
“ไม่มีเงิน!”
เป็นหนึ่งในประโยคที่ปะป๊าของดิชั้นกล่าวว่า อย่าให้ได้ยินออกจากปาก
ซึ่งดิชั้นเองคิดว่าหลายๆครอบครัวชาวจีนก็ถือคติในการสั่งสอนลูกหลานแบบเดียวกันคือ
ไม่ให้บ่นว่าจนๆๆ หรือ ไม่มีเงิน (หรือบ่นว่าซวย ชีวิตแย่ โน่นนี่)
ตอนเด็กๆดิชั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของคุณปะป๊าบ้างพอเป็นพิธี
เพราะถ้าเผลอพูดก็จะโดนบ่น ฮ่าๆๆ
แต่ในเบื้องลึกดิชั้นก็ไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้นสักเท่าไหร่
เนื่องด้วยดิชั้นก็คิดว่า ถ้าเราจน แล้วแกล้งบอกว่าชั้นไม่จน ชั้นรวย
ก็ดูบ้าๆบอๆหลอกตัวเองสิ คนเราต้องยอมรับความจริง
ดังนั้นเมื่อลับหลังคุณปะป๊า
ในยามที่อยากได้อะไรแล้วไม่มีความสามารถจะหาซื้อมันมาได้ด้วยตัวเองแล้ว
ดิชั้นก็มักจะอดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นกับเพื่อนสาวว่า
จนหวะ
ไม่มีตังอะ
กินได้นะแต่อย่าแพง
ได้จ้ะแต่ไม่มีจ่ายนะ
ยาจกกว่านี้มีมั้ย
โอ้ยอยากรวย
เลี้ยงด้วย จน (อันนี้ไว้พูดข่มแฟน)
และอื่นๆ ตามแต่ที่จะครีเอทขึ้นมาได้
เมื่อได้พูดก็จะบังเกิดซึ่งความรู้สึกสนุก ปน จี๊ดๆ สะใจเล็กๆ พอเป็นพิธี
และเมื่อมากเข้า มันสามารถรวมเป็นความรู้สึกสมเพชตัวเอง จนห่อเหี่ยวได้เหมือนกัน
แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นบ่อยนักหรอกนะคะ
เมื่อเติบโตขึ้นตามกาลเวลา
ดิชั้นเองก็เริ่มเห็นว่าบางทีคำสอนของปะป๊าก็มีเหตุมีผลเหมือนกัน
เพราะเวลาที่ดิชั้นรู้สึกว่าตัวเองจะจน หรือจะรวย
จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในปริมาณตัวเลขในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่ครอบครอง
เพราะอันที่จริงปัจจุบันมันก็ขึ้นๆลงๆในระยะที่ใกล้เคียงกัน
(จะเป็นเรื่องของการใช้หมดเร็วกว่าได้มาซะมากกว่า ที่ทำให้เกิดเป็นประเด็น)
แต่ที่น่ากลัวคือเวลาที่ดิชั้นบ่นว่าตัวเองจน ดิชั้นก็จพาลรู้สึกจน
พาลทำให้สมองสั่งการอะไรแปลกๆ
เช่น ประหยัดอะไรพิลึกๆจนบางทีทำให้ตัวเองเสียโอกาส หรือคนรอบข้างเสียความรู้สึก
หรือ เครียดกับการหาเงินจนสุดท้ายก็ได้เงินเท่าเดิมแต่ได้อาการปวดกระเพาะแฝงมาด้วย
หรือ เผลอซื้อของที่เซลแต่คุณภาพไม่ดีเลยกลับมาบ้าน
หรือ หมกมุ่นกับการบ่นเรื่องไม่มีเงิน จนกระทั้งหมกตัวอยู่บ้านและไม่มีเวลาในการพบปะดูแลคนอื่น
ที่สำคัญคือทำให้ ความกล้าในการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต ของดิชั้น ลดลง
อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ผลที่กระทบกับคนรอบข้างค่ะ
เมื่อดิชั้นบ่น กระทั่งคนรอบข้างเองก็เชื่อว่าดิชั้นจน จริงๆ
การที่เขาจะสัมพันธ์กับดิชั้นก็จะเป็นไปตามนั้น เช่น
จู่ๆพ่อแม่ก็จะห่วง และถามขึ้นมาว่าเราจะมีเงินจ่ายค่าน้ำมันไหม จะผ่อนคอนโดไหวเหรอ
หรือเวลาเราซื้อของมาฝากแทนที่เค้าจะปลื้ม กลายเป็นว่า ไม่เป็นไรซื้อมาทำไม เปลือง เก็บเงินไปสิ
จู่ๆเพื่อนที่เคยชวนไปทานอาหารตามร้านอร่อยๆบรรยากาศดีๆ
ก็โทรมาชวนเราด้วยน้ำเสียงเกรงใจๆแหม่งๆ หรือแย่สุดคือไม่ชวนเลย
จู่ๆแฟนก็จะบ่นว่าก็เธอซื้อโน่นซื้อนี่มากเกินไป
แล้วเวลาดิชั้นอยากได้อะไรก็จะไม่เชียร์ เวลา Shopping ก็ไม่สนุก
จู่ๆคนที่เคยมีความคิดจะชวนเราลงทุนในธุรกิจต่างๆก็จะเลิกความคิดนั้นไปได้
มันจะมีเหตุการณ์ประหลาดต่างๆเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ
ในช่วงโหมดไม่มีเงินของดิชั้น
ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎียอดฮิตในยุคนี้ได้ว่าไว้
(เช่น กฏแห่งแรงดึงดูด พลังแห่งจิตใต้สำนึก พลังของการคิดบวก ฯลฯ)
บางทีอิทธิพลของจิตใต้สำนึก ความคิด และคำพูดสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของคนเราได้
และบางที
สิ่งที่ปะป๊าดิชั้นสอน อาจจะเป็นเคล็ดลับทรงคุณค่า
ที่เศรษฐีทุกคนเค้าใช้กันอยู่ก็ได้!!
ดังนั้นหลังๆดิชั้นจะพยายามระวังปาก และคำพูดคำจาของตัวเอง
ในด้านที่เกี่ยวกับน้องเงินให้มากๆ
รวมทั้งพยายามคิดถึงและขอบคุณในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในทุกๆวัน
ที่ได้มีข้าวอร่อยๆ ได้มีเสื้อผ้า และบ้านแสนสงบให้กลับไป
มีโอกาสได้ท่องเที่ยว มีเพื่อนๆและครอบครัวที่แสนดี
นึกถึงแค่นี้ก็ทำให้ดิชั้นรู้สึกอิ่มๆรวยๆอย่างบอกไม่ถูกแล้วค่ะ
คนเราเกิดมาก็มั่งคั่งแล้ว มีร่างกาย สมอง และจิตใจเป็นของเราเอง
อย่าขี้บ่นเพียงแค่ไม่มีของที่อยากมีเลย
แค่นี้ก็รวยแล้ว!
=)
Bejuk
The Journey to Wealth
09.09.09


อันนี้ออกแนวๆ The Secret
อันนี้ออกแนวๆ The Secret นะเนี่ย 55
แต่ก็จริงนะครับ ยิ่งบ่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการดึงดูดสิ่งที่บ่น เข้าหาตนเองมากเท่านั้น
จริงๆแล้ว ความคิดและคำพูดของคนเราก็น่าจะเปรียบได้กับแม่เหล็กที่มองไม่เห็นนะครับ :)
ตัวเองจะจน หรือจะรวย
ตัวเองจะจน หรือจะรวย จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในปริมาณตัวเลขในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่ครอบครอง <-- อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณเบลล์สำหรับแง่คิดดีๆ นะครับ
แสดงความคิดเห็น