Article 60 : ทำนายไข่ทองคำ

 มีผู้อ่านบอกมาว่า บทความประเมินมูลค่าหุ้น
อ่านตอนแรก  ดูเหมือนยาก แต่พอได้ลองนำไปใช้ ก็สามารถช่วยให้การตัดสินใจ
ในการลงทุนได้ดีขึ้น

 

 แต่มีข้อสงสัยอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถคาดคะเน เงินปันผลต่อหุ้นที่บริษัท
จะจ่ายออกมาในอนาคต เพราะถ้ารู้ ก็สามารถหามูลค่าหุ้นได้โดยไม่ยาก

 

 การประเมินว่าบริษัทจะจ่าย เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share หรือ DPS)
เท่าไหร่นั้น
  ต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

โดยผมใช้หลักการ PEN แต่ไม่ใช่ ปากกานะครับ
PEN ย่อมาจาก 3 คำคือ Policy, Expected Revenues และ Net Margin

 

1. นโยบายปันผล (Dividend Policy)
บริษัทส่วนใหญ่จะเขียนเป็นนโยบายไว้ค่อนข้างจะชัดเจน
ดูได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์
โดยกำหนดเป็นร้อยละ หรือที่เรียกกันว่า Payout Ratio
เช่นไม่ต่ำกว่า 40% หมายถึง ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 15 บาท
จะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 6 บาท เป็นต้น

 

 และนักลงทุนก็ควรดูตัวเลขการจ่ายปันผลในปีที่ผ่านๆมา
เพราะสามารถช่วยให้รู้ว่า
บริษัทได้ทำตามที่พูดไว้มากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะบริษัทที่ระบุไว้เพียงว่าจะจ่ายตามความเหมาะสม
 การเรียนรู้ประวัติของการจ่ายเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว
จะทำให้เห็นภาพของการบริหารของ CEO ได้ชัดขึ้นด้วย

 

2. รายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Revenues)
ความจริง  ผมควรใช้ยอดขาย (Sales)
เพราะเป็นตัวสะท้อนที่ดีว่า
ฐานลูกค้าของบริษัทแน่นหนาแค่ไหน
แต่เอาเข้าจริง ข้อมูลที่ได้มักจะเป็นยอดรายได้รวม(Revenues)
ซึ่งคิดว่าคงจะใช้ได้ เพราะส่วนใหญ่กว่า 90% ของรายได้
ก็มาจากยอดขายอยู่แล้ว

 ที่ผมอยากรู้คือแต่ละปี
บริษัทจะมีทางทำให้รายได้เติบโตขึ้น
ปีละเท่าใด

 

 ตัวอย่างเช่น ถ้าRevenues ของบริษัทปีที่แล้ว
อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
และผมคาดว่าการเติบโต (Growth) อยู่ที่ 15%
ผมก็เอา 1.15 คูณกับ 10,000
จะได้ออกมาเป็น Expected Revenues
เท่ากับ 11,500 ล้านบาท

 

3. อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin)
เช่นเดียวกันครับ
Net Margin ผมก็ควรจะหามาจากยอดขายด้วย
แต่ก็ติดขัดที่ข้อมูล
ผมจึงใช้ Net Margin โดยใช้ตัวกำไรสุทธิตั้ง
หารด้วย Revenues
คูณด้วย 100 ก็ออกมาเป็น %
 เท่าที่ผมสังเกตุดู บริษัทส่วนใหญ่จะมี Net Margin
ที่ประมาณ 4 ถึง 7% มีเพียงน้อยบริษัทมากที่จะมี Net Margin
เกิน 7%
เป็นระยะเวลายาวนาน (ผมเข้าใจว่า ถ้ามีกำไรดีเกินไป
ก็จะทำให้มีคู่แข่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งธุรกิจ)

 

 ตัวอย่างครับ
ถ้าผมคาดว่า Net Margin ของบริษัทดังกล่าวไว้ในข้อ 2 จะอยู่ที่ 5%
ผมก็เอา .05 ไปคูณรายได้ 11,500ล้านบาท
จะได้กำไรสุทธิออกมาอยู่ที่ 575 ล้านบาท

 ทีนี้ถ้าต้องการคำนวณว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเท่าไร
ผมก็เอา Payout 0.40 คูณ 575 จะได้ 230 ล้านบาท
พอถึงคราวนี้ การหาเงินปันผลต่อหุ้น
(Dividend Per Share หรือ DPS)
ก็ทำได้ง่าย

 

 วิธีการคือ เอาจำนวนหุ้นไปหารตัวเลข 230 ล้านบาท
ถ้าบริษัทมีหุ้นทั้งหมด 500 ล้านหุ้น
หุ้นแต่ละหุ้นจะได้ DPS = 230/500
หรือเท่ากับ 0.46 บาทต่อหุ้น

 แต่ถ้าดูจากการประกาศจ่ายปันผลในอดีต
พบว่าบริษัทมักจะจ่ายเกิน  คือจ่ายที่ 50%
อยากทราบว่าบริษัทจะจ่ายเป็นเงินปันผลเท่าไร
ก็เอา Payout 0.50 ไปคูณ 575 ล้านบาท
ในกรณี บริษัทจะจ่ายให้นักลงทุน
เป็นเงินถึง 287.5 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นอีก 57.5 ล้านบาท!

 

 คราวนี้ก็แปลงยอดเงินปันผล
ออกมาเป็น DPS ด้วยการเอาหุ้นทั้งหมดไปหาร
DPS จะเท่ากับ 287.5/500
หรือต่อหุ้นที่ 0.575 บาท
ผู้ถือหุ้นก็ยิ้มเพราะได้เงินปันผลมากขึ้น
บริษัทจะปัดเศษเป็น0.55 บาทก็ไม่ว่ากัน

 

 พอได้ Expected DPS มา 2 ตัว
คือ 0.46 กับ 0.55 บาท
อยากประเมินราคาหุ้น
ก็ใช้ Dividend Valuation Matrix
ดังที่เคยได้พูดถึงไว้แล้ว

 หุ้นของบริษัทนี้ก็น่าจะมีมูลค่า
คร่าวๆ ดังนี้

ดูอย่างนี้แล้ว  คงพอเห็นใช่ไหมครับ
ถ้าราคาหุ้นตัวนี้อยู่ต่ำกว่า 6 บาท
ลงมา คงมีคนช้อนเก็บกันเยอะ แต่ถ้าราคาเกิน 9 บาทขึ้นไป
คงมีคนเริ่มเทขายไม่น้อยเหมือนกัน

การรู้วิธีการคำนวณมูลค่าหุ้นบ้างดีตรงนี้ ทำให้รู้เขารู้เรามากขึ้น
พอทำบ่อยๆก็คล่องขึ้นเอง ส่วนการหา DPS ไม่ยากเลย
เพียงใช้หลักของ PEN เท่านั้นเอง

 ความจริง การที่เราพยายามหา DPS
ทำให้เรามีความสนใจในหุ้นที่ลงทุนมากขึ้น
และจะมองดูผลประกอบการในระยะยาวมากขึ้น
พร้อมกับบังคับให้ต้องติดตามผลประกอบการอย่างใกล้ชิด
แต่ไม่ถึงกับต้องเฝ้าจอทุกนาที แค่ไตรมาสละหนก็พอ

 DPS คือกระแสเงินที่นักลงทุนจะได้รับ
ไปในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังถือหุ้นอยู่
และผลประกอบการของบริษัทยังดีอยู่

 แต่ถ้าเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญ
ก็สามารถจะขายหุ้น เพื่อเอาเงิน ไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น
ที่ดูท่าจะมีแววมากกว่า

 ข้อสำคัญ ขอให้กล้าที่จะคิด ลองทำออกมาดู
ไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิด ผิดบ้างถูกบ้างเป็นประสบการณ์จริง
ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมั่นใจขึ้น จนในที่สุด
ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคงครับ


 

 

 

 

 

 

ไม่เข้าใจราคาที่เกิดขึ้นใน

ไม่เข้าใจราคาที่เกิดขึ้นใน Dividend Valuation Matrix เลยครับ
ว่ามันมาจากเลขไหน ใครพอช่วยอธิบายวิธีคิดไปทีละขั้นได้บ้าง
รบกวนด้วยครับ T T

ผมคิดว่าราคาที่แสดงในตารางน่า

ผมคิดว่าราคาที่แสดงในตารางน่าจะเกิดจากการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาราคาน่ะครับ
ตัวอย่างจากตาราง ถ้า Dividend Yield 4% ราคาที่เหมาะสมสำหรับปันผลต่อหุ้นที่เราคาดไว้จะเท่ากับ
11.5=(0.46x100/4) และ 13.8=(0.55x100/4)
(ในกรณีนี้ คือ 0.46 คือตามนโยบายจ่ายปันผลของบริษัท 40% ของกำไรสุทธิตามสูตรที่อาจารย์ท่านแสดงวิธิีการคำนวณไว้แล้ว และอีกตัวคือ 0.55 คือจากการจ่ายปันผลจริงในปีก่อนที่จ่ายถึง 50% ของกำไรสุทธิในปีที่แล้ว)
จากการลองคำนวณแบบโง่ของผมเองนะครับ ผิดถูกอย่างไรรบกวนอาจารย์หรือผู้เกี่ยวข้องโปรดชี้แจงให้ผมทราบด้วยนะครับ ถ้าผิดต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ผมก็เหมือนกันครับ อ่านในหนังส

ผมก็เหมือนกันครับ
อ่านในหนังสือ ยุทธศาสตร์หุ้นห่านทองคำ
ขอคำแนะนำหน่อยครับ
ที่มาของตัวเลขเหล่านั้น มาจากไหนครับ

ขอบคุณครับ

สวัสดีค่ะ

สวัสดีค่ะ เป็นผู้มาใหม่และรู้สึกปลอดภัยกว่าถ้าเลือกใช้วิธีหุ้นห่านทองคำ แต่ว่าเป็นคนที่ไม่เก่งวิชาคำนวณหรืออาจจะว่าโง่ก็ได้นะค่ะ คืออยากถามอาจารย์เทพว่า
จากตัวอย่างใน Article 60 ทำนายห่านทองคำ ข้อ 2 การคำนวณ Expected Revenues เมื่อมีการคาดการว่าจะเติบโต 15% แล้ว ให้ใช้ 1.15 คูณกับ revenues ของปีที่ผ่านมา คำถามคือว่า 1.15 เอามาจากไหนค่ะ
คิดมาได้อย่างไร เช่นเดียวกันกับข้อ 3 ถ้า Net Margin อยู่ที่ 5% ก็ให้ใช้ 0.5 คูณได้เลย รบกวนอธิบายหน่อยนะค่ะ ขอความสว่างให้กับหัวทืบๆหน่อยนะค่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ

ผมขออนุญาตตอนคำถามนะครับ

ผมขออนุญาตตอนคำถามนะครับ ผมไม่ได้เก่งอะไรนะครับ โง่เหมือนกันแต่พอเข้าใจที่มาของตัวเลขที่อาจารย์เทพเขียนไว้ดังนี้ครับ จากคำถามที่ว่า
"การคำนวณ Expected Revenues เมื่อมีการคาดการว่าจะเติบโต 15% แล้ว ให้ใช้ 1.15 คูณกับ revenues ของปีที่ผ่านมา คำถามคือว่า 1.15 เอามาจากไหนค่ะ"
คำตอบคือ เป็นการคิดแบบรวบรัดครับ คือปกติจะเป็นแบบนี้ครับ 10000x15%จะเท่ากับส่วนที่เราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีถัดไป = 1500 ขึ่งจะได้ยอดรายได้ที่คาดไว้ในปีหน้าเท่ากับ (10000+1500) 11500 อาจารย์ท่านเลยคำนวนลัดโดยแปลงตัวเลขหน่วยจากเปอร์เซ็นเป็นเท่า คือ 100+15/100=1.15เท่าครับ เมื่อนำไปคำนวณจะได้ผลลัพธ์ทันที่ไม่ต้องมาบอกกับยอดรายได้เดิมอีกครับ เช่นเดียวกัน 0.05 ก็คือการเอา 5/100 = 0.05 เท่า เป็นวิธีคิดลัดน่ะครับ

ไม่แน่ใจว่าที่พิมพ์ไปตะกี๊ส่ง

ไม่แน่ใจว่าที่พิมพ์ไปตะกี๊ส่งถึงหรือเปล่านะคะ เพราะข้อความไม่ขึ้น

อยากขออจ.เทพช่วยแนะนำทีค่ะ

อยากขออจ.เทพช่วยแนะนำทีค่ะ มี2คำถาม สำหรับมือใหม่และสดอย่างดิฉัน

1.สงสัยว่าทำไมผู้ถือหุ้นบางทีถึงเป็นชื่อบริษัทคะ ทำไมเค้าถึงไม่ซื้อในนามบุคคลธรรมดา มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรในการถือหุ้นโดยใช้บริษัทถือ

2.ดิฉันกำลังหาเงินสร้างโรงงานผลิตสินค้าขาย มีฐานลูกค้าอยู่แล้วตั้งแต่4ปีก่อน กิจการเป็นบุคคลธรรมดาและไม่เคยเสียภาษีเพราะขายผ่านอินเตอร์เนต และผลิตเองในห้องแล็บของเพื่อนซึ่งกฏหมายเดิมอนุญาตให้ผลิต แต่กฏหมายใหม่บังคับให้พวกรายย่อยต้องทำโรงงานให้ได้มาตรฐานเท่ากับมาตรฐานยุโรป ก็เลยคิดว่าจะเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร เพื่อหาเงินมาสร้างโรงงาน แบบนี้จะขัดกับหลักการเล่นหุ้นมูลค่ามั้ยคะ เพราะตอนนี้ต้องการเงินมาทำส่วนโรงงานก่อนสิ้นปีค่ะ เพราะกฏหมายใหม่บังคับปีหน้า อีกอย่างนึงคือธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ เพราะไม่มีงบการเงินไปยื่น และไม่มีหลักฐานการค้า เนื่องจากขายง่ายๆผ่านทางอินเตอร์เนตมาตลอด เพราะคิดไม่ถึงว่าต้องขยายส่วนการผลิตอีก ลืมคิดเผื่อไปว่าควรทำงบการเงินให้ดีตั้งแต่5ปีก่อน เพื่อจะได้กู้ธนาคารได้ คือจริงๆไม่เคยคิดจะกู้เลย เพราะไม่ได้มีปัญหาค่าใช้จ่าย จนเจอปัญหาเรื่องที่ต้องลงทุนทำโรงงานรับกฏหมายใหม่(ที่บีบบังคับรายย่อยเหลือเกิน) เลยมีปัญหาการเงินทันทีเลยค่ะ เพราะต้องหาเงินไปสร้างโรงงาน ลงทุนในหุ้นพอจะช่วยได้มั้ยคะ

ขออนุญาตตอบนะครับ คุณ

ขออนุญาตตอบนะครับ คุณ Liposome girl

1. การถือหุ้นนี่ก็ทำได้ทั้งในรูปนิติบุคคลที่เป็นชื่อบริษัท และในนามบุคคลธรรมดานะครับ

การถือโดยบริษัท ก็เป็นการที่บริษัทต้องการจะลงทุนด้วยการเป็นเจ้าของหุ้นนั้นๆ

ซึ่งก็ต้องผ่านมติเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นเดิมก่อน ในขณะที่ถ้าเป็นในนามบุคคล เจ้าตัว

ก็สามารถซื้อได้เลย สิ่งที่แตกต่างกันก็คงจะเหมือนกับความแตกต่างด้านอื่นๆ

ของในรูปนิติบุคคลและในนามบุคคล เช่น

เรื่องการเสียภาษี การรายงานผลประกอบการ หรือเงินปันผล  ฯลฯ

2. จริงๆแล้ว ทางเราไม่ค่อยอยากแนะนำให้เล่นหุ้นเพื่อเก็งกำไรนะครับ

เพราะไม่มีหลักประกันอะไรที่จะรับรองว่า ภายในช่วงที่ต้อนถอนเงินออกมาใช้นั้น

เงินที่ลงไปจะไม่ขาดทุน ผมพบว่าการลงทุนในหุ้นนั้น ควรใช้เงินเย็น

และยิ่งมีเงินทุนมากบวกกับใจเย็นมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับประโยชน์มากเท่านั้น

เพราะเคยลงทุนในหุ้น แล้วถึงเวลาต้องใช้เงินก้อน จึงต้องขายหุ้น

ทั้งๆที่กำลังขาดทุน เลยเป็นบทเรียนครับ มันรู้สึกเหมือนถูกบังคับขาย

ทั้งๆที่เชื่อว่าถ้าถือต่อไปมันจะกลับมาดึขึ้นครับ

กรณีของคุณ Liposome girl ฟังดูเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย

ลองปรึกษาเพื่อนที่เป็นทนาย อาจจะช่วยได้นะครับ

คุณ Liposome girl

คุณ Liposome girl ขอเวลาทีมงานสักครู่ในการหาคำตอบนะครับ...

ขอบคุณ

ขอบคุณ อ.เทพมากครับที่นำบทความดีๆมาแบ่งปันกัน

ขอขอบคุณ

ขอขอบคุณ อจ.เทพที่ท่านได้แบ่งปันความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่นักลงทุนทั้งหลาย ผมเพิ่งเริ่มศึกษาการลงทุนหุ้นได้ไม่นาน ขอและหวังว่า อจ.เทพจะมีข้อคิด บทความดีๆมานำเสนอต่อไป..
ขอบพระคุณครับ

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

CAPTCHA
กรุณาพิมพ์อักษรในรูปภาพเพื่อป้องกันการส่งข้อความสแปม
Image CAPTCHA
กรอกตัวอักษรในรูปโดยไม่เว้นวรรค