Article 34 : No Money, No More.

 

“ไม่มีเงิน!

 

เป็นหนึ่งในประโยคที่ปะป๊าของดิชั้นกล่าวว่า อย่าให้ได้ยินออกจากปาก

ซึ่งดิชั้นเองคิดว่าหลายๆครอบครัวชาวจีนก็ถือคติในการสั่งสอนลูกหลานแบบเดียวกันคือ

ไม่ให้บ่นว่าจนๆๆ หรือ ไม่มีเงิน (หรือบ่นว่าซวย ชีวิตแย่ โน่นนี่)

 

ตอนเด็กๆดิชั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของคุณปะป๊าบ้างพอเป็นพิธี

เพราะถ้าเผลอพูดก็จะโดนบ่น ฮ่าๆๆ

แต่ในเบื้องลึกดิชั้นก็ไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้นสักเท่าไหร่

เนื่องด้วยดิชั้นก็คิดว่า ถ้าเราจน แล้วแกล้งบอกว่าชั้นไม่จน ชั้นรวย

ก็ดูบ้าๆบอๆหลอกตัวเองสิ คนเราต้องยอมรับความจริง

 

ดังนั้นเมื่อลับหลังคุณปะป๊า

ในยามที่อยากได้อะไรแล้วไม่มีความสามารถจะหาซื้อมันมาได้ด้วยตัวเองแล้ว

ดิชั้นก็มักจะอดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นกับเพื่อนสาวว่า

จนหวะ

ไม่มีตังอะ

กินได้นะแต่อย่าแพง

ได้จ้ะแต่ไม่มีจ่ายนะ

ยาจกกว่านี้มีมั้ย

โอ้ยอยากรวย

เลี้ยงด้วย จน (อันนี้ไว้พูดข่มแฟน)

และอื่นๆ ตามแต่ที่จะครีเอทขึ้นมาได้

 

เมื่อได้พูดก็จะบังเกิดซึ่งความรู้สึกสนุก ปน จี๊ดๆ สะใจเล็กๆ พอเป็นพิธี

และเมื่อมากเข้า มันสามารถรวมเป็นความรู้สึกสมเพชตัวเอง จนห่อเหี่ยวได้เหมือนกัน

แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นบ่อยนักหรอกนะคะ

 

เมื่อเติบโตขึ้นตามกาลเวลา

ดิชั้นเองก็เริ่มเห็นว่าบางทีคำสอนของปะป๊าก็มีเหตุมีผลเหมือนกัน

เพราะเวลาที่ดิชั้นรู้สึกว่าตัวเองจะจน หรือจะรวย

จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในปริมาณตัวเลขในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่ครอบครอง

เพราะอันที่จริงปัจจุบันมันก็ขึ้นๆลงๆในระยะที่ใกล้เคียงกัน

(จะเป็นเรื่องของการใช้หมดเร็วกว่าได้มาซะมากกว่า ที่ทำให้เกิดเป็นประเด็น)

 

แต่ที่น่ากลัวคือเวลาที่ดิชั้นบ่นว่าตัวเองจน ดิชั้นก็จพาลรู้สึกจน

พาลทำให้สมองสั่งการอะไรแปลกๆ

เช่น ประหยัดอะไรพิลึกๆจนบางทีทำให้ตัวเองเสียโอกาส หรือคนรอบข้างเสียความรู้สึก

หรือ เครียดกับการหาเงินจนสุดท้ายก็ได้เงินเท่าเดิมแต่ได้อาการปวดกระเพาะแฝงมาด้วย

หรือ เผลอซื้อของที่เซลแต่คุณภาพไม่ดีเลยกลับมาบ้าน

หรือ หมกมุ่นกับการบ่นเรื่องไม่มีเงิน จนกระทั้งหมกตัวอยู่บ้านและไม่มีเวลาในการพบปะดูแลคนอื่น

ที่สำคัญคือทำให้ ความกล้าในการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต ของดิชั้น ลดลง

 

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ผลที่กระทบกับคนรอบข้างค่ะ

เมื่อดิชั้นบ่น กระทั่งคนรอบข้างเองก็เชื่อว่าดิชั้นจน จริงๆ

การที่เขาจะสัมพันธ์กับดิชั้นก็จะเป็นไปตามนั้น เช่น

จู่ๆพ่อแม่ก็จะห่วง และถามขึ้นมาว่าเราจะมีเงินจ่ายค่าน้ำมันไหม จะผ่อนคอนโดไหวเหรอ

หรือเวลาเราซื้อของมาฝากแทนที่เค้าจะปลื้ม กลายเป็นว่า ไม่เป็นไรซื้อมาทำไม เปลือง เก็บเงินไปสิ

จู่ๆเพื่อนที่เคยชวนไปทานอาหารตามร้านอร่อยๆบรรยากาศดีๆ

ก็โทรมาชวนเราด้วยน้ำเสียงเกรงใจๆแหม่งๆ หรือแย่สุดคือไม่ชวนเลย

จู่ๆแฟนก็จะบ่นว่าก็เธอซื้อโน่นซื้อนี่มากเกินไป

แล้วเวลาดิชั้นอยากได้อะไรก็จะไม่เชียร์ เวลา Shopping ก็ไม่สนุก

จู่ๆคนที่เคยมีความคิดจะชวนเราลงทุนในธุรกิจต่างๆก็จะเลิกความคิดนั้นไปได้

 

มันจะมีเหตุการณ์ประหลาดต่างๆเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ

ในช่วงโหมดไม่มีเงินของดิชั้น

ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎียอดฮิตในยุคนี้ได้ว่าไว้

(เช่น กฏแห่งแรงดึงดูด พลังแห่งจิตใต้สำนึก พลังของการคิดบวก ฯลฯ)

บางทีอิทธิพลของจิตใต้สำนึก ความคิด และคำพูดสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของคนเราได้

และบางที

สิ่งที่ปะป๊าดิชั้นสอน อาจจะเป็นเคล็ดลับทรงคุณค่า

ที่เศรษฐีทุกคนเค้าใช้กันอยู่ก็ได้!!

 

ดังนั้นหลังๆดิชั้นจะพยายามระวังปาก และคำพูดคำจาของตัวเอง

ในด้านที่เกี่ยวกับน้องเงินให้มากๆ

รวมทั้งพยายามคิดถึงและขอบคุณในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในทุกๆวัน

ที่ได้มีข้าวอร่อยๆ ได้มีเสื้อผ้า และบ้านแสนสงบให้กลับไป

มีโอกาสได้ท่องเที่ยว มีเพื่อนๆและครอบครัวที่แสนดี

นึกถึงแค่นี้ก็ทำให้ดิชั้นรู้สึกอิ่มๆรวยๆอย่างบอกไม่ถูกแล้วค่ะ

 

คนเราเกิดมาก็มั่งคั่งแล้ว มีร่างกาย สมอง และจิตใจเป็นของเราเอง

อย่าขี้บ่นเพียงแค่ไม่มีของที่อยากมีเลย

 

แค่นี้ก็รวยแล้ว!

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

09.09.09

อันนี้ออกแนวๆ The Secret

อันนี้ออกแนวๆ The Secret นะเนี่ย 55

แต่ก็จริงนะครับ ยิ่งบ่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการดึงดูดสิ่งที่บ่น เข้าหาตนเองมากเท่านั้น

จริงๆแล้ว ความคิดและคำพูดของคนเราก็น่าจะเปรียบได้กับแม่เหล็กที่มองไม่เห็นนะครับ :)

ตัวเองจะจน หรือจะรวย

ตัวเองจะจน หรือจะรวย จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในปริมาณตัวเลขในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่ครอบครอง <-- อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณเบลล์สำหรับแง่คิดดีๆ นะครับ

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

CAPTCHA
กรุณาพิมพ์อักษรในรูปภาพเพื่อป้องกันการส่งข้อความสแปม
Image CAPTCHA
กรอกตัวอักษรในรูปโดยไม่เว้นวรรค