เทพ รุ่งธนาภิรมย์'s blog

ทันทีที่ซื้อหุ้นนักลงทุนก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้น  มีศักดิ์และสิทธิ
เป็นเจ้าของกิจการ
ง่ายๆแค่นี้ เป็นเจ้าของแล้ว แม้จะเพียงส่วนเดียว ไม่ใช่ทั้งหมด
ก็มีสิทธิที่สำคัญ โดยเฉพาะจะได้รับไข่ทองคำ (คือเงินปันผล) และ
การเข้าประชุมผู้ถือหุ้น

 

 นักลงทุนที่ถือหุ้นไม่เยอะ มักจะเรียกตัวเองว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อย
เวลาที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ จริงๆแล้ว ไม่ต้องบอกว่ารายย่อยก็ได้ เพราะในวันนั้น
ผู้ถือหุ้น ก็คือ ผู้ถือหุ้น จะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ก็มีสิทธิเข้าประชุมเหมือนๆกัน
ทีนี้ พอเข้ามาแล้ว ต้องอย่าให้เสียโอกาส เพราะการจะได้ซักถาม
หรือให้ข้อเสนอแนะ ต่อสภาสงครามหรือ คณะกรรมการบริษัท
มักจะมีแค่ปีละหนเท่านั้น

 

 บริษัทที่มีสภาสงครามหุ้นที่ดี จะรับฟังคำถามหรือข้อเสนอแนะ
ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ อย่างตั้งอกตั้งใจ ถ้าตั้งคำถามดีๆ พวกเราชาวมดงาน
(นักลงทุนรายย่อย) ก็จะได้รับการชี้แจง ที่ชัดเจน และทำให้จับทางได้ว่า
สภาสงครามของบริษัท มีเจตนาจริงจังแค่ไหน ในการสร้างมูลค่า ให้กับกิจการ

 

 เพราะหน้าที่ของสภาสงคราม คือ การทำให้รายได้เติบโต
คุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้ดี เพื่อให้กำไรออกมาแล้ว เติบโตเร็วกว่ารายได้
ในระยะยาว ถ้าสภาสงครามเอาแต่แก้ตัว ไม่ยอมจัดการแก้ไข
ออกจากที่ประชุมแล้ว ขายหุ้นทิ้งได้ ไปหาหุ้นตัวอื่น
ที่มีสภาสงคราม ทั้งดีทั้งเก่งกว่า จะดีที่สุด

ขณะเดียวกัน มดงานก็ต้องทำให้
สถาบันมดงาน ดูน่านับถือไปด้วย

 

 ประการแรก ควรแต่งกายให้เรียบร้อย เลี่ยงการใส่เสื้อยืด
และรองเท้าแตะ เข้าไปประชุม

 

 ประการที่สอง อย่าถามอะไรที่เกี่ยวกับราคาหุ้น
ราคาหุ้นจะขึ้นจะตก เป็นเรื่องของอารมณ์ตลาดหุ้น
อยู่นอกเหนือการควบคุม ของสภาสงครามหุ้น ถ้าจะถาม ขอให้เน้นถามถึงผลประกอบการ
รวมทั้งแนวโน้ม เพราะนี่คือหน้าที่เต็มๆ ของสภาสงครามหุ้นเลยครับ

 

 ประการที่สาม กรุณาอย่าถามหรือต่อว่า
เกี่ยวกับของว่างเลยครับ บางที มีคนมาประชุมกันมากเกิน
ของว่างเลยไม่พอ ก็ต้องให้อภัย เพราะบริษัทที่เขาจัดให้
ก็เป็นเรื่องของน้ำใจ จะไปทวงเขา มันจะดูไม่ดีนะครับ

 

 ประการสุดท้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับของชำรวย
นี่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำใจ ของบริษัทเหมือนกัน

 

 บางแห่งถือเป็นโอกาสดี เอาสินค้ามาให้ผู้ถือหุ้น
หรือผู้รับมอบฉันทะ ที่ได้สละเวลามาประชุม ได้ทดลองใช้สักชิ้นสองชิ้น
ต้องถือเป็นของแถมพิเศษ เล็กๆน้อยๆ ตรงนี้สำคัญมาก ต้องขอเน้น เพราะมีบางคน
ไปต่อว่าหรือถามของชำร่วย กับสภาสงคราม
ทำให้ภาพพจน์ของมดงาน ดูไม่ดีเลย ดังนั้นนะครับ ถ้านักลงทุนมดงาน
ทำให้ถูกต้องทั้ง 4 ข้อนี้ สถาบันมดงานก็จะกลายเป็น สถาบันที่มีความหมาย

 

 เพราะเราแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ถามถึงราคาหุ้น
ไม่พูดถึงของว่างหรือของชำร่วย แต่ เราจะเน้นถามเฉพาะในเรื่อง
เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน ทีนี้ สภาสงครามจะต้องเกรงใจเรา จะฟังเรามากขึ้น
เพราะถ้าผลงานดี เราก็ชม ผลงานแย่  เราก็ถาม พร้อมทั้งขอทราบแนวทางการแก้ไข
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประชาธิปไตยของชาวหุ้น ก็จะเบ่งบานขึ้น
อย่างมีคุณภาพ สภาสงครามก็จะเร่ง สร้างผลงานผ่านแม่ทัพใหญ่
คือ CEO แล้วอย่างนี้ ราคาหุ้นในระยะยาว ไม่ไปโลดได้ไง
ใช่ไหมครับ?

 

 อยากให้คนไทยเป็นมดงานคุณภาพกันเยอะๆ
และมีโอกาสถาม ส.ส หรือ ส.ว ซึ่งก็คือสภาสงครามหุ้นประเทศไทย
ได้เหมือนตอนประชุมบริษัทจัง ถ้าฝันนี้เป็นจริง หุ้นบริษัทประเทศไทยจำกัด (มหาชน)
จะเป็นหุ้นที่เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยอานิสงค์ของธรรมาภิบาล
อย่างแน่นอนครับ

เมื่อตอนเริ่มต้นใช้กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ผมได้มีโอกาสลองผิดลองถูก ในการลงทุนซื้อหุ้น

 ยอมรับครับ ว่าผมกลัวตลาดหุ้น เพราะคาดคะเนไม่ถูกว่า จะมีแนวโน้มการเคลื่อนไหวไปทางใด

 

 ผมจึงถือหลัก ต้องพยายามปลอดภัยให้มากไว้ก่อน แต่ก็ทำใจยอมรับกับผลขาดทุนทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการที่ราคาหุ้น ร่วงต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อไว้ เพราะชอบความคิดของ Warren Buffett ที่บอกว่า ถ้าใครทนเห็นลงต่ำกว่า 50% ไม่ได้ ยังไม่ใช่นักลงทุน

 

 แต่เพราะการใช้หลักปลอดภัย จึงทำให้ผมต้องทำการบ้าน ด้วยการพยายามประเมินมูลค่าหุ้น
ว่าควรจะออกมาเท่าใด โดยใหม่ๆจะตั้งเป้าผลตอบแทนจากปันผล ไว้สูงก่อน คือ 10%

 

 ถ้าหาซื้อไม่ได้ เพราะตั้งราคาซื้อไว้ต่ำไป ก็ค่อยๆขยับขึ้น เป็น 9% บ้าง 8% บ้าง หรือบางทีต่ำกว่าก็ยังมีบ้าง

 ทีนี้ พอซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ คอยติดตามผลงานของบริษัทเป็นระยะๆ
  ที่ชอบมาก คือทุกบริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุน ในฐานะผู้ถือหุ้น สามารถเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
อย่างน้อยปีละครั้ง

 

 จากแต่เดิมที่เคยละเลย ไม่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ผมก็กลับมาขมีขมัน ศึกษารายการประจำปี(annual reports) อย่างขมักเขม้น
 พอเริ่มศึกษา ก็เริ่มเห็นบางประเด็นที่ไม่เข้าใจ เลยจดบันทึกไว้ แล้วหยิบหยกมาถามในที่ประชุม
 ปรากฏว่า ได้เห็นการทำงานของคณะกรรมการ หลายๆชุด ซึ่งมีทั้งทำอย่างลวกๆ และทำอย่างมืออาชีพ

 พวกที่ทำอย่างลวกๆ กลับมา ผมก็ขายหุ้นทิ้ง เพราะถือว่า คณะกรรมการบริษัท ไม่ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลดีพอ ถือว่าสอบตกด้าน CG (Corporate Governance) คือทางด้านธรรมาภิบาล

 

 แต่พวกที่ทำอย่างมืออาชีพ ทำให้ผมเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะตัวCEO ซึ่งเวลาแถลงผลการดำเนินงาน จะว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีอย่างเดียว จุดอ่อนหรือความเสี่ยงก็พูดด้วย

 

 ที่สำคัญคือ รับฟังคำถามจากผู้ถือหุ้นอย่างตั้งใจ และตอบอย่างมีเหตุผล พร้อมทั้งบอกว่าทางบริษัท จะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

 

 ในการถาม ในการตอบ ผมจะจดบันทึกไว้ เพราะถือว่านี่เป็นบริษัทของผม การถือหุ้นแม้จะเพียงบางส่วน ก็ทำให้ผมกลายเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่งเหมือนกัน

 บางบริษัท ดีไปกว่านั้นอีก คือมีบริษัทหนึ่งทำเกี่ยวกับน้ำมันพืช ผมได้เสนอให้ทางบริษัท
จัดการบรรยายความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ทำ ให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทางบริษัทก็จัดให้
ทำให้พวกเราผู้ถือหุ้น เกิดความเข้าใจและมั่นใจมากขึ้น

 คนภายนอก ไม่มีโอกาสเช่นนี้ พอเห็นงบการเงินออกมาไม่ดี ก็พากันเทขาย จนหุ้นบริษัทตกไปต่ำมาก Market Cap เหลือเพียง 3,500 ล้านบาท จากเคยสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

 แต่พวกเราที่เข้าใจ ขอเน้นว่า ไม่ใช่ได้ข้อมูลแบบภายใน (inside information) เพราะบริษัทจัดให้กับผู้ถือหุ้นที่สนใจ ได้รับฟังข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็กัดฟันทยอยซื้อเพิ่ม

 ต่อมา เมื่อบริษัทได้มีการปรับกลยุทธการทำงาน ตามที่เคยเล่าให้ผู้ถือหุ้นฟัง ผลประกอบการก็ออกมาดีขึ้นๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นจนทำให้ market cap ขึ้นมาจาก 3,500 ล้านบาท เป็น 13,000 ล้านบาท
ผู้ถือหุ้นอย่างพวกเรา ก็มีความสุขกันทั่วหน้า

 ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือ การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกิจกรรมที่ควรติดตามทำอย่างต่อเนื่อง

 การได้ศึกษา ธุรกิจและผลการดำเนิงานของบริษัท แล้วมีโอกาสได้สื่อสาร
กับคณะกรรมการและ CEO เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

 เพราะเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้สอบถามปัญหาสำคัญๆ ได้แสดงข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์
ต่อคณะกรรมการบริษัท เพราะสิ่งที่พูดไว้ จะถูกจดบันทึกในรายการที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 ซึ่งเมื่อปีหน้ามาถึง เราสามารถจะสอบถามความก้าวหน้า ของเรื่องที่ได้พูดไว้แล้ว
ถ้าบริษัทนำไปปฎิบัติจริง ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ใช่สักแต่พูด

 

 แต่ถ้าไม่ทำเลย อย่างนี้สักครั้งสองครั้ง ก็คงต้องถอย ขายหุ้นทิ้ง
เพราะกำลังเจอกับช้างเกเร ขืนคบต่อ  อนาคตไม่สดใสแน่

 เสียดายอย่างเดียว การประชุมผู้ถือหุ้น มักจะมาใกล้กัน จึงต้องเลือกไป
 ไปแล้ว เสียเวลาบ้างนิดหน่อย แต่ทำให้เข้าใจภาพพจน์บริษัทชัดขึ้น ถือว่าคุ้ม
แถมบางบริษัทก็ใจดี ให้ของชำรวยติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

 ซื้อหุ้นแล้ว ได้กลายเป็นเจ้าของกิจการ ดีอย่างนี้แหละครับ

 

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

M&W

 มีผู้อ่านบอกมาว่า บทความประเมินมูลค่าหุ้น
อ่านตอนแรก  ดูเหมือนยาก แต่พอได้ลองนำไปใช้ ก็สามารถช่วยให้การตัดสินใจ
ในการลงทุนได้ดีขึ้น

 

 แต่มีข้อสงสัยอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถคาดคะเน เงินปันผลต่อหุ้นที่บริษัท
จะจ่ายออกมาในอนาคต เพราะถ้ารู้ ก็สามารถหามูลค่าหุ้นได้โดยไม่ยาก

 

 การประเมินว่าบริษัทจะจ่าย เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share หรือ DPS)
เท่าไหร่นั้น
  ต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

โดยผมใช้หลักการ PEN แต่ไม่ใช่ ปากกานะครับ
PEN ย่อมาจาก 3 คำคือ Policy, Expected Revenues และ Net Margin

 

1. นโยบายปันผล (Dividend Policy)
บริษัทส่วนใหญ่จะเขียนเป็นนโยบายไว้ค่อนข้างจะชัดเจน
ดูได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์
โดยกำหนดเป็นร้อยละ หรือที่เรียกกันว่า Payout Ratio
เช่นไม่ต่ำกว่า 40% หมายถึง ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 15 บาท
จะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 6 บาท เป็นต้น

 

 และนักลงทุนก็ควรดูตัวเลขการจ่ายปันผลในปีที่ผ่านๆมา
เพราะสามารถช่วยให้รู้ว่า
บริษัทได้ทำตามที่พูดไว้มากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะบริษัทที่ระบุไว้เพียงว่าจะจ่ายตามความเหมาะสม
 การเรียนรู้ประวัติของการจ่ายเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว
จะทำให้เห็นภาพของการบริหารของ CEO ได้ชัดขึ้นด้วย

 

2. รายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Revenues)
ความจริง  ผมควรใช้ยอดขาย (Sales)
เพราะเป็นตัวสะท้อนที่ดีว่า
ฐานลูกค้าของบริษัทแน่นหนาแค่ไหน
แต่เอาเข้าจริง ข้อมูลที่ได้มักจะเป็นยอดรายได้รวม(Revenues)
ซึ่งคิดว่าคงจะใช้ได้ เพราะส่วนใหญ่กว่า 90% ของรายได้
ก็มาจากยอดขายอยู่แล้ว

 ที่ผมอยากรู้คือแต่ละปี
บริษัทจะมีทางทำให้รายได้เติบโตขึ้น
ปีละเท่าใด

 

 ตัวอย่างเช่น ถ้าRevenues ของบริษัทปีที่แล้ว
อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
และผมคาดว่าการเติบโต (Growth) อยู่ที่ 15%
ผมก็เอา 1.15 คูณกับ 10,000
จะได้ออกมาเป็น Expected Revenues
เท่ากับ 11,500 ล้านบาท

 

3. อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin)
เช่นเดียวกันครับ
Net Margin ผมก็ควรจะหามาจากยอดขายด้วย
แต่ก็ติดขัดที่ข้อมูล
ผมจึงใช้ Net Margin โดยใช้ตัวกำไรสุทธิตั้ง
หารด้วย Revenues
คูณด้วย 100 ก็ออกมาเป็น %
 เท่าที่ผมสังเกตุดู บริษัทส่วนใหญ่จะมี Net Margin
ที่ประมาณ 4 ถึง 7% มีเพียงน้อยบริษัทมากที่จะมี Net Margin
เกิน 7%
เป็นระยะเวลายาวนาน (ผมเข้าใจว่า ถ้ามีกำไรดีเกินไป
ก็จะทำให้มีคู่แข่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งธุรกิจ)

 

 ตัวอย่างครับ
ถ้าผมคาดว่า Net Margin ของบริษัทดังกล่าวไว้ในข้อ 2 จะอยู่ที่ 5%
ผมก็เอา .05 ไปคูณรายได้ 11,500ล้านบาท
จะได้กำไรสุทธิออกมาอยู่ที่ 575 ล้านบาท

 ทีนี้ถ้าต้องการคำนวณว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเท่าไร
ผมก็เอา Payout 0.40 คูณ 575 จะได้ 230 ล้านบาท
พอถึงคราวนี้ การหาเงินปันผลต่อหุ้น
(Dividend Per Share หรือ DPS)
ก็ทำได้ง่าย

 

 วิธีการคือ เอาจำนวนหุ้นไปหารตัวเลข 230 ล้านบาท
ถ้าบริษัทมีหุ้นทั้งหมด 500 ล้านหุ้น
หุ้นแต่ละหุ้นจะได้ DPS = 230/500
หรือเท่ากับ 0.46 บาทต่อหุ้น

 แต่ถ้าดูจากการประกาศจ่ายปันผลในอดีต
พบว่าบริษัทมักจะจ่ายเกิน  คือจ่ายที่ 50%
อยากทราบว่าบริษัทจะจ่ายเป็นเงินปันผลเท่าไร
ก็เอา Payout 0.50 ไปคูณ 575 ล้านบาท
ในกรณี บริษัทจะจ่ายให้นักลงทุน
เป็นเงินถึง 287.5 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นอีก 57.5 ล้านบาท!

 

 คราวนี้ก็แปลงยอดเงินปันผล
ออกมาเป็น DPS ด้วยการเอาหุ้นทั้งหมดไปหาร
DPS จะเท่ากับ 287.5/500
หรือต่อหุ้นที่ 0.575 บาท
ผู้ถือหุ้นก็ยิ้มเพราะได้เงินปันผลมากขึ้น
บริษัทจะปัดเศษเป็น0.55 บาทก็ไม่ว่ากัน

 

 พอได้ Expected DPS มา 2 ตัว
คือ 0.46 กับ 0.55 บาท
อยากประเมินราคาหุ้น
ก็ใช้ Dividend Valuation Matrix
ดังที่เคยได้พูดถึงไว้แล้ว

 หุ้นของบริษัทนี้ก็น่าจะมีมูลค่า
คร่าวๆ ดังนี้

ดูอย่างนี้แล้ว  คงพอเห็นใช่ไหมครับ
ถ้าราคาหุ้นตัวนี้อยู่ต่ำกว่า 6 บาท
ลงมา คงมีคนช้อนเก็บกันเยอะ แต่ถ้าราคาเกิน 9 บาทขึ้นไป
คงมีคนเริ่มเทขายไม่น้อยเหมือนกัน

การรู้วิธีการคำนวณมูลค่าหุ้นบ้างดีตรงนี้ ทำให้รู้เขารู้เรามากขึ้น
พอทำบ่อยๆก็คล่องขึ้นเอง ส่วนการหา DPS ไม่ยากเลย
เพียงใช้หลักของ PEN เท่านั้นเอง

 ความจริง การที่เราพยายามหา DPS
ทำให้เรามีความสนใจในหุ้นที่ลงทุนมากขึ้น
และจะมองดูผลประกอบการในระยะยาวมากขึ้น
พร้อมกับบังคับให้ต้องติดตามผลประกอบการอย่างใกล้ชิด
แต่ไม่ถึงกับต้องเฝ้าจอทุกนาที แค่ไตรมาสละหนก็พอ

 DPS คือกระแสเงินที่นักลงทุนจะได้รับ
ไปในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังถือหุ้นอยู่
และผลประกอบการของบริษัทยังดีอยู่

 แต่ถ้าเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญ
ก็สามารถจะขายหุ้น เพื่อเอาเงิน ไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น
ที่ดูท่าจะมีแววมากกว่า

 ข้อสำคัญ ขอให้กล้าที่จะคิด ลองทำออกมาดู
ไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิด ผิดบ้างถูกบ้างเป็นประสบการณ์จริง
ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมั่นใจขึ้น จนในที่สุด
ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคงครับ


 

 

 

 

 

 

ในวงการตลาดหุ้นเวลาพูดถึงความสำเร็จของตลาดหุ้น
มักจะพูดถึงเรื่อง มูลค่าตลาด (Market Capitalization)
ว่ามีขนาดใหญ่แค่ไหน

 

 ยิ่งมีขนาดใหญ่มาก ก็ยิ่งถือว่าเก่ง ประสบความสำเร็จสูง
 แต่ถ้ามีขนาดเล็กก็ดูจะเดือดร้อนต้องออกแรงทำให้ใหญ่ขึ้น
 มาตรการที่จะทำให้ใหญ่ขึ้น ดูเหมือนจะเน้นอยู่ 2 ยุทธศาสตร์ คือ

 

1. หาบริษัทใหม่ๆมาจดทะเบียนให้มากขึ้น
2. หาทางไปชักชวนนักลงทุนต่างด้าว ให้มาลงทุนมากขึ้น

2 มาตรการ 2 ยุทธศาสตร์นี้ ถือว่าสำคัญและจำเป็น
 เพราะถ้ามีบริษัทเข้ามามากขึ้น ก็หมายถึงปริมาณหุ้นในตลาดมีมากขึ้น

 ขณะเดียวกัน ถ้ามีคนต่างประเทศขนเงินเข้ามาซื้อหุ้น
ย่อมมีส่วนทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปได้
 ทั้งจำนวนก็มีมากขึ้น ทั้งราคาก็ขยับขึ้น Market Cap ก็ย่อมจะใหญ่ขึ้น
 
เพราะ Market Cap จริงๆ แล้วคือ ผลคูณของปริมาณหุ้นกับ ราคาหุ้นทั้งตลาด
แล้วจะมารวมกัน

 ผมมีข้อเสนอเป็นมาตรการที่ 3 ที่จะทำให้ Market Cap ของตลาดหุ้น
เติบโตอย่างมีคุณภาพ นอกจากจะเติบโตแบบปริมาณ ตาม 2 มาตรการแรก

 มาตรการที่ 3 คือ ให้มีความสนใจ กับคุณภาพการสร้างมูลค่า
(Quality of Value Creation)
ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเรียบร้อยแล้ว
 ตอนนี้ เรามีบริษัทในตลาดหุ้นกว่า 500 บริษัท

ถ้า CEO แต่ละบริษัท สามารถทำให้กำไรสุทธิของตน โตขึ้น 10%
Market Cap ก็น่าจะโตขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน
 เป็นการโตที่ยังไม่ต้องพึ่งจากพลังภายนอก เช่น การนำบริษัทใหม่ๆมาจดทะเบียน
หรือการดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา

เพราะต้องถือว่า การเติบโตแบบนี้ เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณ
 ตรงข้ามกับการเติบโตในเชิงคุณภาพ เป็นการเติบโตจากภายใน
คือ จากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดเรียบร้อยแล้ว
 
ถามว่า เป็นไปได้ไหม?
 ขอตอบว่า เป็นไปได้อย่างยิ่ง เห็นได้ชัดๆ จากบริษัทพลังงานใหญ่แห่งหนึ่ง
ซึ่งเข้ามาจดทะเบียนในปี 25....

 
บริษัทมีทุนชำระแล้ว 28,184,770,250 บาท
ราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท
เท่ากับมีหุ้นกว่า 2,818 ล้านหุ้น
 
ตอนหุ้น IPO บริษัทนี้เสนอให้คนจอง เพียงราคา 35 บาท
ผลคือมีคนจองจนล้น ภายในเวลาพริบตาเดียว
 Market Cap ของบริษัทนี้ ในตอน IPO จึงเท่ากับ 2,818 x 35 = 98,630 ล้านบาท

 พอวันแรกเข้ามาซื้อขาย ราคาหุ้นก็ขึ้นไปเกินราคาจองนิดหน่อย แล้วก็ลงมาตลอด
เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน
 ใครที่จองไม่ได้ มีโอกาสซื้อของถูกกว่าราคาจอง ได้อย่างสะดวกโยธิน
อาจจะเป็นเพราะตอนนั้น คนยังมองไม่ออก ถึงศักยภาพการสร้างมูลค่า
ของCEO และผู้บริหาร ก็เป็นได้

 หลังจากนั้น พอผลประกอบการออกมาดี ไตรมาสแล้ว ไตรมาสเล่า นักลงทุนทั้งไทย ทั้งเทศ
ทั้งใหญ่ ทั้งเล็ก ก็หันมาให้ความสนใจ ทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้บางครั้งจะมีการปรับตัวลงมาบ้าง ก็เป็นช่วงสั้นๆ
แต่แนวโน้มระยะยาว ดูสดใสยิ่งนัก
 หุ้นของบริษัทเคยมีราคาสูงถึง 440 บาทต่อหุ้น
Market Cap  ขึ้นมาเท่ากับ 2,818 ล้านหุ้น x 440
หรือ 1,239,920 ล้านบาท คิดเป็น 12.6 เท่าของตอน IPO
ทั้งๆที่บริษัทไม่ได้มีการเพิ่มทุน แม้แต่หุ้นเดียว
 จริงครับ บริษัทอาจจะโชคดี ที่อยู่ในหมวดพลังงาน
เลยได้อานิสงฆ์ จากการที่ราคาน้ำมันดิบ ขึ้นมาอย่างบ้าเลือด
ถึงบาเรลล์ละกว่า $126 หรือในอนาคตอาจจะสูงกว่านี้ก็ได้
ไม่มีใครรู้

 

 ผมว่า ราคาน้ำมันขึ้น ก็เป็นเพียงปัจัยสำคัญ
ปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยให้รายได้ของบริษัท เติบโตเพิ่มขึ้น
 แต่ถ้าทีมผู้บริหาร ซึ่งมี CEOคนเก่งเป็นแม่ทัพ
ไม่ได้บริหารงานอย่างมุ่งมั่น เพื่อสร้างมูลค่า ให้แก่ผู้ถือหุ้น
บริษัทอาจจะไม่ได้มาไกล ขนาดนี้ ก็เป็นได้

 เห็นไหมครับ บริษัทนี้ช่วยเพิ่มMarket Cap ได้
โดยไม่ต้องมีการเพิ่มจำนวนหุ้น แต่ก็เป็นได้ว่า
มีนักลงทุนต่างชาติ เช้ามาซื้อช่วยดันให้ราคาวิ่งขึ้นด้วย
 อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า ต่างชาติเป็นนักลงทุนที่มีสมองเหมือนกัน
ไม่ใช่ลงทุนตามกระแส และที่เขาเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทนี้
เพราะเชื่อในพลังการสร้างมูลค่า ของทีมผู้บริหารเป็นหลัก

 

 โดยสรุปคือ ถ้าเราทำให้ CEO ทั้ง 500 กว่าบริษัท
มีความตั้งใจมุ่งมั่น ที่จะสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น อย่างมีคุณภาพ

 ตลาดหุ้นของไทย จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ผู้ลงทุนจะได้นอนหลับฝันดีครับ

มีคนอีกเยอะมากเวลาพูดถึงตลาดหุ้นจะมีอาการเกร็งและกลัว
เลยยังติดใจฝากเงินกับแบ็งก์ต่อไปทั้งๆที่รู้ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ
ต่ำมากเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ

 

 ในฐานะนักลงทุนมดงานซึ่งจัดเป็นรายย่อยในตลาดหุ้น
ขอพูดจากประสบการ์ณว่าการจะอยู่ให้รอดปลอดภัยและได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มีงานที่ต้องทำใหญ่ๆ อยู่ 4 เรื่อง คือ
1)  เข้าใจหุ้น
2) เลือกหุ้น
3) ตีมูลค่าหุ้น
4) บริหารพอร์ตหุ้น

 

เรื่องเข้าใจหุ้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าใครยังไม่เข้าใจการทำงานของหุ้นไม่ควรลงทุนในหุ้น มิฉะนั้น มีโอกาสเจ็บตัวสูง
 การเข้าใจหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอให้มองให้ออกว่า หุ้นคือ สินค้าพิเศษ ที่มีการสร้างมูลค่า (Value Creation) หรือ ทำลายมูลค่า (Value Destruction) คือมีทั้งบวก และลบ

 

 พอรู้อย่างนี้ งานของนักลงทุน ก็ต้องพยายามเรียนรู้ ว่าการสร้างมูลค่า คืออะไร อย่างด่วนจี๋
 ถ้าเข้าใจการสร้างมูลค่าแล้ว จะเข้าใจหุ้นอย่างแท้จริง

 น่าเสียดายมาก ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามเรื่องนี้ ทำให้ไม่เข้าใจการทำงานของหุ้น เลยขาดหลักสำคัญ ในการลงทุนกับหุ้น

 เมื่อเข้าใจหุ้นดีแล้ว เรื่องที่สองคือ การเลือกหุ้น (Stock Selection) ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
 ข้อมูลที่มีให้ ไม่ว่าจะมาจากบริษัทเจ้าของหุ้น จากตลาดหุ้น จากนักวิเคราะห์ รวมทั้งจากสื่อต่างๆ มีมากมาย
 การเลือกหุ้น ในชั้นนี้ ยังไม่ต้องไปสนใจราคาหุ้น
 เพราะที่ต้องการ คือเรื่องคุณภาพ

 

 ถามว่า คุณภาพอะไร?

 ขอตอบว่า คุณภาพการสร้างมูลค่าครับ
ส่วนหุ้นที่ทำลายมูลค่า ไม่ต้องไปสนใจให้เสียเวลา
 หุ้นที่มีการสร้างมูลค่า จะมีข้อมูลที่ออกมาดี เช่น ROE สูง

 ROE คือ Return on Equity หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ฟังแล้วอย่าเพิ่งงงครับ
 ROE ง่ายๆก็คือ แต่ละปีเงินของผู้ถือหุ้นได้ผลตอบแทนเท่ากับกี่%
 ถ้าเกิน 15% ก็พอใช้ได้ ต่ำกว่านี้ ต้องถือว่า CEO ยังไม่เก่ง CEO  บางแห่งทำ ROE ได้เกิน 30% ยังมีเลยครับ
 ทีนี้ พอเลือกหุ้นคุณภาพได้แล้ว อย่าเพิ่งรีบซื้อ ต้องทำเรื่องที่ 3 ก่อน

 เรื่องที่3 คือ การตีมูลค่าหุ้น (Stock Valuation) เพื่อจะได้รู้ว่า หุ้นคุณภาพที่ว่าดี และ เลือกไว้แล้ว ควรจะมีมูลค่า(Value)ออกมาเท่าใด

 ตอนนี้ คงพอเห็นว่า Stock Valuation คือ การหา Value ของหุ้นนั่นเอง
 การหามูลค่าหุ้น ตามประสามดงาน ก็ทำแบบชาวบ้าน ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก
 มดงานอย่างผม ก็ใช้เรื่องเงินปันผลนั่นแหละ แล้วคิดกลับเป็นมูลค่า แบบที่เรียกว่า “ผลตอบแทนจากเงินปันผล” หรือ Dividend Yield

 

 พอได้มูลค่ามาปุ๊บ ก็มาถึงเรื่องที่ 4 คือ การบริหารพอร์ตหุ้น (Port Management)
โดยดูว่า ราคาหุ้นตอนนั้น สูง หรือ ต่ำกว่ามูลค่า

 

 เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะสมัยก่อน พอมีใครเชียร์ว่า หุ้นตัวไหนจะวิ่ง ก็รีบทะเร่อทะร่าเข้าไปซื้อ เพราะกลัวตกรถไฟ
 โดยหารู้ไม่ว่า ราคาที่กำลังวิ่ง ด้วยแรงของคุณกระทิง มันสูงกว่ามูลค่าไปตั้งเยอะแล้ว
 ผลก็เลย เจ็บตัว กลายเป็นแมงเม่า บินเข้ากองไฟ
 รอดออกมาได้ แต่ปีก 2 ข้างไหม้หมด กลายร่างเป็นมดงาน ที่ทำอะไรไม่ผลีผลาม
 เดี๋ยวนี้ มีสติมากขึ้น ไม่ได้ปล่อยให้ ความโลภ ความกลัว ครอบงำอย่างแต่ก่อน
 นอกจาก จะพยายามซื้อหุ้นดีๆ ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าแล้ว ยังใช้กลยุทธตกแต่งสวน
ทำให้พอร์ตโตขึ้น มีหุ้นทำงานให้มากขึ้น

 

 สรุปแล้ว งานหลักของนักลงทุน มี 4 เรื่องคือ
• Value Creation
• Stock Selection
• Stock Valuation
• Port Management
ถ้าทำ 4 เรื่องนี้ได้ดี จะพบว่าหุ้น มีเสน่ห์กว่าที่คิด
 ถ้าถามว่าทั้ง 4 เรื่องนี้ อะไรสำคัญที่สุด?
 ขอตอบว่า สำคัญทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง
Value Creation สำคัญมากๆ
 ต้องรีบเข้าใจให้ดีนะครับ

 

 

ผมมีโอกาสไปบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งมีความตื่นตัวขึ้นมาก ในการลงทุน

 

 คำถามหนึ่งที่นักศึกษา มักต้องถามคือ มีเงินน้อย จะซื้อหุ้นลงทุนอย่างไรดี

 

 ผมมีความเห็นใจมาก เพราะตอนจบมาใหม่ๆ ก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่ขอยืนยันว่า  บทความชื่อ “การเงิน 6 มิติ” และ “การสร้างความมั่งคั่ง” เป็นการเขียนขึ้นจากประสบการจริง ซึ่งได้ช่วยทำให้ผม มีได้อย่างทุกวันนี้

 

 ประเด็นสำคัญคือ การมีเงินนั้น เป็นไปได้ ถ้ารู้จักเคล็ดลับการออม และเคล็ดลับการลงทุน
 เคล็ดลับการออม เป็นเรื่องง่ายๆ คือต้องออมไว้อย่างน้อย 10% แต่เป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับคนที่ไม่มีดวงเป็นเศรษฐี
 ครั้นสะสมเงินออมได้แล้ว ต้องมีเคล็ดลับการลงทุน โดยต้องเข้าใจว่า ทรัพย์สินที่มีไว้ให้ลงทุน
มีอยู่ 3 ชนิด
 ทรัพย์สิน 3 ชนิดที่ว่า ได้แก่

 

1. เอาไว้เพื่อใช้เอง  (Utilizing Assets)
2. เอาไว้เพื่อขาย (Trading Assets)
3.เอาไว้เพื่อหารายได้ (Earnings Assets)

 

เป็นนักศึกษา จบมาใหม่ๆ มีงานทำ มีเงินออมบ้างนิดหน่อย คงต้องลงทุนในทรัพย์สินเพื่อใช้ก่อน
โดยเฉพาะบ้านและรถ เพราะถือว่าเป็นของจำเป็น แม้จะต้องกู้เงินมาเสริม ก็ต้องยอม
 มีข้อแม้คือ ลงทุนเท่าที่จำเป็น แบบเศรษฐกิจพอเพียง อย่าเอาโก้
 และต้องมั่นใจ ว่าจะผ่อนชำระคืนเงินกู้ได้ ทำอย่างนี้ได้ ถือว่าสอบผ่านด่านแรก

 

 ทีนี้พอมีเงินมากขึ้น ก็เริ่มดูลู่ทางลงทุนใน Trading Assets เล็งดูทรัพย์สินที่มีโอกาสเพิ่มค่าเร็ว
เช่น หุ้น ที่ดิน ซื้อมาเพื่อขายทำกำไร เพื่อจะทำให้เงินที่มีอยู่ งอกเงยได้รวดเร็วขึ้น
 มีข้อเตือนใจคือ การลงทุนแบบนี้ มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้น ราคาที่ดิน อาจมีปัญหา ตกต่ำลงมาได้
เกิดขาดทุน ทำให้ใจเสีย
 ผมก็เคยโดนมาแล้ว

 

 เวลาได้กำไร รู้สึกว่าการหาเงินเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ทำให้ย่ามใจ ขาดสติ เร่งลงทุนมาก จนเกินกำลัง
กว่าจะรอดมาได้ เหนื่อยเกือบตาย

 

 แต่ก็มีบ้างบางคน ทำได้ดี มีเงินเป็นกอบเป็นกำ และดูๆไป คนส่วนใหญ่เวลานี้ ก็ชอบลงทุนแบบ Trading Assets เพราะต้องการเห็นผลเร็ว ได้เสีย รู้กันไปเลย อันเป็นนิสัย ของคนที่ชอบผจญภัย

 

 เคล็ดลับการลงทุนแบบที่สาม คือลงทุนใน Earnings Assets หรือทรัพย์สินที่ให้รายได้คืนกลับมาอย่างต่อเนื่อง
 การลงทุนแบบนี้ คือการลงทุนแบบห่านทองคำ ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินธนาคาร การซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ การลงทุนในหุ้นปันผล การซื้อคอนโดให้เช่า การสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่สามารถให้กระแสรายได้ เข้ามาแบบระยะยาว

 

 การลงทุนตามสไตล์ห่านทองคำ มีข้อดีคือ ไม่ต้องขายทรัพย์สินไปแบบ Trading Assets ซึ่งเน้นการขายทรัพย์สินเพื่อเอากำไร ครั้งเดียวจบ
 กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ก็ได้มาจากแนวคิดของ Earnings Assets โดยเน้นการลงทุนในหุ้นปันผล

 

 ที่ดีคือ หุ้นปันผลที่ซื้อลงทุน อยู่ในตลาดหุ้น ทำให้มีโอกาสที่ดียิ่ง ในการลดต้นทุนหุ้นในมือ
 การทำเช่นนี้ สามารถช่วยให้คนมีเงินน้อย มีโอกาสเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป มีมากจนถึงขั้นว่า เงินปันผลที่ได้รับ สามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว โดยไม่ต้องทำงานก็ได้

 

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นครอบครัวที่ยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ฟู่ฟ่า สามารถเป็นไท ได้อย่างสบาย
 จึงหวังว่า นักศึกษาที่จบใหม่ มีเงินน้อย จะสามารถนำเคล็ดลับการลงทุนนี้ ไปปฏิบัติใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้นะครับ

ในการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ผมคิดว่าชาวหุ้นจำนวนมากยังมีความเสี่ยงสูง เพราะมองข้าม เรื่องสำคัญ 2 เรื่อง คือ คุณภาพ (Quality) และ มูลค่า( Value)

 ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะสังเกตเห็นว่า ชาวหุ้นส่วนใหญ่ มักจะสนใจเรื่องราคา (Price) หุ้นกัน อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
 เวลาตั้งคำถามกับโบรกเกอร์ จึงออกมาว่า ควรจะซื้อหุ้นตัวไหนดี? โดยคิดว่า เมื่อได้ลงทุนตามคำแนะนำแล้ว จะทำกำไรได้แน่ๆ

 

 หรือถ้าไม่ได้กำไร ก็มีโอกาสรีบขายตัดทิ้ง เพื่อลดความเสียหาย จากการลดลงของราคาหุ้น
ก่อนคนอื่นๆ

 

 ความจริงแล้ว เวลาได้รับคำแนะนำว่าหุ้นตัวไหนเจ๋ง อย่าเพิ่งรีบซื้อ!

 

 ให้พยายามประเมินก่อนว่า หุ้นตัวที่ว่ามีคุณภาพดีจริงหรือไม่? และถ้ามีจริง มูลค่าหุ้นควรเป็นเท่าไหร่?
 พูดง่ายๆคือ ต้องพยายามเรียนรู้และเข้าใจให้ได้ว่า หุ้นตัวนั้น ทำธุรกิจอะไร? กำลังเติบโตหรือถดถอย?
ยี่ห้อสินค้าติดตลาดหรือไม่? คู่แข่งมีมากไหม? เป็นต้น

 

 ถ้าดูแล้ว ธุรกิจของหุ้นอยู่ในเกณฑ์ดี ก็ถือว่าโอเค ผ่านรอบแรก

 

คุณภาพที่สองที่ต้องดูคือ คุณภาพของการบริหาร โดยต้องดูทั้งสภาสงคราม และแม่ทัพหุ้น

 

 กล่าวคือต้องดูให้มั่นใจว่า คณะกรรมการบริษัทประกอบไปด้วยคนดีจริง มีความรู้ในด้านธุรกิจ
และมีความรู้ในการเป็นกรรมการมืออาชีพ

 

 ไม่ใช่ กรรมการส่วนใหญ่ มีนามสกุลเดียวกัน แถมยังไม่เคยได้ยินคำว่า DCP เสียอีก

 

 DCP ย่อมาจาก Directors Certification Program ซึ่งเป็นหลักสูตร 5 อาทิตย์ อาทิตย์ละ 1 วัน จัดโดย IOD
เพื่อให้ผู้ขันอาสามาเป็นกรรมการ ได้เข้าใจภาระหน้าที่การเป็นกรรมการ อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

 

 ถ้ากรรมการส่วนใหญ่จบ DCP มา ชาวหุ้นก็สบายใจได้เปลาะหนึ่ง
 ถามว่าจะรู้ได้ไง?

 

 ก็ดูจากประวัติของกรรมการแต่ละคน ในรายงานประจำปีของหุ้นตัวนั้นๆได้เลย!

 

 ส่วนตัวแม่ทัพคือ CEO คือตัวจักรสำคัญ คุณภาพของ CEO จึงเป็นเรื่องใหญ่

 

 ผมได้อ่านเรื่องของ Mr. Jack Welch ซึ่งเป็นอดีต CEO ของ GE ปรากฎว่าตอนเข้าไปเป็น CEO ใหม่ๆ
Market cap ของ GE มีแค่ $16 พันล้าน พอตอนที่ลาออกมามีถึง $ 596 พันล้าน!

 

 ถ้า CEO ในตลาดหุ้นเป็นอย่างนี้ได้ทุกคน ชาวหุ้นสบายใจหายห่วง เพราะCEOมีฝีมือแบบนี้
จะไม่อยู่เฉย แต่จะทำให้คุณภาพของผลดำเนินงาน ออกมาดีขึ้นปีแล้วปีเล่า

 

 แม้ในปีที่เศรษฐกิจ หรือในช่วงเวลาวิกฤติ ก็สามารถประคองตัวบริษัทให้อยู่รอดปลอดภัย ปรับตัวให้แข็งแกร่ง ทยานกลับเข้ามาเก็บเกี่ยว ในช่วงเศรฐกิจขาขึ้นได้อีกด้วย

 

 การดูคุณภาพนั้น ถ้าใครพอดูตัวเลขการเงินเป็น ยิ่งจะช่วยได้มาก

 

 หุ้นที่มี ROE สูงๆ มี D/E ต่ำ มี Revenue Growth สูง เป็นหุ้นที่ถือว่ามีคุณภาพได้เป็นส่วนใหญ่เลย

 

 ถ้าใครไม่รู้ ต้องรีบเรียน เดี๋ยวจับชีพจรหุ้นไม่เป็น จะพลาดได้ของดี อย่ามัวเสียเวลาเฝ้าดูแต่ราคาหุ้นอย่างเดียว ต้องดูผลประกอบการเป็นด้วย ทีนี้ พอเลือกได้หุ้นมีคุณภาพแล้ว ก้าวต่อไป ก่อนซื้อ ควรต้องหาวิธีประเมินมูลค่าหุ้นก่อน

 

 เพื่อจะได้รู้เป็นแนวว่า หุ้นตัวที่จะซื้อน่าจะมีมูลค่าในอนาคต เป็นเท่าไหร่กันแน่

 

 การหามูลค่าหุ้นนั้น ทำได้ตั้งแต่ง่ายจนถึงยาก แต่อย่าตกใจครับ ทำแบบไหนก็ได้

 

 เพราะเอาเข้าจริง มูลค่าของหุ้นแต่ละตัว ก็ออกมาเป็นหลายค่าได้ สิ่งที่นักลงทุนควรทำ คือต้องรู้ให้ได้ว่า มูลค่าหุ้นที่จะซื้อ อยู่ในช่วงราคาไหนถึงไหน
พอได้มูลค่าหุ้นออกมา ก็ค่อยซื้อหุ้นตอนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า (Under Value) ไม่ใช่ซื้อที่ราคาไหนก็ได้

 

มิฉะนั้น อาจเจ็บตัวฟรี แม้หุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้นมีคุณภาพดี เพราะซื้อสูงไป ก็ไม่คุ้มเหมือนกัน

 

 ถ้าชาวหุ้นหันมาสนใจเรื่องคุณภาพ (Quality) และมูลค่า (Value) กันให้มากขึ้น การลงทุนในตลาดหุ้น
ก็จะเป็นทางเลือก ที่ดีที่สุดในระยะยาว

 

 เพราะหุ้นที่บริหารโดย CEO ดีฝีมือเยี่ยม จะทำหน้าที่คอยสร้างมูลค่า (Value Creation) ให้กับผู้ถือหุ้น
ทำให้เงินลงทุนของชาวหุ้น งอกเงยขึ้น

 

 เชื่อขนมกินได้เลยครับ

เมื่อพูดถึงมูลค่าหุ้น (Value) บางท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นของที่ไม่มีรูปธรรม สู้ตัวราคาหุ้น (Price) ไม่ได้ เพราะมีความชัดเจนกว่า

 

 จริงครับ มูลค่าหุ้นอาจจะเป็นอะไรที่กำหนดให้ตายตัวลำบาก แต่ว่ามันมีอยู่จริง ตราบใดที่บริษัทที่เราเข้าไปลงทุนด้วยการซื้อหุ้น มี CEO ที่มุ่งมั่นจะสร้างผลประกอบการดีๆ เพื่อผู้ถือหุ้นทุกๆคนอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เอาใจแต่เฉพาะผู้ถือหุ้นรายใหญ่

 

 แต่ผมก็คิดต่อไปว่า เวลาพูดถึงมูลค่าหุ้น หมายถึงเรากำลังพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเหตุผลสำคัญที่เราซื้อหุ้น เพราะว่าราคาหุ้นในปัจจุบัน ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

 

 คำถามคือมูลค่า (Value) นั้นสำคัญไฉน? จึงต้องมีการพูด มีการย้ำอยู่ตลอดเวลา
 คำตอบคือ การซื้อหุ้นเหมือนกับการเข้าตีเมือง แต่กองทัพคือเงินของนักลงทุนมีจำกัด จะเที่ยวไปตีผิดตีถูก  ทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
 นักลงทุนต้องตระหนักไว้เสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เม็ดเงินที่มีอยู่ เกิดดอกออกผล  และปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องพยายามตีให้ถูกเมือง ต้องพยายามเลือกตีเมืองที่คิดว่ามีศักยภาพสูงไว้ก่อน ด้วยการรู้เขา รู้เราให้มากที่สุด
 วิธีการที่ดีที่สุดคือ ต้องพยายามหาว่า เมืองที่จะตีมีค่าแค่ไหน

 

 การลงทุนในหุ้นก็เหมือนกัน เราต้องพยายามคำนวณให้ออกว่า ถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้แล้ว มูลค่าที่ CEO พยายามจะสร้าง ควรจะอยู่ตรงไหน
 จากประสบการณ์ของผม พบว่า เอาเข้าจริงแล้ว มูลค่าหุ้นไม่ได้มีค่าเดียว แต่น่าจะออกมาเป็นช่วงมากกว่า เพราะการคำนวณมูลค่าหุ้น ต้องอาศัยการตั้งข้อสมมุติ (Assumptions) ไว้หลายตัวทีเดียว
 ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าบริษัทที่เราจะซื้อหุ้น มียอดรายได้ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ปีต่อไปควรจะมียอดรายได้เท่าใด?
 คำตอบคือ เป็น มีความเป็นไปได้เยอะ แต่เพื่อความง่าย ต้องเอาอัตราเติบโตในอดีตมาดูด้วย ถ้าได้เฉลี่ย 15% ก็ใช้ 15%
 แต่ก็อาจมีการขยายไปได้ว่า ถ้าเกิดเอาแค่ 10% ล่ะ? หรือดีมากอาจเติบโตที่ 20% ล่ะ?
ถ้าเป็นเช่นนี้ ความเป็นไปได้ของรายได้ก็เกิดขึ้นได้ 3 ทาง

  

 

 หมายความว่า  แม้ว่ารายได้ของปีที่แล้วจะอยู่ที่เพียง 10,000 ล้านบาท แต่รายได้ที่คาดว่าจะเกิดในปีนี้ มีทางเป็นไปได้ถึง 3 ทางคือ 11,000,  11,500  และ 12,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่า CEO จะสามารถทำให้รายได้ เติบโตที่ 10,  15 หรือ 20%
คราวนี้ก็ต้องมาดู Net Margin กันบ้าง ถ้าบริษัทเคยทำได้ระหว่าง 4 – 6% ความเป็นไปได้ของNet Margin ก็กำหนดได้ถึง 3 ตัว คือ 4, 5 และ6% ซึ่งจะส่งผลให้ กำไรสุทธิคาดการ (Expected Net Profit) ออกมาได้ถึง 9 ตัว!

 

 

 
 จากภาพนี้ ท่านนักลงทุนคงจะเห็นว่า กำไรสุทธิที่คาดการ (Expected Net Profit) สามารถเกิดขึ้นได้ถึง 9 ทาง โดยการเปลี่ยนแปลงสมมุติฐาน ของปัจจัยแค่ 2 ตัวเท่านั้น
 พูดง่ายๆ ก็คือ ความเก่งไม่เก่งของCEO ในการขยายตลาด ซึ่งทำให้เกิด Revenue Growth กับในการควบคุมต้นทุน และ ค่าใช้จ่าย เพื่อให้ได้ Net Margin ดีๆ มีผลต่อการทำกำไรอย่างยิ่ง

 

 ทีนี้พอเราแปลงกำไรสุทธิให้เป็น EPS ด้วยการเอาหุ้นทั้งหมดหาร แล้วคูณด้วย Payout Ratio
ก็จะได้ เงินปันผลต่อหุ้น แล้วจับใส่ใน Dividend Valuation Matrix ซึ่งมี Dividend Yield อยู่ 7 ตัว
ระหว่าง 4 – 10% ความเป็นไปได้ของมูลค่าจะออกมาถึง 63 ค่า!

 

 คำถามคือนักลงทุนจะเลือกฟันธงเอา Value ตัวไหนดี? นี่คือการบ้านที่นักลงทุนต้องคิด!
 การคำนวณหามูลค่าเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การประเมินว่า มูลค่าช่วงไหนเหมาะสมสำคัญกว่า
 สิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างนี้ก็คือ ผลประกอบการในรูปกำไรสุทธิใน 1 ปีข้างหน้า สามารถออกมาแตกต่างกันได้ระหว่าง 440 ถึง 720 ล้านบาท หรือแตกต่างกันถึงเกือบ 64% ทีเดียว

 

ฝีมือของ CEO จึงมีความสำคัญนัก เพราะต้องทำ 2 อย่างให้พร้อมกัน
คือ 1.  เพิ่มรายได้ให้เติบโตอย่างเหมาะสม
 และ2.  ทำให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ในเกณฑ์สูง

โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) พอใจ!

 

ขออนุญาตสรุปว่า การคำนวณหามูลค่า ไม่ใช่ของยาก เรื่องที่ยากที่สุด คือการหา CEO ดีๆ เก่งๆ
ที่ตั้งใจสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น ด้วยความพยายามรักษาการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับความพยายามควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพราะต้องเป็นคนที่มีศิลปะในการเป็นผู้นำสูง และมีความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อผู้ถือหุ้น

 

 ตัวเลขที่เราลองทำๆกันอยู่ ผมเชื่อว่า CEO ที่มีคุณภาพก็ต้องทำเหมือนกัน และยังเชื่อว่าคงทำให้ละเอียดลึกซึ้งกว่าผู้ถือหุ้น เพราะ CEO แบบพญาคชสีห์ จะมีสิ่งนี้อยู่ในจิตวิญญาณอยู่แล้ว อย่างไรซื้อหุ้นไว้ก็ปลอดภัย เว้นแต่ราคาจะขึ้นสูงเกินไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ นักลงทุนต่างก็หูไวตาไว ของดีๆไม่ปล่อยให้คอยเก้อ
 ไม่เป็นไรครับ ของดีๆราคาสูงๆ อาจต้องใจเย็น ให้คุณหมีเข้ามา  ทำให้ราคาตก ค่อยซื้อตอนอ่อนตัวก็ได้

 

 ขออย่างเดียว อย่าจุดไต้ตำตอ ไปซื้อหุ้นของ CEO ช้างเกเรเข้า จะเจ็บตัวได้นะครับ

 

 ในสนามรบการค้า เมื่อCEOนำทัพออกศึกไปสักระยะหนึ่ง ก็มักจะมีความจำเป็นต้องหาเงินเข้ามา
เพื่อช่วยให้กองทัพสามารถขยายไปครอบครองพื้นที่การตลาด
 เงินที่จะหาเข้ามานี้ จะไปกู้มาจากเจ้าหนี้ หรือจะไปเพิ่มทุน ย่อมทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างทุนของกองทัพอยู่ในสถานใด
 ถ้ามีเจ้าหนี้และเงินกู้ยืมเยอะ เรียกว่ามีDebt สูง แต่ด้านส่วนของทุน คือEquity มีน้อย
พูดง่ายๆ คือมีDebt to equity (D/E) ratio สูง ก็ต้องตัดสินใจเสนอให้สภาสงครามคือ คณะกรรมการ
พิจารณาเพิ่มทุน
 การเพิ่มทุนก็ทำได้ถึง 5 วิธี คือ
• หุ้นจองคะนองฤทธิ์ (IPO)
• มิตรใหม่ใจถึง (Private Placement)
• ดึงจากคนนอก (Public Offering)
• บอกกล่าวตามสิทธิ (Right Issues)

• คิดได้ตามสบาย (Warrant)
ก่อนเข้าตลาดหุ้น CEO มีทางเลือกน้อย เพราะถ้าไม่เพิ่มทุนด้วยเงินตัวเอง เนื่องจากถือหุ้นเกือบ100% บางทีลงทุนจนหมดตัว ลงทุนต่อไม่ไหว ก็ต้องหาคนอื่นมาร่วมทุน ด้วยวิธีมิตรใหม่ใจถึง จะทำตามวิธีอื่นอาจติดขัดด้วยกฎหมายจึงเกิดกรณีการเพิ่มทุนแบบ Private placement ถ้าโชคดีคุยกับคนที่เข้าใจและสนใจ มีความต้องการที่ตรงกัน ก็สามารถตกลงปลงใจร่วมทุนกันเลย
 มีคนที่สนใจจะร่วมทุนแบบนี้ โดยจัดเป็นกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) อาชีพหลัก คือคอยเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทที่กำลังเติบโต ลงทุนสัก 3 – 4 ปี ถ้าธุรกิจของบริษัทเริ่มไปได้ดี ก็อาจจะเสนอขายคืนเจ้าของโดยมีกำไร หรือจะรอจนหุ้นเข้าตลาด ค่อยขายก็ได้
 ส่วนมากพวก Venture Capital จะเข้ามาร่วมทุนแบบการเงิน(Financial Partners)
เพราะจุดแข็งของ Venture Capital คือ เรื่องเงิน อาจไม่ชำนาญเรื่องการรบในสนามการค้า
 แต่บางที CEO ก็จะเจอ ผู้ร่วมทุนอีกแบบหนึ่งที่พร้อมจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นการร่วมทุนแบบพันธมิตร (Strategic Partners) เช่น CEO เก่งด้านการผลิต แต่คนมาร่วมทุนเก่งด้านการตลาด อย่างนี้ร่วมทุนและทำงานคู่กันไป ก็เป็น win – win ทั้งคู่
 สำหรับพวก Strategic Partners ส่วนมากก็จะกอดคอกับ CEO ร่วมหัวจมท้ายกัน
จนบริษัทแข็งแรงพอ เอาเข้าตลาดหุ้นเพื่อขยายงานต่อ
 แม้เมื่อเอาหุ้นเข้าตลาดแล้ว Strategic Partners หลายแห่ง ก็ยังยืนหยัดเคียงคู่กับ CEO ด้วยการถือหุ้นเป็นพันธมิตรต่อ มิได้ขายหุ้นออกเหมือนกลุ่ม Venture Capital
 เพราะเป้าหมายของ Strategic Partners ค่อนข้างแตกต่างกับ Venture Capital ซึ่งเข้ามาถือในฐานะของการลงทุนแบบ Financial Partners
 ถ้าได้กำไรตามสมควรก็ขาย เพื่อออกจากโครงการ (Exit) จะขายให้เจ้าของเดิมหรือขายในตลาดหุ้นก็ได้ ไม่ว่ากัน
ไม่เหมือน Strategic Partners ที่เข้ามาแบบร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อร่วมบริหารให้บริษัทมีการสร้างมูลค่าที่ดีขึ้นแบบระยะยาว
 ถามว่าทั้ง Venture Capital และ Strategic Partners เข้ามาลงทุนแล้ว มีขาดทุนบ้างไหม?
 มีแน่นอน
 
 เพราะการลงทุนคือความเสี่ยง ถ้า CEO ทำไม่ได้ตามแผนการที่วางไว้ หรือเจอความเสี่ยงใหญ่ ๆ
เช่น การแข่งขันอย่างรุนแรง  การขึ้นราคาน้ำมันอย่างสุดกู่ อาจทำให้ธุรกิจจอดไม่ต้องแจว การร่วมทุนที่ลงไปก็สูญได้
 จึงต้องดูให้ดีทั้ง 2 ฝ่าย CEO ก็ต้องดูให้ดีว่ามิตรใหม่ที่เข้ามาจะไม่เข้ามาก่อกวน แต่จะเข้ามาช่วยกันสร้างประโยชน์
 ส่วนผู้ร่วมทุน ก็ต้องดูให้รอบคอบ ว่าบริษัทที่เลือกไว้ จะมีโอกาสอยู่ในเกณฑ์สูงที่จะเติบโต ด้วยการวิเคราะห์อย่างละเอียด รอบคอบ อย่าเชื่ออะไรง่ายเกินไป จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง
 สำหรับ CEO ที่มีฝีมือ สามารถพาตัวรอดและเติบโต จนเข้าตลาดหุ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากคนอื่น ก็ต้องมีการเพิ่มทุน ด้วยวิธีหุ้นจองคะนองฤทธิ์ คือการทำ IPO หรือ Initial Public Offer ด้วยการกระจายขายหุ้นให้สาธารณชนเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวหุ้นคุ้นๆกันดี
 ทีนี้พอทำไปๆ ธุรกิจขยายตัวดีขึ้น ต้องมีการเพิ่มทุนอีก ก็ต้องปรึกษากับสภาสงคราม ว่าจะต้องเพิ่มทุนอีกไหม?
 ถ้าต้อง  จะเอาวิธีไหน?
 
 ในกรณีที่ต้องเพิ่มแบบ Private Placement หรือ กลยุทธมิตรใหม่ใจถึง ก็คงทำเหมือนก่อนเข้าตลาดหุ้น ด้วยการติดต่อกับ Venture Capital หรือหา Strategic Partners ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
แต่สุดท้ายต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ถือเป็นเสียงสวรรค์ที่สำคัญมาก CEO จะตัดสินเองทำอย่างรวบรัดไม่ได้เด็ดขาด
 Venture Capital ที่เข้ามาในช่วงนี้ มักจะเป็นกองทุนของเอกชน (Private Equity) ที่มีเงิน แต่ไม่ชอบเสี่ยงกับการลงทุนในธุรกิจ ที่ยังมีอายุไม่มาก มักจะรอลงในธุรกิจที่มีผลงานบ้าง แม้จะต้องจ่ายราคาสูงกว่าก็ยอม คือเน้นความแน่นอนไว้ก่อน กำไรน้อยหน่อยไม่เป็นไร
 ส่วน Strategic Partners ที่เข้ามาในห้วงเวลานี้ ก็ย่อมมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะเวลาหุ้นอยู่ในตลาด ต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพราะกฎของการกำกับดูแลที่ดี
 เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพของ CEO ก็จะเติบโตได้รวดเร็วขึ้น เพราะรู้จักใช้ตลาดหุ้นให้เป็นคุณ ทำการระดมทุนจากตลาดทุน อย่างชาญฉลาด ด้วยการทำตัวให้เป็นคนดี มีฝีมือ
 มีหุ้นแบบนี้มากๆ นักลงทุนก็ยิ้มได้ เพราะมีคนเอาเงินไปช่วยทำงานให้

 ขอขอบคุณท่าน CEO
 ที่ดีทั้งฝีมือ ดีทั้งจิตใจครับ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

Money for Money

           

 การลงทุนในตลาดหุ้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการใช้ข้อมูล

            คำถามคือ จะเลือกใช้ข้อมูลอะไร เพราะข้อมูลที่มีอยู่ มีมากเหลือเกิน คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้ข้อมูลเกี่ยวกับราคา ด้วยเหตุผลว่าเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด และใกล้ตัวมากที่สุด

            เห็นหุ้นตัวไหน มีคนบอกว่าดี ก็สั่งให้โบรกเกอร์ซื้อ (ไว้ 10,000 หุ้น) แล้วก็มานั่งลุ้นให้ราคาวิ่งสูงขึ้นไป ซื้อมา 10 บาท ก็ภาวนาให้หุ้นขึ้นไป 11 บาท หรือยิ่งมากยิ่งดี

            คราวนี้  คุณหมีเข้ามาเยือนตลาดหุ้น หุ้นตัวที่ซื้อมา 10 บาท ตกไปเหลือ 8 บาท ก็ได้แต่กลุ้มใจ

ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จะถือต่อก็กลัวจะตกลึกลงไปอีก

            ครั้นจะตัดใจขายทิ้ง ก็ขาดทุนทันที 2 บาทต่อหุ้น ทั้งกลัวและเสียดาย เศร้าใจจนน้ำตาตกใน นึกโทษตัวเองว่า ไม่น่าเลย  อยู่ดีไม่ว่าดี

            แต่แล้วก็เหมือนพระมาโปรด คุณกระทิงเข้ามาขวิดคุณหมีกระเจิง หุ้นที่ซื้อมาพุ่งขึ้นพรวดพราดปั้บเดียวไปถึง 12 บาท ดีใจรีบขายหมดพอร์ต ได้กำไรถึง 20,000 บาทหรือ 20%

            ดีใจ เที่ยวคุยให้เพื่อนฝูงฟัง แต่แล้วก็ต้องช็อค เพราะเจ้าหุ้นตัวดี ไม่ยอมหยุดอยู่ที่ 12 บาท

คุณกระทิงพาไป 15

            ผ่านไป 1 อาทิตย์ หุ้นเจ้ากรรมโดดสูงถึง 20 บาท

            โอ๊ย  เจ็บใจจริงๆ ขายหมูไปโดยไม่รู้ตัว

            ครับ เรื่องแบบนี้ มีให้เห็นบ่อยในตลาดหุ้น

            ที่ผมอยากจะบอกก็คือ ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับแรงต่อสู้ 2 แรง คือ แรงซื้อ  กับ  แรงขาย

            แรงซื้อมาก ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้นสูง

            แรงขายมาก  ราคาหุ้นก็จะวิ่งลง

            ทั้งแรงซื้อและแรงขาย มาจากความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น

            ถ้ารู้สึกดี  เช่น การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจมีแนวโน้มดี อัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง ราคาน้ำมันเริ่มปรับลง

ต่างชาติเริ่มเข้ามาซื้อเก็บ ฯลฯ คนก็จะหันมาซื้อหุ้น ส่งให้แรงซื้อมีกำลัง หุ้นก็ขึ้น

            ถ้ารู้สึกไม่ดี  เช่น การเมืองปั่นป่วน เศรษฐกิจกำลังถดถอย อัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ต่างชาติเริ่มขายทิ้ง ฯลฯ คนก็จะหนีจากหุ้น แรงขายจะมีมาก หุ้นก็ลง

            สาเหตุพวกนี้เป็นเรื่องที่ควบคุมยาก เกินกำลังของนักลงทุน

            แต่มีสาเหตุหลักอีกเรื่อง ที่มีผลต่อราคาหุ้น และนักลงทุนพอจะทำอะไรได้บ้าง ด้วยการเข้ามาเป็นหนึ่งในสามพลัง ของกระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น

            กระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น เกิดจากการมีผลประกอบการที่ดี ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น และสุดท้ายราคาหุ้นก็จะดีขึ้นตามไปเอง        

            คำถามที่จะตามมาคือ สามพลังหมายถึงอะไร?

            คำตอบของสามพลัง คือ

1.                   พลังการบริหารของ CEO

2.                   พลังการกำกับดูแลของคณะกรรมการ

3.                   พลังของเจ้าของกิจการของผู้ถือหุ้น

นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น มีโอกาสใช้พลังของการเป็นเจ้าของกิจการ ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น โดยต้องทำการบ้าน ศึกษาข้อมูล แล้วไปตั้งคำถามหรือให้ข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการ

            ถ้านักลงทุนขยันศึกษา  ขยันติดตาม คณะกรรมการก็จะใช้พลังกำกับดูแล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุกๆปีต้องมาพบปะชี้แจงกับผู้ถือหุ้น จึงต้องคอยดูแลกำกับ CEO ให้บริหารงานอย่างมีคุณภาพ

            ที่สำคัญ คือ การกำกับดูแลที่ดี ทำให้คณะกรรมการต้องทำหน้าที่ประเมินสำคัญ 2 อย่าง คือ ประเมินผลการทำงานของตนเอง และ  ประเมินผลการทำงานของ CEO       

            การคอยดูแลและประเมินตนเองเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะคณะกรรมการต้องพยายามปรับปรุงตนเอง ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

            ส่วน CEO ก็อยู่เฉยๆไม่ได้ เพราะมีคณะกรรมการคอยทำหน้าที่ประเมินผล เป็นเหมือนกระจกคอยสะท้อนภาพ ให้ CEO รู้อยู่เสมอว่า ตอนนี้ทำได้ดีแค่ไหน

            ด้วยกรรมวิธีนี้ ผลงานของCEO ก็ต้องดีขึ้น อย่างแน่นอน แม้บางครั้งจะเจออุปสรรค ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ ก็ย่อมหาทางออกร่วมกับคณะกรรมการได้

            เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคาหุ้นก็ต้องวิ่งสูงขึ้นในระยะยาว เพราะกระบวนการสร้างมูลค่าได้มีการทำงานของแรงสามประสาน

            ซื้อหุ้นแล้ว นักลงทุนจะนั่งเฉยๆ หรือเข้าไปมีบทบาท ในการร่วมสร้างมูลค่า เพื่อให้หุ้นมีราคาสูงขึ้น

            ขึ้นอยู่กับนักลงทุนครับ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

Money for Money