2 ข้อที่แสนสำคัญต่อไปนี้

-          เซฟเลขที่บัญชีไว้ในมือถือ ในกรณีที่น้องเงินหน้าใหม่จะเข้าบ้าน
จะได้สามารถบอกบ้านเลขที่ให้เขาได้ทันที

-          เอาเอทีเอ็มไปเก็บในลิ้นชักล่างสุด…..

ง่ายๆเพียงเท่านี้ บ้านก็พร้อมแล้วที่จะหลอกล่อให้น้องเงินเข้ามา

และก็ขังไว้ต่อไป ฮ่าๆๆๆ

ดูซาดิสต์เหมือนกันนะคะ

 

3. จัดระเบียบการเดินสายของน้องเงิน

นอกจากนี้ในการที่น้องเงินแสนจะมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเรานั้น ดิชั้นก็สรตะได้ว่า

เราต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดูแลน้องเค้าให้ได้ก่อน

เหมือนการที่มาริโอ้ เมาเร่อจะเลือกใครเป็นผู้จัดการคนใหม่ อะไรแบบนั้น

 

ดูตารางวิ่งออก

กล่าวคือ น้องเงินตัวไหนที่ไม่ใช่ลูกบ้านเรา เราก็คืนเขาไปซะ ให้ตรงเวลา

เจ้าหนี้ขาประจำของดิชั้นจะมีอยู่ 3 เจ้า คือ

คุณวีซ่าหนึ่ง คุณวีซ่าสอง และคุณประกันชีวิต

ซึ่งสองตัวแรกไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะจ่ายเมื่อเรียกเก็บ

 

ความจริงที่น่ากลัวคือ ดิชั้นไม่แน่ใจว่าประกันชีวิตเนี่ย

มันถูกตัดไปเดือนละเท่าไหร่ และเมื่อไหร่กันที่มันถูกตัด

ครั้นจะเอาสมุดบัญชีมาอัพเดทเพื่อเช็คยอดย้อนหลัง ก็หาไม่เจอ (!?)

 

ระหว่างเล่นเน็ตทำใจกับความเบลอของตัวเอง ก็นึกได้ว่า

โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ธนาคารออนไลน์อยู่

เลยลองเข้าไปสมัครดู

 

โอ้ มันสามารถย้อนให้ดูใน 60 วันว่า

ใครโอนเงินให้ดิชั้น จากสาขาไหน หรือแม้แต่ว่าใครตัดบัญชีออกไป เมื่อไหร่

สามารถเช็คสถานะน้องเงินฝากได้ทุกเมื่อตลอดเวลาอีกด้วย

อุ่นใจเวลาเห็นน้องเงินนอนอยู่ในบ้านค่ะ เหมือนติดกล้องวงจรปิด

 

ในที่นี้ดิชั้นใช้ของธนาคารไทยพาณิชย์อยู่

ไม่รู้ว่าธนาคารอื่นๆจะทำได้เหมือนๆกันหรือเปล่า

แต่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่คุ้มค่าน่าลอง register ใช้นะคะ

 

ดูตารางวิ่งเข้า

ดิชั้นลองมานั่งคิดง่ายๆว่า น้องเงินสามารถเข้าหาเราทางไหนได้บ้าง

นอกจากเงินเดือน ค่าจ้างประจำ

สามารถคิดเป็นข้อง่ายๆได้ดังนี้

1.       ขอพ่อ / แม่ เอาดื้อๆ

2.       ขายของที่ไม่ได้ใช้

3.       ทวงหนี้ชาวบ้านที่เคยติดเรา

4.       รับจ๊อบออกแบบกราฟฟิค

5.       รับจ๊อบทำอย่างอื่น

6.       เป็นนายหน้าขายของ

7.       สิทธิประโยชน์จากแต้มและส่วนลดต่างๆ (เราก็เอาไปขาย หรือใช้ เพื่อให้น้องเงินอยู่กับเรานานขึ้น)

8.       สิทธิประโยชน์ที่คาดไม่ถึงที่เราสามารถรับได้ เช่นเงินมัดจำ เงินค่าน้ำมันที่ไม่ได้เบิก เป็นต้น

ส่วนนี้เป็นอะไรที่อยากโฟกัสเป็นพิเศษ เพราะลึกๆดิชั้นเชื่อว่า

บางทีมันก็มีน้องเงินที่รอเรารับกลับบ้านอยู่ เพียงแต่เรานึกไม่ถึงเท่านั้นเอง

แล้วดิชั้นก็มีเรื่องของข้อ 8 ที่น่ามหัศจรรย์มาเล่าในตอนต่อไปนะคะ

 

 

----------------------------------------------------------------------------------

ซีซั่นนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจในชีวิตหลายๆอย่างสำหรับดิชั้น

เช่นการจัดการกับบริษัท การเรียนต่อ การวางแผนเรียนต่อ

รวมถึงการที่นั่งนึกว่าจะกลับมาแล้วชีวิตจะเป็นยังไง

แม้กระทั่งเรื่องสิวขึ้นอ้วนขึ้นด้วยนะคะ

และแปลกมากที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น

มีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยด้วยทั้งสิ้นเลย

(สิวขึ้นก็อยากไปหาหมอสิว อ้วนขึ้นก็อยากไปสมัครคอร์สโยคะ เป็นต้น)

 

นี่เป็นการตอกย้ำกับดิชั้นอีกครั้งหนึ่งว่า

ถูกต้องแล้วที่เราเองต้องเริ่มใส่ใจและมีสติกับน้องเงินทั้งหลายในยามนี้

ดีกว่ารอมีลูกมีเต้าแล้วค่อยมามีสตินะคะ ตอนนั้นอาจจะสายไปแล้วก็เป็นได้

ดีใจที่มีโอกาสได้คิด นึก ทำ และเขียนออกมา และมีคนร่วมรับรู้อยู่ด้วยนะคะ

 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ขอให้สนุกกับการเตรียมตัวต้อนรับน้องเงินนะคะ

Bejuk

The Journey to Wealth

28.08.09

วันนี้เช้าเดินเข้าออฟฟิศมาก็ได้พบเจอคุณพี่อินทีเรียสาวข้างบ้าน (เป็นผู้ที่share officeเดียวกัน)

เดินมาด้วยใบหน้ามุ่งมั่น พร้อมกล่าวว่า

 

เบลล์ ชั้นขอร้องเลยนะ

/ ทำไมคะคุณพี่

ก่อนจะทำอะไร เก็บโต๊ะก่อน รกม๊าก!! แล้วนี่อะไร ที่สุมๆนั่นอะไร ขยะรึเปล่าเนี่ย

/ ไม่ขยะนะ ของเค้าา เค้าใช้ นั่นก็ของลูกค้า

งั้นก็เก็บเลย ชั้นเห็นมันกองมานานแล้ว โอ๊ยย ห้องนี้

/ โหย ไม่ได้อะ ต้องรีบปั่นงานส่งภายในสิบโมงเนี่ย

เก็บก่อนๆ เชื่อชั้น แล้วจะทำงานได้ดีขึ้น

/ ... งืออออออ T_T

ไม่ต้องมางือๆ!!!

 

(สิ้นจากคำขาดนั้นดิชั้นก็กุลีกุจอเก็บข้าวของลงลิ้นชักและโต้ะใกล้เคียงโดยใช้เวลาประมาณสิบนาทีถ้วน)

 

แปลกมากที่เวลาโต๊ะทำงานมันโล่งๆ

ก็จะรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริงๆนะคะ

 

แม้เรื่องที่พี่สาวใจดีออฟฟิศข้างๆได้ให้เป็นบทเรียน จะไม่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งเสียทีเดียว

แต่มันก็มีประเด็นที่ทำให้ฉุกคิดอยู่เหมือนกันนะคะ

เวลาคนเราทำงานท่างกลางโต๊ะที่รกรุงรัง ก็มักจะทำงานได้ช้าลงเพราะหาอะไรไม่เจอ

หรือแม้แต่ไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ถ้าดิชั้นไม่ได้จัดเข้าที่นานๆเข้า เครื่องจะยิ่งช้าลงค่ะ

หรือเอาง่ายๆเวลาที่ตู้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยผ้ากองกันรกๆ ดิชั้นก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะใส่ (ทั้งๆที่มันก็กองอยู่เต็มตู้!!)

 

อย่ากระนั้นเลย

แล้วเรื่องการเก็บเงินเพื่อความมั่งคั่งของดิชั้นล่ะ!? ต้องการการเคลียร์พื้นที่ด้วยหรือไม่?

โอเคมันเกี่ยวข้องกันอย่างนี้ล่ะคะ

 

คราวนี้ก็ขอกล่าวย้อนถึงเรื่องโครงการเก็บเงินมูลค่า 8,500 บาทต่อเดือนเสียหน่อย

หลังจากได้ประกาศกร้าวไปในบทความคราวก่อน (ว่าดิชั้นจะเริ่มสร้างวินัยในการออมเงิน

และทำให้เกิดเงินแสนก้อนแรกที่นอนนิ่งในธนาคารก่อนเดือนกรกฎาคม 2553)

ดิชั้นก็ได้ทำการประกาศแต่ไม่กร้าวมาก กับหลายๆคนในชีวิตด้วยว่า

นี่ๆ ชั้นจะหัดเก็บเงินให้ได้เดือนละ 8,500 นะ

 

เสียงตอบรับที่น่ายินดีส่วนใหญ่ก็จะเป็นดังนี้

เออ ตอนนี้มีเงินกินข้าวรึเปล่าเหอะ

เก็บด้วยดิ อยากเก็บตังค์เหมือนกัน

ถ้าเก็บเดือนละแปดพันห้าจะอยู่ยังไงคะ ไม่ซื้ออะไรเหรอ

กิ๊บก็เก็บนะ เก็บเดือนละหมี่น ตัดไปเลยตอนได้เงินมาอะ เวิร์คนะ

บ้าไปแล้วแกบ้าไปแล้ว

เหรอลูก ดีๆๆ (แล้วก็ยิ้มอ่อนโยนแต่แววตาดูไม่ค่อยเชื่อ)

 

ผลตอบรับก็แนวๆนี้นะคะ หลากหลายกันไป

แต่ในระหว่างอาทิตย์จิตใจของดิชั้นก็เริ่มสั่นหวั่นไหวอย่างไรบอกไม่ถูก

จู่ๆก็มีเสียงในหัวสมองถามว่ามันจะ Possible หรือเปล่ากับเป้าหมายนี้

เลยทำการถาม-ตอบตัวเองเช่นเคย เพื่อให้เกิดการบรรลุขึ้นนะคะ

 

ทำไมถึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ล่ะ (ไม่รู้สิ ไม่มั่นใจ)

แล้วปกติต่อเดือนชั้นต้องใช้เท่าไหร่ (เอ้อ ก็แล้วแต่)

แล้วอัพเดทสมุดบัญชีบ้างไหม (สมุดบัญชีอยู่ไหน)

แล้วเงินในกระเป๋าสตางค์มีเท่าไหร่ (ไม่แน่ใจ ขอนับก่อน)

แล้วเงินในแบงค์ล่ะ (ประมาณ สาม เอ้ย หรือสองหมี่นนะ?)

แล้วจะเก็บเงินยังไง (ก็ใช้น้อยๆ เดี๋ยวก็มีเองล่ะ...)

 

...................

โอเคพอกันทีค่ะ ไม่ต้องถามต่อ

ดิชั้นเองก็ได้คำตอบกับเรื่องนี้แล้วว่า

พื้นที่ในด้านการเงินของดิชั้น ก็ช่างรกรุงรังเป็นมรสุมไม่ต่างกับโต๊ะทำงาน

ที่ทำให้ความเป็นไปได้ใดๆก็ไม่สามารถแทรกแซงเข้ามาได้

มิน่าเล่าความเชื่อมั่นถึงได้สั่นคลอน!

 

น่ากลัวมากค่ะ

 

สิ่งต่อไปที่ดิชั้นลงมือกระทำกับชีวิตตัวเองคือ การเคลียร์พื้นที่

ขอเรียกว่า การเตรียมบ้านให้น้องเงินแสน นะคะ

(ในบทความที่แล้วคุณ Knoได้ให้ไอเดียไว้ว่า ให้ลองมองเงินเป็นสิ่งมีชีวิตดู

พอดิชั้นได้ลองแล้วก็รู้สึกว่าเงินน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นมากค่ะ เลยจะขอใช้จากนี้ไป)

 

ในการจัดเตรียมบ้านให้น้องเงินแสนนั้น

ดิชั้นได้วางแผนไว้ในหลายๆส่วน รวมถึงการหว่านพืชหวังผล

ล่อลวงให้ญาติๆของน้องเงินแสนมาอาศัยอยู่ร่วมด้วย

เช่น น้องเงินเก็บ น้องเงินกุบกิบ น้องเงินก้อน (ตระกูลตัว ก.)

หรือ น้องเงินสด น้องเงินแอบ น้องเงินทุน ก็ตามแต่ค่ะ

พอน้องเงินอื่นๆอยู่กันได้สบายใจแล้ว

น้องเงินแสนจะได้ตามมาอยู่ด้วยได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

ขอเริ่มด้วยขั้นตอนแรก