Article 72 : มองราคาหุ้นในอนาคต

จากบทความที่แล้วตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมากว่า 100 จุด นักลงทุนบางกลุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าหุ้นเริ่มแพงไปในขณะที่อีกกลุ่มยังเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยยังถูกและจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้จากสภาพคล่องอันล้นหลามที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม   ที่ว่าถูกหรือแพงไปนักลงทุนส่วนใหญ่ดูได้จากอะไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน…

 

เชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับค่า พีอีเรโช (P/E Ratio หรือ PER) กันไม่มากก็น้อย ซึ่งค่านี้จะปรากฏให้เห็นในหนังสือพิมพ์ธุรกิจหน้าที่เป็นตารางราคาหุ้นเป็นประจำทุกวันเพื่อเป็นค่าที่นักลงทุนทั่วไปใช้บอกความแพงความถูกของหุ้นเป็นรายตัวหรือตลาดหุ้นทั้งตลาด  โดยมากหุ้นที่มี PER สูงจะถูกมองว่าแพงและหุ้นที่ PER ต่ำจะถูกมองว่าต่ำ… แต่ก็มีในบางกรณีเช่นกันที่หุ้น A ที่มี PER 10 เท่าถูกมองว่าเป็นหุ้นที่ถูกแต่หุ้น B ที่มี PER  6 เท่ากลับถูกมองว่าแพง สงสัยมั้ยครับว่าทำไม?

 

ก่อนจะไปต่อผมอยากจะเริ่มต้นที่พื้นฐานก่อนสักเล็กน้อย (อาจจะน่าเบื่อสำหรับนักอ่านบางท่านที่รู้อยู่แล้ว สามารถข้ามไปได้นะครับ) PER นั้นเต็มๆมาจาก Price to Earnings Ratio หรืออัตราส่วนราคาหุ้น ต่อกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share: EPS) โดยราคาหุ้น (Stock Price) คือราคาที่วิ่งขึ้นลงทุกวันของหุ้นตัวหนึ่งๆ และ กำไรต่อหุ้น (EPS) คือผลกำไรรวมทั้งปีของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกโดยบริษัท ดังนั้น PER ก็คือต้นทุนในการได้มาซึ่งกำไร 1 บาทต่อหุ้นนั่นเอง ซึ่งหากมองถึงจุดนี้ PER สูงก็คือแพง PER ต่ำก็คือถูก…แต่ตลาดหุ้นมักจะมีการมองไปยังอนาคตข้างหน้าหรือ Forward Looking เสมอ!

 

กลับมาดูหุ้น A ที่ PER 10 เท่าที่นักลงทุนมองว่าถูกเพราะมีการคาดการณ์ว่ากำไร 1 บาทของหุ้น A ในปีนี้จะโตเป็น 1.25 บาทในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น A มีแนวโน้มปรับลงเป็น 10 ÷ 1.25 = 8 เท่าในปีหน้า ในขณะที่การคาดการณ์โดยกลุ่มนักลงทุนเดียวกันมองว่ากำไร  1 บาทของหุ้น B ในปีนี้จะลดลงเหลือ 80 สตางค์หรือ 0.8 บาทต่อหุ้นในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น B มีแนวโน้มปรับขึ้นเป็น 10 ÷ 0.8 = 12.5 เท่าในปีหน้า เมื่อเทียบกับ PER หุ้น A ปีหน้าที่ 8 เท่าเลยถูกมองว่าแพงกว่า    การดู PER ที่ใช้ผลกำไรในปีหน้าเป็นการดู Forward Looking PER ส่วนการดู PER ที่ใช้ผลกำไรของปีนี้ซึ่งจริงๆก็คือผลกำไรที่บริษัทประกาศออกมาแล้วเป็นการดู Trailing PER

 

โดยสรุปก็คือ ถ้าจะดูหุ้นว่าถูกหรือแพงโดยใช้ PER ให้ทะลุปรุโปร่งแล้วละก็ควรที่จะใช้ Forward Looking PER ที่มีการรวมการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตไปด้วยแล้ว

 

ในตอนหน้าเราจะมาดูส่วนกลับของ PER ที่เรียกว่า Earnings Yield กัน…

 

Happy Investing ครับ

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

09.08.10

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ผมเพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นครับ ซ

ผมเพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นครับ
ซื้อหนังสือยุทธศาสตร์หุ้นห่านทองคำ
มาอ่านแล้วไม่เข้าใจ ตรงที่ การคำนวณหาช่วงราคาหุ้น
ตาม valuation matrix
ในบทความเรื่องความเสี่ยงและโอกาส

ขอรบกวนแนะนำวิธีการคำนวณด้วยครับ
ขอบคุณครับ

หากเข้า web

หากเข้า web ก็จะแวะเข้ามาอ่านความรู้จากคุณ winny ได้ความรู้ดีๆ เสมอ ขอบคุณที่สละเวลามาเขียนให้อ่านครับ หากว่างอยากเรียนถามเรื่อง PE+PEG ในประเด็นดังนี้ครับ (ผมยังใหม่สำหรับการลงทุนหุ้นครับ บางจุดอ่านเองไม่ค่อย clearครับ)
1.growth ใน PEG ดูจากอะไร EPS? หาก EPS โตขึ้น แต่บางทีเกิดจาก การซื้อหุ้นคืน(treasury stock)โดย revenue +cost เท่าเดิม นับไหมครับ หรือมี concept เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร
หรือ growth ดูจาก Net profit จากงบกำไรขาดทุน
มีใครที่ไหนใช้หรือนิยมใช้ growth ของ CFFO หรือไม่ครับ
2.ตัวอย่างข้างต้น กรณี บริษัททั้ง 2 PEG =? ครับ กรณีกำไรลดลง อย่าง B หา PEG อย่างไร
3.ค่า PE ที่เหมาะสำหรับกิจการหนึ่ง หาดูได้ที่ไหน หรือ ดู relatively เทียบกับบริษัทในตลาดหรือใน region & world ตอนนั้นอย่างเดียว
ขอบคุณครับ
TheViZ

เบิกเนตรครับ เบิกเนตร..... ;)

เบิกเนตรครับ เบิกเนตร..... ;)

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

CAPTCHA
กรุณาพิมพ์อักษรในรูปภาพเพื่อป้องกันการส่งข้อความสแปม
Image CAPTCHA
กรอกตัวอักษรในรูปโดยไม่เว้นวรรค