จากการเฝ้าติดตามดูผลประกอบการของบริษัทที่ได้ลงทุนไป ผมพบว่าบริษัทที่มี CEO ที่ดีและเก่ง มักจะมีความสำเร็จที่สูงกว่า
ผมจึงให้ความสำคัญกับการประเมินผลตัว CEO และได้พบกับแบบฟอร์มในการชั่งคุณภาพของCEO โดยคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีด้วยกัน 8 ข้อคือ
· การวางแผนกลยุทธ์
· ภาวะผู้นำ
· ผลลัพธ์ทางการเงิน
· การบริหารงาน
· การพัฒนาและการสืบทอด
· การดูแลคน
· การสื่อสาร
· ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการ
ซึ่งเมื่อผมนำมาใช้ประเมินกับ CEO ที่ผมรู้จัก พบว่าคนที่เจ๋งจริงๆจะได้คะแนนเต็ม 5 เกือบทุกข้อ
ที่สำคัญคือคนเหล่านี้มีลักษณะโดดเด่นของผู้นำ
ผมจึงหันมาทำความเข้าใจกับเรื่องภาวะผู้นำ ที่เรียกกันว่า Leadership ให้มากขึ้น เพราะเริ่มคิดว่าภาวะผู้นำเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งของ CEO
สิ่งที่ยืนยันความคิดนี้มาจากลม เปลี่ยนทิศ เจ้าของคอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย ในไทยรัฐ
ชื่อ 'อยู่อย่างไทย ทำงานอย่างฝรั่ง' พูดถึงทางกลุ่ม ซีพี ได้ไปเชิญ ศ.เอนคาร์เนชั่น จาก ฮาร์วาร์ด
มาช่วยในการจัดตั้ง
ไม่ได้เน้นเฉพาะ CEO
ผมหวังว่า Centerนี้จะเปิดกว้างและเน้นการฝึกอบรมให้กับ CEO จากนอกเครือบ้าง เช่นเดียวกับที่เรามี IOD สำหรับอบรมกรรมการ และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยที่อบรมผู้ถือหุ้น
เพราะเมืองไทยยังต้องการ CEO ดีและเก่งมาเป็นแม่ทัพกันอีกมาก
จากการที่ได้ติดตามด้านการสร้างผู้นำ ผมได้ไปเจอหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ “สุดยอดผู้นำ”
จัดพิมพ์โดยซีเอ็ด แปลจาก “ The Handbook for Leaders” ของ McGrawhill เขียนโดย John H.Zenger. และ Joseph Folkman ผู้แปลและเรียบเรียงคือ ดร.ฐิติพร ชมภูคำ
ผมรีบซื้อมาอ่านด้วยความสนใจ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะแนวคิดที่นำเสนอชัดเจนและง่ายมาก
ซึ่งผู้เขียนฟันธงเลยว่าใครๆก็สามารถกลายเป็นผู้นำที่เจ๋งได้ ด้วยหลักการ 5 ข้อเท่านั้น คือ
· ลักษณะนิสัย
· ความสามารถส่วนบุคคล
· การมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์
· ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์
· การนำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร
ผมชอบใจมากครับ
ที่ได้แบ่งคุณสมบัติของผู้นำออกมาเป็น 5 เรื่องอย่างชัดแจ๋วแหว๋ว อ่านแล้ว นึกออกเลยว่า ผู้นำต้องมีและทำอะไรบ้าง!! ถือเป็นหนังสือดีที่ทุกคนควรมี
ขออนุญาตพูดถึงแต่ละหัวข้อแบบสั้นๆนะครับ
1. ลักษณะนิสัย
เรื่องนี้เป็นประเด็นหัวใจ คือ ผู้นำต้อง
· รักษาคำพูด
· ให้เกียรติคน
· เป็นคนเปิดเผย
· คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
· มองคนแบบเชิงบวก
· มุ่งให้ความร่วมมือ
· ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ
คนที่พูดอย่างทำอย่างไม่มีสิทธิได้คะแนนในข้อนี้ เซียนหุ้นบางคนบอกว่า ถ้าได้อ่านรายงานประจำปีย้อนกลับไปหลายๆปี จะพอดูออกว่า CEO ทำได้ตามที่สัญญาหรือไม่
2. ความสามารถส่วนบุคคล
ต้องเก่งและรู้เรื่อง
· ธุรกิจที่รับผิดชอบ
· สินค้าหรือบริการที่นำเสนอ
· การวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไข
· การนำเสนอ
· การนำเทคโนโลยี่มาใช้
ขอเสริมว่าต้องกล้าตัดสินใจอย่างมีความเชื่อมั่นด้วย เวลาฟัง CEO พูดในOpportunity Day แล้วพอดูออกว่าเก่งจริงหรือเก่งเทียม
3. มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์
คือสามารถแปลงความคิดให้เป็นผลงานได้ด้วยการ
· สร้างเป้าหมายที่ท้าทาย
· สนับสนุนให้กลุ่มดำเนินการตามเป้า
· ให้คำแนะนำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ตรงนี้ดูได้ง่ายจากตัวเลขผลประกอบการย้อนกลับไปหลายๆปี
ว่ามีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง
4. ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์
ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผู้นำบางคนเก่งแต่เน้นที่ผลลัพธ์
แต่ไม่เก่งเรื่องคน ทำให้มีปัญหาในการสร้างทีมงาน ไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าเก่งงานและเก่งคนด้วย
สุดท้ายจะเป็นCEO ชั้นยอดแน่นอน ดังนั้น CEO จึงต้อง
· สื่อสารอย่างทั่วถึง
· กระตุ้นผู้อื่นให้มีผลงาน
· ทำให้คนอื่นไว้วางใจ
· พัฒนาคนอื่น
· ร่วมมือและพัฒนาทีมงาน
· ฝึกหัดทุกคนให้เป็นผู้นำ
CEO คือแม่ทัพ จะรบใหญ่ต้องมีผู้ช่วยแม่ทัพแจ๋วๆช่วยหลายคน
ถ้าแต่ละคนมีฝีมือและอยู่นานก็คงพอบอกได้ว่า CEO เก่งเรื่องคนหรือไม่
5. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
ผู้นำที่ดีจะนำให้องค์กรมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
· สร้างวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
· ทำให้วิสัยทัศน์เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน
· ทำให้คนอยากร่วมมือร่วมใจในการเปลี่ยนแปลง
กลยุทธ์การรบต้องมีการพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ CEO จึงต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ๆ
ในการสร้างมูลค่าหุ้นโดยต้องศึกษาติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าตลาด เพื่อนำหน้าคู่แข่งขันได้อย่างทันเกม
ถ้า CEO มีคุณสมบัติส่วนใหญ่ตามที่กล่าวไว้ ก็ถือว่าสอบผ่านในฐานะผู้นำของกองทัพ(หุ้น)
ผู้ถือหุ้นก็สบายใจ นอนตาหลับได้
เพราะเมื่อเป็นผู้นำแบบในฝันแล้ว การทำผลงานดีๆให้ผู้ถือหุ้นก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
แต่ถ้าตรวจสอบแล้ว CEO คนไหนยังทำได้คะแนนน้อยอยู่ ต้องรีบปรับปรุงนะครับ
ไม่งั้น เดี๋ยวถูกสภาสงครามคือคณะกรรมการบริษัท สั่งปลดกลางอากาศ
จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะครับ



เห็นด้วยกับ net 100% เลยครับ
เห็นด้วยกับ net 100% เลยครับ สมัยที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียน MBA ที่ไหนนั้น พี่เคยเข้าไปฟังในวันเปิดรับสมัครเรียน MBA ของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง มีการพาชมห้องที่จะใช้สอนการลงทุนในหุ้นโดยใช้โปรแกรม ลักษณะคล้ายๆกับที่ net เล่า คือเป็นการเทรดหุ้น นั่นคือนานมาแล้ว ล่าสุดมีรุ่นน้องท่านหนึ่งมาปรึกษาเกี่ยวกับ paper ที่จะต้องส่ง เป็นวิชาการลงทุนเช่นเดียวกัน แต่พอฟังว่าเรียนอะไรบ้าง ก็เจอรูปแบบนี้เลย คือ อ. ให้จัดพอร์ตแข่งกัน แล้วดูว่าเมื่อถึงวันที่กำหนด ทีมไหนที่ได้กำไรเยอะสุด เป็นผู้ชนะ ..... พี่จึงเห็นด้วยกับ net ว่าการสอนเช่นนี้ มันส่งผลในทางชี้นำให้เป็นนักเก็งกำไรกันมากกว่านะครับ :)
สวัสดีครับ พี่นนท์
สวัสดีครับ พี่นนท์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้เข้ารับการอบรม ในวิชา หลักการลงทุนและวิเคราะห์หลักทรัพย์ เนื่องจากผมเรียนสาขาการเงินและการธนาคาร ที่ผมชอบในมหาวิทยาลัย ในการอบรมครั้งนั้นเป็นโครงการ Invesment คือ การเทรดหุ้นนั้นเอง ซึ่งได้ความอนุเคราะห์โปรแกรมจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งพอถึงเวลา แข่งขันกันภายในชั้นเรียน ซึ่งเป็นเวลาสั้นๆ ทำให้ผมคิดว่าเป็นหลักการสอนที่ไม่ถูกต้อง เสมือนเป็นการฝึกหัดนักเก็งกำไร ในทางอ้อม โชคดีที่ผมได้ศึกษาหลักการลงทุนมาพอสมควรจึงทำให้ผมพอรู้เท่าทันการเก็งกำไรเสมือนแบบหวังพึ่งโชคดวง จากการสอบถามเพื่อนร่วมชั้นเรียน ว่ามีความรู้สึกอย่างไรในการอบรมครั้งนี้ เขาบอกผมว่า สนุกดี ถ้าเป็นเงินจริงคงได้กำไรโดยง่าย แค่นี้ก็เสมือนเป็นการปลูกฝังในทางอ้อม ให้เป็นนักเก็งกำไรในอนาคต แต่ใครจะไปทราบได้ว่าการเก็งกำไรนั้นอาจทำให้เขาร่ำรวยก็ได้ แต่ในความคิดของผม ผมคิดว่าเป็นการสอนที่ไม่ถูกต้องมากนัก ถ้าจะสอนผมว่าสอนวิเคราะห์งบการเงินดีกว่า สอนการประเมิณบริษัทที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและลงทุนระยะยาว จะมีประโยชน์มากกว่าเพราะในระยาวแล้วจากสถิติการลงทุนระยะยาว เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า การเก็งกำไรระยะสั้น...........
จากเด็กน้อยผู้ด้อยประสบการณ์
แสดงความคิดเห็น