Article 61 : ปิดกิจการอย่างมีความสุข

ตอนนี้ดิชั้นกำลังทำเรื่องปิดกิจการบริษัทน้อยๆของดิชั้น

ที่ได้ดำเนินการมาร่วม 3 ปีครึ่งค่ะ

 

เรื่องของบริษัทนี้จะเล่าให้ให้ฟังในตอนต่อๆไปนะคะ

แต่ตอนนี้จะขอพูดถึงเรื่องความรู้สึก

ของเจ้าของกิจการที่กำลังจะปิดตัวลงก่อน

ว่า....

 

เป็นความรู้สึกที่ดีเสียนี่กระไรค่ะ!!

 

ไม่ใช่ดิชั้นซาดิสท์ ชอบทำบริษัทเจ๊งเพื่อความบันเทิงนะคะ

แต่มีคนเคยพูดถึงคำๆหนึ่งให้ดิชั้นฟังว่า

เปิดบริษัทไม่ยากหรอก แต่ปิดเนี่ย... หึ

เสียงหัวเราะทิ้งท้ายที่ชวนให้สยองขวัญอยู่ค่ะ

 

และแล้ววันนี้ หลังจากผ่านมาแล้วประมาณครึ่งปี (นับจากวันที่ลงมติเลิกกิจการ)

ดิชั้นก็ค้นพบแล้วค่ะว่า อี หึ เนี่ย มันหมายความว่าอะไร

ถ้าถามว่ายากไหม ในแง่ระบบระเบียบต่างๆ

ดิชั้นบอกได้เลยว่าไม่ยากค่ะ ถ้า! ถ้านะคะถ้า

ถ้าเราทำธุรกิจแบบโปร่งใสบัญชีถูกต้อง ยื่นเป็นยื่น จ่ายเป็นจ่าย

ไม่มีแจ้งค่าใช้จ่ายเกินจริง ไม่มีเอารายรับไปซ่อน ไม่มีเช็คเด้ง หรือกู้เงินมาแล้วชิ่ง

ก็แค่เคลียร์หนี้อะไรไปให้หมด ขายของ(ทรัพย์สิน)ให้สิ้น

เบสิคก็แค่นั้นค่ะ ทำเรื่องปิดได้เลย

 

ซึ่งดิชั้นเองก็ถือว่าเป็นมนุษย์ที่โชคดี

ที่มีหุ้นส่วนและเพื่อนร่วมงานที่ถือคติว่า

จะทำอะไรต่างๆให้มันถูกต้องกันตั้งแต่แรก

ในด้านบัญชีเลยไม่วุ่นวายมากค่ะ ค่อยๆเคลียร์งานค้างให้ลูกค้า เก็บเงิน จ่ายหนี้

เงินไม่พอก็ระดมกันมาช่วยกันจ่าย จบกันไป

 

แล้ว หึหึหึ ที่แสนโหดร้าย ที่ดิชั้นว่า

มันอยู่ที่ไหน?

 

นี่เลยค่ะ

แถวนี้

อยู่ในใจดิชั้นนี่เอง

 

ในช่วงเวลาที่สภาพจิตใจเราเปราะบางจากเหตุที่ไม่คาดคิด

ลองนึกถึงโฆษณาเซียงเพียวอิ๊วที่คุณพ่อพูดออกมาว่า “หมดกัน สร้างมากับมือ”

นั่นหละค่ะ ความเจ็บปวดประมาณนั้น 555

แล้วเมื่อจู่ๆแหล่งรายได้หลักของเราหายไป

และเมื่อเรารู้ว่า เราเป็นหนี้โรงพิมพ์อยู่ เป็นหนี้เงินชดเชยพนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และหนี้โน่น หนี้นี่

และเมื่อเราไม่มีเงินจ้างคนมาจัดการงานที่ค้างอยู่ได้

และเมื่อเราต้องจัดการทุกอย่างด้วยมือตัวเอง และเอารายได้เข้าบริษัท

และในขณะที่เราก็ยังต้องใช้ชีวิต หาหมอสิว เติมน้ำมัน ซ่อมคอมที่พัง จ่ายค่าโทรศัพท์

และมีเงินอยู่ตรงหน้าที่เราแตะไม่ได้ และต้องทำงานเพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อหาเงินมาใช้ส่วนตัว

และในขณะที่สภาพแวดล้อมที่เราคุ้นเคยเปลี่ยนไป

ห้องทำงานของเรากลายเป็นของคนอื่น ป้ายออฟฟิศที่เคยติดอยู่ก็โดนปลดออก

ของที่รักก็ถูกขายออกไปในราคายิ่งกว่ามิดไนท์เซลล์ที่ใดๆ

เพื่อนร่วมงานที่เคยเจอหน้ากันทุกวันก็กระจัดกระจายไป

และเราก็ต้องทำงานกับฝ่ายบัญชีเพื่อทวงหนี้ และขอผลัดผ่อนหนี้

อย่างสนุกสนานเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี แต่บางกรณีก็ไม่สนุก

 

ถือเป็น 6 เดือนที่ทรมานจิตใจน้อยๆของดิชั้นพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ

ก็ไม่ถึงกับร้องไห้ฮือๆนะคะ แต่เป็นความรู้สึกติดค้างอะไรตลอดเวลา

บางครั้งดิชั้นถึงขั้นอยากชิ่งหนีไปเมืองนอกแล้วปล่อยมันไว้แบบนี้ไปเลย

แต่ทุกวันดิชั้นก็บอกกับตัวเองว่า ทำต่อไป อย่าหยุด

เพราะดิชั้นและเพื่อนเริ่มบริษัทนี้กันมาด้วยความตั้งใจที่ดี

ก็จะขอปิดมันลงในความตั้งใจเดียวกัน

โดยที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ซัพพลายเออร์ พนักงาน หรือหุ้นส่วนเอง

จะต้องได้รับในสิ่งที่สมควรได้ กันอย่างถูกต้องครบถ้วน

 

และแล้วค่ะ วันนี้ก็มาถึง

(แม้จะมาช้าก็ยังดีกว่าไม่มาค่ะ! 55)

ดิชั้นเพิ่งจ่ายเช็คให้เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดไปได้

รวมถึงก็ได้จ่ายเงินที่ติดค้างไว้มาจนหมดเกือบครบสมบูรณ์

Balance ในบัญชีธนาคารก็หดหายคืนสู่สามัญมากๆ

แต่เป็นการคืนสู่สามัญที่สร้างความภูมิใจ

และสบายใจขั้นสูงสุดเลยค่ะ

 

เป็นอีกวันหนึ่งที่ดิชั้นได้ตระหนักว่า ความสุขในชีวิต

ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขน้องเงินที่ยาวเหยียด

แต่มันอยู่ที่ใจของเรานี่เอง

 

และถึงแม้สิ่งหนึ่งที่สำคัญจะจบลง

แต่ดิชั้นเชื่อลูกชายในโฆษณาเซียงเพียวอิ๊วค่ะ

ที่ได้กล่าวไว้ว่า

...สร้างใหม่ก็ด้ะ!

 

ขอให้ทุกคนสู้ๆ กับปัญหาอะไรก็ตามตรงหน้านะคะ

ทำในสิ่งที่คุณเชื่อ

ล้มได้ ร้องได้ โวยวายได้ แต่อย่าหยุด

แล้วสุดท้ายเมื่อมันจบลง

มันจะคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อทีเดียวค่ะ

=)

 

Bejuk

11.03.10

The Journey to Wealth

กำลังจะปิดแล้วรู้สึกอั้นๆ

กำลังจะปิดแล้วรู้สึกอั้นๆ อึดอัดอยากให้จบไวๆเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องหวาดกลัวกะปัญหาที่ยังไม่เกิดนี่โน่นนั่น
สรรพากรจะตรวจไรบ้าง จะขอนี่โน่นนั่นมากมายทั้งที่ไม่สมควรจะขอแต่พวกนี้หน้าด้านต้องยิ้มสู้และอดทน
อีกราวๆหกเดือนชีวิตคงหลุดพ้นและมีความสุขนอนหลับ ยิ้มได้จากใบหน้าถึงหัวใจ ลูกน้องก็คงเหมือนเราอมทุกข์
อึดอัดไม่รู้จะไปไหนอยู่กันมานานแต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และก็มีวันย้อนกลับมาจัดงานเลี้ยงกันใหม่ได้ดูอย่าง
งานแต่งบางคนยังจัดต้้งสี่ห้าครั้งนิ อยากให้ถึงวันที่ตื่นมาแล้วไม่ต้องกังวลกะเรื่องพวกนี้อดทน สู้ๆ จะพาลูกไปเที่ยว
ลั้ลลา ทั้งที่มีเงินแต่ไม่เคยได้พาลูกไปเที่ยวอย่างมีความสุขเหมือนคนอื่น คอยเฝ้าลูกค้า ลูกน้อง นี่โน่นนั่นเงินมากน้อย
คงซื้อเวลาที่มีความสุขกับลูกไม่ได้ ช่วยเป็นกำลังใจให้ดิฉันด้วยนะค่ะคุณจขกท.

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ เรื่องนี้เขียนไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว มองย้อนไปก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ ตอนนี้ดิชั้นเองก็เริ่มทางเดินใหม่ของชีวิต รวมถึงเพื่อนฝูงพี่น้องที่เคยทำงานด้วยกันก็เจอทางของตัวเองและก้าวหน้ากันไปคนละแบบ ก็ถือว่าการตัดสินใจปิดบริษัทตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ดีมากที่สุดครั้งหนึ่ง แม้จะเหนื่อยกันไปทุกฝ่ายก็ตาม เชื่อว่าคุณเองก็จะจัดการทุกอย่างได้สำเร็จเรียบร้อยได้ สู้ๆนะคะ ขอให้สนุกกับการพาลูกๆไปเที่ยวและพักผ่อนเป็นรางวัลชีวิตในเร็วๆนี้ค่ะ :)

น่ากลัวมาก! วันที่ Bejuk

น่ากลัวมาก! วันที่ Bejuk เขียนกับวันนี้มัน 4 ปีพอดีเป๊ะเลย! จะบอกว่าเวลาช่างผ่านไปเร็ว หรือมาอ่านอีกทีก็รู้สึกซึ้งดีล่ะ?

อ่านแล้วรู้สึกใจหายนะเนี่ย นี

อ่านแล้วรู้สึกใจหายนะเนี่ย
นี่มันหกเดือนแล้วหรอ ที่เราเลิกไปทำงาน
แต่ก็ิยินดีด้วยนะคะ ที่จบลงด้วยดี
หึ... นี่ดูน่ากลัวทีเดียว

เป็นกำลังใจให้ครับ

เป็นกำลังใจให้ครับ ผมก็เคยทำสำนักพิมพ์แล้วปิดไปแล้วเหมือนกัน

ขอบคุณค่ะคุณsira

ขอบคุณค่ะคุณsira

สูต่อไปครับ อย่าเรียกว่าผิดพล

สูต่อไปครับ
อย่าเรียกว่าผิดพลาด
แต่เรียกว่าการเรียนรู้

เรียนรู้ต่อไปค่ะ =)

เรียนรู้ต่อไปค่ะ =)

อันนี้เยี่ยมครับ... "โดยที่ทุ

อันนี้เยี่ยมครับ...

"โดยที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ซัพพลายเออร์ พนักงาน หรือหุ้นส่วนเอง

จะต้องได้รับในสิ่งที่สมควรได้ กันอย่างถูกต้องครบถ้วน"

และอันนี้ เยี่ยมที่สุด...

"แต่ดิชั้นเชื่อลูกชายในโฆษณาเซียงเพียวอิ๊วค่ะ

ที่ได้กล่าวไว้ว่า

...สร้างใหม่ก็ด้ะ!"

ขอบคุณครับ สำหรับประสบการณ์เหนือธรรมชาติ

ที่เล่าสู่กันฟัง :)

ขอบคุณค่ะคุณนนท์เหนือธรรมชาติ

ขอบคุณค่ะคุณนนท์
เหนือธรรมชาตินี่ฟังดูเหมือนดิชั้นเล่าเรื่องผีเลยนะคะ

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

CAPTCHA
กรุณาพิมพ์อักษรในรูปภาพเพื่อป้องกันการส่งข้อความสแปม
Image CAPTCHA
กรอกตัวอักษรในรูปโดยไม่เว้นวรรค