กลยุทธ์ความมั่งคั่ง

เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้มีโอกาสไปออกรายการ Smart Planning ที่ช่อง Money Channel ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเป็นหัวข้อที่พูดถึงเกี่ยวข้องกับการลงทุนในทองคำ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีในปี 2009 คือราคาทองโลกปรับตัวขึ้นเกือบ 30% หลายคนจึงอยากทราบว่าราคาทองคำจะเป็นอย่างไรต่อไปในปีเสือนี้…

 

กราฟแสดงสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับช่วงอายุ 20-80 ปี


ช่วงหลังมานี้มักมีคนถามผมเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นหลังจากที่หุ้นไทยปรับตัวขึ้นมากว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี 2009  เช่น “ตรงนี้ยังเข้าได้มั้ย?”   “แพงไปหรือยัง?”  “มีหุ้นอยู่ควรขายไปก่อนแล้วกลับมารับดีมั้ย?”  “เข้าตอนไหนดี?” 

 

 

ก่อนจะอ่านต่อไปผมอยากให้ผู้อ่านลองถามตัวเองดูว่า “คุณลงทุนเพื่ออะไร?” หากคำตอบคือเพื่อสร้างความมั่งคั่งและผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว ลองอ่านต่อไปครับ

 

การจัดพอร์ตลงทุนส่วนบุคคล (Personal Investing) ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับตราสารการลงทุนอยู่ 4 ประเภทได้แก่

 

ตราสารหนี้ (Fixed Income) เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดแต่ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังต่ำที่สุดในบรรดา 4 ประเภท เป็นตราสารที่คุ้มครองเงินต้นส่วนใหญ่ในระดับหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร) และให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยรายปีคงที่ราวๆ 1%-7% แล้วแต่อายุและความเสี่ยงของตราสารที่ถือ หลักๆตลาดตราสารหนี้ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) และ หุ้นกู้เอกชน (Corporate Debentures)

 

ตราสารทุน (Equities/Stocks) หรือหุ้นของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ ไม่มีการคุ้มครองเงินต้น แต่การลงทุนโดยกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเช่น stock index funds หรือ ETF ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงในระดับเฉลี่ยราวๆ 12%-15% ต่อปี

 

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) เพิ่งจะเริ่มมาฮิตในหมู่ผู้ลงทุนทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักลงทุนสถาบัน) เมื่อไม่นานมานี้เองโดย “น้ำมัน” และ “ทองคำ” เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ปลุกกระแสให้เกิดความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ จริงๆแล้ว ตลาด Commodities ยังประกอบด้วย Basic Materials สำคัญๆ เช่น เหล็ก ทองแดง สังกะสี ฯลฯ Precious Metals อื่นๆ นอกจากทองได้แก่ เงิน แพลทินัม พัลลาเดียม ฯลฯ รวมถึง Soft Commodities ได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำตาล ข้าวโพด ฯลฯ การลงทุนใน Commodities สามารถทำได้หลายวิธีแต่ยังไม่ขอกล่าวถึงในตอนนี้

 

ตลาด Commodities โดยทั่วไปจะผันผวนและเสี่ยงกว่าตลาดหุ้นเนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะซื้อขายหรือ Trade บนข่าวที่เข้ามากระทบเร็วกว่า  บางสินค้าเช่น น้ำมัน หรือ ถั่วเหลือง เล่นกันเป็นรายนาทีก็มี จากการรวบรวมข้อมูลการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนคาดหวังในระดับเฉลี่ยราวๆ 15%-20% ต่อปี

 

การลงทุนทางเลือก (Alternative Investments) เป็นการลงทุนอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากที่กล่าวมาทั้งหมดโดยส่วนใหญ่มักเกียวข้องกับตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) และวิศวกรรมการเงิน (Financial Engineering) รูปแบบการลงทุนได้แก่ Hedge Funds และ Structured Products ที่ให้ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้การลงทุนทางเลือกยังสามารถลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ (Venture Capital Fund) หรือ Private Equity Fund ที่เลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนไม่กี่บริษัทแต่เข้าในสัดส่วนทีสูงถึงขั้นเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่    Alternative Investments มีความเสี่ยงสูงที่สุดแต่ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยสูงที่สุดเช่นกันราวๆปีละ 20%-25%

 

ตอนหน้าจะกลับมาโยงว่าทำไมการจัดพอร์ตลงทุนถึงต้องคิดยาวๆ ครับ…

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

03.11.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ที่มา http://www.heraldsun.com.au

 

ภาพนี้เป็น Investment Clock ที่กล่าวถึง “วัฎจักรการลงทุน” ซึ่งเชื่อมโยงกับ “วัฎจักรเศรษฐกิจ” อันประกอบด้วยช่วงหลักๆคือ

 

1) ช่วงขยายตัว 6-12 (Recovery ไป Boom) และ

2) ช่วงหดตัว 12-6 (Slow down ไป Recession)


ตั้งแต่โลกของเรามีเศรษฐกิจตลาดเสรี (Free Market Economics) ที่ถูกนิยามโดย Adam Smith (1723-1790) เป็นต้นมา ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกต่างก็ผ่านวัฎจักรดังกล่าวมาตลอด โดยแต่ละวัฎจักรจะกินเวลา 5-10 ปี แต่บางประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นอาจใช้เวลานานกว่า 20 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและกลไกในการเกิดวัฎจักรแต่ละรอบ

 

จนมาถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีที่แล้ว(2008) หากเราติดตามข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ เช่น CNN, CNBC จะเห็นเป็นอย่างดีว่าระบบเศรษฐกิจทั่วโลกได้ผ่านช่วงหดและขยายตัวเหมือนกับวัฎจักรก่อนๆ โดยผมนับแล้วจาก เที่ยงตรง มาถึง 5 ทุ่ม บน Investment Clock ใช้เวลาประมาณ 8 ปีกว่าๆ


มาดูว่าผมพูดถึงอะไรกันครับ…

 

12:00 หรือ เที่ยงตรง Investment Clock บอกว่า Rising real estate values ซึ่งก็คือการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเริ่มในสหรัฐฯ ในราวปี 2001 (โปรดอ่านตอนที่ 2 U.S. Housing Bubble) จากนั้นไปที่


1:00 Rising interest rates ซึ่งก็คือการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2005-2007 (ตอนที่ 1 Fed Fund Rate และ ตอนที่ 2)


2:00 Falling share prices ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปีที่แล้วต่อมาถึงต้นปีนี้


3:00 Falling commodities price -> ราคาน้ำมันลงจากจุดสูงสุด 140 เหรียญ ต่อ บาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2008 ไปที่ 30 กว่าเหรียญในเดือนธันวาคม


5:00 Tighter money ระบบเครดิตและสถาบันการเงินหยุดชะงักในปลายปี 2008 (ตอนที่ 4 ความล้มเหลวของระบบการเงินสหรัฐฯ)


6:00 Falling real estate value -> จริงๆ เริ่มลงมาตั้งแต่แถวๆ บ่าย 2-3 แล้ว


6 ชั่วโมงบน Investment Clock ที่ผ่านมาคือ สรุปกลไกสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผมเล่าให้ฟังมาทั้ง 4 ตอน


จาก 6 โมง ไปถึง 5 ทุ่ม นี่สิครับ เป็นอะไรที่วงการการเงินและการลงทุนทั่วโลกต้องจดจำไปอีกนาน (ไม่ใช่ว่าช่วงก่อนหน้าที่เศรษฐกิจและตลาดทุนโลกผ่านการหดตัวที่รุนแรงและเจ็บปวดไม่น่าจดจำนะครับ) เนื่องจากการ “ทุ่ม” ออกนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลและธนาคารกลางต่างๆทั่วโลกเพื่อปั๊มหัวใจให้เศรษฐกิจโลก (อันนี้แทนโดย 7:00 Falling interest rates (ตอนที่ 1)) ส่งผลให้สภาพคล่องกลับมาท่วมตลาดเงินและตลาดทุนอย่างมหาศาลอีกครั้งในเวลาอันรวดเร็วทำให้เกิด...


8:00 Rising share prices -> ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นเฉลี่ย 60-70% ตั้งแต่ต้นปี 2009 ถึงปัจจุบัน


9:00 Rising commodities prices -> น้ำมันขึ้นมาเกือบ 80 เหรียญต่อบาร์เรล ณ เวลาที่เขียนอยู่นี้


11:00 Easier money -> เงินทุนเริ่มหมุนเวียนง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว


ตอนหน้าจะพูดถึงการประยุกต์ Investment Clock ในการวางกลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมกับปัจจัยและเวลาต่างๆ ครับ

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

20.10.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

 

รูปข้างบนเป็นผลของ “ตลาดทุนเสรี” ที่เกริ่นไปคร่าวๆในตอนที่แล้ว…


ระหว่างปี 2003-2007 อัตราส่วนหนี้สินต่อเงินทุน (Leverage Ratios) ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ เลย์แมน บราเธอร์ส, แบร์ สเติรนส์ (ทั้ง 2 ล้มละลายไปแล้ว), เมอร์ริล ลินช์ (ปัจจุบันถูก แบงค์ออฟอเมริกา เทคโอเวอร์ ไปแล้ว), โกล์ดแมน แซคส์ และ มอร์แกน สแตนลีย์ (2 แห่งหลังรอดมาได้ แต่ก็ต้องเพิ่มทุนกันชนิดหืดขึ้นคอ)

 

จากระดับที่สูงอยู่แล้วราวๆ 15-27 เท่า อัตราส่วนดังกล่าวไต่ขึ้นไปถึงระดับ 25-32 เท่า… ถ้าเป็นธนาคารบ้านเราคงขาดความน่าเชื่อถือจนไม่มีใครทำธุรกรรมด้วยแล้ว ก็เล่นมีหนี้สินเป็นจำนวนถึง 20-30 เท่าของเงินทุนที่มีอยู่จริงขนาดนั้น! แต่นี่เป็นถึงสถาบันการเงินชั้นแนวหน้าระดับโลกที่ว่ากันว่ามีระบบควบคุมความเสี่ยงขั้นเทพ จำนวนหนี้แค่นี้ บริหารได้สบายาก

 

แล้วทำไมต้องสร้างหนี้ให้สูงถึงขนาดนั้นด้วย ? ไม่ใช่ว่าฐานเงินทุนต่ำนะครับ บริษัทระดับนี้มีทุนขั้นต่ำอยู่ในระดับ 2-3 ล้านล้านบาทกันทั้งนั้น ใช่แล้วครับ “ล้านล้านบาท” (ถ้าจะให้เห็นภาพก็คือประมาณ 2 เท่าของงบที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์จะใช้ลงทุนให้กับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2010-2015!)

 

นั่นก็เพราะสิ่งที่มากับ “ตลาดทุนเสรี” นอกจากสภาพคล่องทางการเงินที่ท่วมท้นตลาดแล้วยังมีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆอีกนับพันๆหมื่นๆชนิดที่เรียกรวมๆ กันว่า Structured Products ด้วยความที่เจ้าสินค้าตัวนี้มีความยืดหยุุ่นสูง (ผู้ลงทุนสามารถออกแบบผลตอบแทนและความเสี่ยงได้ตามต้องการ) เป็นที่ต้องการของนักลงทุนในวงกว้างทั้งสถาบันและรายย่อยในเวลาอันรวดเร็ว จนนำไปสู่ตลาดการเงินที่ทั้งใหม่แล้วก็ใหญ่  สถาบันการเงินต่างๆจึงถูกดึงดูดให้ออกตราสารตัวนี้ชนิดมือเป็นระวิง


การออกตราสารการเงินแบบใหม่นี้เองเป็นที่มาของการเพิ่มภาระหนี้เข้ามาในงบดุลของบริษัทการเงินสหรัฐฯอย่างมหาศาล


อย่างไรก็ตาม  การออก Structured Products ในแต่ละครั้งบริษัทผู้ออกจะต้องคอยบริหารความเสี่ยงจากรูปแบบผลตอบแทนที่มักมีมากกว่าหนึ่งกลไกตลาดเข้ามากระทบในเวลาเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาดในการบริหารความเสี่ยงขึ้น…

 

และแล้วการบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาดก็มาเกิดกับ Structured Products ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Collateral Debt Obligation (CDO) ซึ่งเป็นตราสารประเภท Mortgage Backed Securities ที่สถาบันยักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นผู้ออกไปให้กับผู้ลงทุนทั่วโลก เมื่อเกิดปัญหาซับไพร์มในภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งเป็นตลาดที่ตราสารเหล่านี้ผูกอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่) ตั้งแต่กลางปี 2007 ผู้ลงทุนก็เลยแห่นำตราสาร CDO มาขายคืนเป็นจำนวนมหาศาล* มากเกินกว่าที่ระบบควบคุมความเสี่ยงขั้นเทพจะคาดการณ์ถึง จนงบดุลของแต่ละบริษัทรับไม่ไหวเพราะแต่ละคนก็มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนในระดับสุดโต่งกันทั้งนั้น


ในที่สุดก็เกิดความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในระบบการเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญที่สุดตั้งแต่ปี 1930


*ยังมีตราสาร Structured Products ชนิดอื่นๆ รวมถึง Hedge Funds ที่มีผลต่อการล้มเหลวของระบบการเงิน แต่ CDO เป็นตราสารที่มีการพูดถึงกันบ่อยที่สุด จริงๆแล้วความล้มเหลวของระบบการเงินที่ว่านั้นพาดพิงไปถึงประเทศต่างๆในทวีปยุโรปอีกด้วย ทั้งนี้ก็เป็นผลพวงของแนวคิดตลาดทุนเสรีอีกแหละครับที่ทำให้ตลาดการเงินฝั่งตะวันตกเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว


ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

06.10.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

หากจะพูดว่าการคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ เป็นเพียงสาเหตุเดียวที่นำไปสู่การแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาก็คงไม่ถูกนัก จริงๆแล้วมันควรที่จะกล่าวรวมถึงแนวคิดตลาดทุนเสรีหรือ Free Capital Market ที่ถูกสนับสนุนอย่างเด่นชัดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงที่คุณ Alan Greenspan คุมบังเหียน (1987-2006)

 

 

ในช่วงดังกล่าวถึงแม้ว่า Fed Fund Rate จะมีการเปลี่ยนทิศทางสำคัญๆอยู่ 4 ครั้งแต่ก็อยู่ในทิศทางขาลงมาโดยตลอด ส่งผลให้สภาพคล่องออกมาท่วมระบบเงินทุนอย่างมหาศาล ในเวลานั้นสถาบันการเงินต่างๆไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กต่างก็เล็งเห็นโอกาสในการทำกำไรกับสภาพคล่องอันล้นหลามนั้น จึงนำไปสู่การออกสินค้่าทางการเงินชนิดใหม่่ๆภายใต้การสนับสนุนของธนาคารกลาง…และหนึ่งในนี้คือ Subprime Mortgage Lending ที่เสนอเงินกู้ให้กับผู้ต้องการซื้อบ้านแต่มีเครดิตตำ่ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินกู้ธนาคารทั่วไป จากนั้นก็นำเงินกู้ดอกเบี้ยสูงเหล่านี้ไปค้ำตราสารการเงินที่เรียกว่า Mortgage Backed Securities (MBS) เพื่อนำไปเสนอขายให้กับผู้ลงทุนต่อไป

 

ในช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกายังดีอยู่ผู้กู้เงินชนิด Subprime นั้น ยังคงมีความสามารถในการผ่อนหนี้ได้ แต่เมื่อมาถึงช่วงกลางปี 2007 เศรษฐกิจส่อเค้าชะลอตัวลง Subprime Mortgage Lending เริ่มมีปัญหาส่งผลไปสู่ MBS ที่ถืออยู่โดยผู้ลงทุนทั่วโลก และนั่นก็เ็ป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้ส่งผลกระทบไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้างนั่นเองครับ

 

ในตอนหน้าจะพูดถึงแนวคิดตลาดทุนเสรีที่เปิดกว้างเสียจนนำไปถึงการล้มของยักษใหญ่อย่างเลย์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ครับ…

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

22.09.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ในช่วงปี 2000-2003 เป็นช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คง ดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ    ในช่วงดังกล่าว Fed Fund Rate ถูกปรับลงจากระดับ 6-7% มาอยู่ที่จุดต่ำสุดที่ 1% ที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ได้รับผลกระทบจากการล่มสลายของธุรกิจดอทคอมซึ่งตามมาด้วยการโจมตีของผู้ก่อการร้าย 11 กันยา (ปี 2001) การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดดอกเบี้ยดังกล่าวได้ผลดีเกินคาด! ราคาบ้านในสหรัฐฯปรับตัวขึ้นกว่า 100% ในระหว่าง 3-4 ปีนั้นเนื่องจากอเมริกันชนเห็นว่าฝากเงินไปดอกเบี้ยก็ต่ำเลยเอาไปลงในอสังหาริมทรัพย์ดีกว่า และสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านด้วยเงินกู้ ต้นทุนเงินกู้ก็อยู่ในระดับต่ำเสียด้วย อย่าลืมนะครับ ที่เล่าให้ฟังไปในตอนที่แล้วว่า "หนึ่งในวัตถุประสงค์ของดอกเบี้ยนโยบายก็คือการเป็นมาตรวัดสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ที่มีผลกระทบกับผู้บริโภคอย่างเราๆนี่เอง"

 

แต่ถ้าการโยกเม็ดเงินไปลงในบ้านและที่ดินนั้นเป็นการลงทุนหรือเพื่ออยู่อาศัยอย่างพอเพียงก็คงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะราคาบ้านคงไม่พุ่งกระฉูดอย่างที่กล่าว…ลองดูจากกราฟด้านล่างสิครับว่าราคาบ้านมันอยู่นิ่งๆของมันมา 20-30 ปีซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับประเทศที่พัฒนาจนอยู่ตัวแล้ว     ทำไมอยู่ๆถึงมาขึ้นพรวดพราดในเวลาอันสั้นทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสำคัญใดๆเลย… ถ้าเป็นเมืองจีนหรือประเทศเกิดใหม่มาแรงอื่นๆหรือที่เรียกรวมๆกันว่า Emerging Markets ละก็ค่อยว่าไปอย่าง

 

ทั้งนี้เพราะนอกเหนือจากเม็ดเงินลงทุนที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงแล้วยังมีเม็ดเงินอีกส่วนที่มีขนาดพอๆกันและอาจจะใหญ่กว่าด้วยซ้ำที่เข้ามาเพื่อหวังเก็งกำไรเพราะเห็นว่าราคาบ้านมีโอกาสขึ้นได้อีก...      แรงเก็งกำไรนี้เองที่เป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันราคาบ้านให้ขึ้นไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างที่เห็น   นอกจากนี้ระบบสถาบันการเงินและตลาดทุนที่เอื้ออำนวยต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ก็มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความร้อนแรงให้กับเม็ดเงินเก็งกำไรรวมถึงเม็ดเงินที่เข้าไปซื้อที่อยู่อาศัยชนิดที่หรูหราเกินมาตรฐานความเป็นอยู่ที่แท้จริง (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป)

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯที่กำลังร้อนแรงกลับต้องมาสะดุดเมื่อธนาคารกลางตัดสินใจเบนเข็มทิศทางการควบคุมเศรษฐกิจโดยเริ่มประกาศเพิ่ม Fed Fund Rate เป็นครั้งแรกในช่วงกลางปี 2005 เพราะเริ่มเห็นสัญญาณอันน่ากลัวของอัตราเงินเฟ้อและก็ได้ทยอยปรับ rate ดังกล่าวขึ้นมาตลอดจนถึงราวกลางปี 2007 เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจซึ่งในขณะนั้นถูกขับเคลื่อนโดยภาคอสังหาริมทรัพย์และการใช้จ่ายเอกชนเป็นหลัก

 

การขึ้นดอกเบี้ยจาก 1% ขึ้นมาเป็น 5% ในช่วง 2005-2007 ได้เพิ่มต้นทุนของผู้ซื้อบ้านอย่างมาก ในขณะที่ผู้ที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรก็เริ่มรู้สึกว่าโอกาสที่ราคาบ้านจะปรับตัวเพิ่มขึ้นดูลดลง  ส่งผลให้ราคาบ้านเริ่มปรับตัวลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่กลางปี 2007

 

ในตอนหน้าจะเริ่มเข้าสู่จุดศูนย์กลางของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์แล้วครับ

 

 

ที่มา: http://mysite.verizon.net/vzeqrguz/housingbubble/

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

08.09.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

เมื่อคืนก่อนผมดูรายการ Oprah Winfrey ที่มีแขกรับเชิญ คือ Suze Orman กูรูและที่ปรึกษาทางการเงินผู้มีรายการโชว์ของตัวเองบนสถานีการเงิน CNBC คุณ Suze พูดกับผู้ชมในห้องส่งซึ่งเป็นชาวอเมริกันเกี่ยวกับเรื่องการปลดหนี้อันเป็นผลพวงของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นราวๆกลางปี 2007 ก่อนที่จะบานปลายไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปีถัดมา (2008)

    

…เชื่อมั้ยครับว่าผู้ชมในห้องส่งประมาณ 200 กว่าคนมีหนี้สินบนบัตรเครดิตรวมกันถึงประมาณ 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเฉลี่ยคนละ 4 แสนกว่าบาท !? มีการสุ่มตัวอย่างผู้ชมท่านหนึ่งขึ้นมาพบว่ามีบัตรเครดิตอยู่ด้วยกันถึง 22 ใบ ! ฟังดูน่าแปลกใจสำหรับเราๆคนไทย (หรือไม่แปลกหว่า…?) แต่กลับเป็นเรื่องปกติสำหรับอเมริกันชนผู้รักการจับจ่ายเป็นอย่างมาก

การที่มีบัตรเครดิตหลายใบก็เพื่อนำเครดิตมาต่อเครดิต…เป็นการนำรายได้ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า… ไม่แปลกใจเลยที่กว่า 60-70% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ของสหรัฐอเมริกานั้นจะมีที่มาจาก การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค (Consumer Spending) และเป็นกลจักรสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯเติบโตขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2001

 

(ในขณะที่ประเทศไทยและกลุ่มประเทศเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (Asia ex Japan) 60-70% ของ GDP ก็คือการส่งออกไปให้คนอเมริกันบริโภคนั่นเอง ส่วน GDP ที่มาจากการใช้จ่ายบริโภคนั้นมีสัดส่วนเพียงประมาณ 15%เท่านั้น)

กราฟแสดงสัดส่วนการบริโภคใช้จ่ายส่วนตัวของอเมริกันชนต่อ GDP ตั้งแต่ปี 1952 ถึง 2006
ที่มา:
http://immobilienblasen.blogspot.com

 

 

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เกิดการใช้จ่ายอย่างมหาศาลดังกล่าว ปัจจัยหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ที่ถูกกำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Federal Reserve จึงมักจะถูกเรียกว่า ‘Fed Fund Rate’ วัตถุประสงค์หลักๆของอัตราดอกเบี้ยนี้ก็คือ

1) เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ คือหากต้องการให้เศรษฐกิจโตเร็วก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้การกู้ยืมไปใช้จ่ายหรือลงทุนทำได้ง่าย แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจชะลอตัวอาจเป็นเพราะผู้กำหนดนโยบายมองเห็นว่าโตเร็วไปอาจร้อนแรงจนเกินเหตุได้ ก็ปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อให้ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น

2) นำไปใช้อ้างอิงโดยธนาคารเอกชนสำหรับกู้ยืมเงินระหว่างกัน (Interbank Borrowing and Lending)

3) นำไปใช้สำหรับเป็นมาตรวัด (Benchmark) ในการกำหนดอัตราเงินฝากและเงินกู้ที่มีผลต่อผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆ

มาว่ากันต่อในตอนหน้าครับ…

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

18.08.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

พูดถึงการลงทุนเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedged Investments) สามารถทำได้หลายทาง

 

โดยหลักการคร่าวๆคือ “ผลตอบแทนของเงินลงทุนควรจะมากกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดหวังในระยะยาว (Long Term Inflation Rate Expectations)”

 

ถึงแม้ว่าในปี 2552 นี้ใครๆต่างก็คาดว่าเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวหรือ Recession หลายๆ สำนักวิจัยรวมถึงองค์กรภาครัฐฯต่างยังคงพูดถึงภาวะเงินฝืด (Deflation) ซึ่งเป็นคนละขั้วกับเงินเฟ้อแต่ทุกสำนักต่างทราบดีว่ามีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างมหาศาลผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของการคลัง (Fiscal Stimulus Policy) การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (Loose Monetary Policy) รวมถึงการเข้าอุ้มตราสารหนี้และทุนภาคเอกชนผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Quantitative Easing หรือที่เรียกสั้นๆว่า QE (นี่ก็เล่าได้อีกยาวแต่ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังครับ)

 

การเพิ่มสภาพคล่องดังกล่าวเป็นที่มาของความคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อในระดับอ่อน (Mild Inflation) ในอนาคตอันใกล้ จะเห็นว่าในช่วงไตรมาส 2 ที่เพิ่งผ่านไปนั้นถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)    บางชนิดก็ได้ปรับตัวขึ้นไปตามการคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อแล้ว

 

ดังนั้นการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อจึงเป็นการมองไปข้างหน้าให้ครบวัฎจักรเศรษฐกิจ เพราะหากมองสั้นๆ ก็อาจสรุปได้ว่าเงินเฟ้อคงติดลบแต่หากมองรวมไปถึงความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุดโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณฟื้นตัวในเศรษฐกิจหลักๆ เช่น จีนก็พอจะคาดเดาได้ว่าเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา

 

อัตราเงินเฟ้อคาดหวังในใจของแต่ละท่านจะขึ้นกับมุมมองต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ บางท่านที่มองว่าการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็อาจมองว่าเงินเฟ้อ 2-3% ก็เก่งแล้ว บางท่านที่มองว่าฟื้นเร็วแบบ V-Shape recovery อาจให้ถึง 5-6% ผมยังคงไม่ลืมไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 ก่อนเศรษฐกิจโลกจะล้มลงราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นไปถึง 140 เหรียญต่อบาร์เรล ช่วงนั้นอัตราเงินเฟ้อไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ต่างปรับขึ้นไปยืนอยู่ระดับเลยสองหลัก!

 

เอาละครับ สุดแล้วแต่ว่าใครจะมองว่าอัตราเงินเฟ้อต่อไปจะเป็นเช่นไร แต่ตัวเลขนี้แหละ คือ ผลตอบแทนเงินลงทุนขั้นต่ำของคุณซึ่งในที่สุดจะช่วยตอบโจทย์ว่าคุณควรลงทุนในสินทรัพย์ (Asset) ชนิดใด เช่นหากมองว่าผลตอบแทนขั้นต่ำควรเป็น 5% การฝากเงินในธนาคารคงไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก แม้แต่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปียังให้ดอกเบี้ยราวๆ 3.6-3.7% เท่านั้น

 

ดังนั้น การลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนเพิ่มมาปิดช่องโหว่ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องไต่บันไดความเสี่ยงขึ้นไปรวมการลงทุนในหุ้น (Equity) อสังหาริมทรัพย์ (Properties) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หรือที่เรียกรวมกันว่าสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) จึงเป็นที่มาของคอลัมน์นี้ที่จะมาพูดคุยถึงกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวผ่านมุมมองการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและบนความเชื่อที่ว่าการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมนำไปสู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในระยะยาว


ในตอนหน้าคงจะเป็นปฐมบทของคอลัมน์ผมเสียทีหลังจากได้ปูพื้นถึงความจำเป็นในการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยอ้างเงินเฟ้อมาเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วมีอีกหลายปัจจัยสนับสนุนอื่นๆอีกมากมาย

 

ก่อนจบตอนนี้เพื่อเป็นการปิดหัวข้อแผนรับมือเงินเฟ้อ ผมอยากทิ้งท้ายว่าปัจจุบันในต่างประเทศมีเครื่องมือให้ผู้ลงทุนป้องกันเงินเฟ้อโดยตรงคือ Inflation Linked Bonds ซึ่งจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยคงที่จำนวนหนึ่งบวกอีกจำนวนที่แปรผันตามอัตราเงินเฟ้อโดยส่วนใหญ่วัดจาก Consumer Price Index (CPI) โดยบอนด์ดังกล่าวมีทั้งที่เสนอขายโดยตรงผ่านบริษัทเอกชนและองค์กรรัฐฯคล้ายกับหุ้นกู้ในบ้านเราที่เพิ่มมิติของเงินเฟ้อเข้าไปในการเสนออัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังสามารถลงทุนผ่าน ETF (Exchange Traded Funds) ที่เข้าไปลงทุนในตราสารเหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งขอย้ำนะครับว่านี่เป็นของนักลงทุนต่างประเทศ แต่ผมเข้าใจว่าปัจจุบันมีกองทุนไทยหลายแห่งพยายามที่จะออกกองทุนที่มีลักษณะเหล่านี้อยู่

 

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…


ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

27.07.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

เงินเฟ้อมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของเราทุกคนในระยะยาว  นับแต่อดีตภาวะเงินเฟ้ออยู่กับเราตลอดถึงแม้อัตราเงินเฟ้อจะมีการปรับตัวขึ้นลงแต่ก็อยู่ในทิศทางขาขึ้น สังเกตง่ายๆจากราคาน้ำมันและราคาทองคำ  หากจะเที่ยวไปบอกใครๆว่าทองหนึ่งบาทเคยซื้อขายกันอยู่  4 พันกว่าบาทหรือน้ำมันเบนซินครั้งหนึ่งเคยเติมกันที่ต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตรก็อาจต้องไปขุดคุ้ยหนังสือประวัติศาสตร์มาอ้างอิงกันเลยทีเดียว ทั้งที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อไม่เกิน 10 ปีมานี่เอง

  

เราๆ ท่านๆ คงมองเป็นเรื่องธรรมดาว่าราคาข้าวของก็ย่อมต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดา จนกลายเป็นความเคยชินและก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ว่าจะโดยการหารายได้เพิ่มหรือรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายลง นั่นก็คงเพียงพอที่จะช่วยให้มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือ เจ้าของกิจการ สามารถที่จะปรับตัวรับกับเงินเฟ้อในช่วงที่ยังมีแรงขมักเขม้นทำงานกันอยู่

 

แต่ประเด็นที่ผมอยากให้ความสำคัญมากกว่าก็คือ

 

เราจะปรับเงินออมและแผนการลงทุนให้เข้ากับภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวได้อย่างไร?’

 

เพราะว่าสิ่งนี้นี่เองที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อวัยเกษียณของเรา ซึ่งนับเป็นถึง 1 ใน 3 ของช่วงชีวิตโดยเฉลี่ย หรือ อาจมากกว่าสำหรับบางท่านที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ในช่วงนี้เราๆท่านๆ ก็จะยังคงมีค่าใช้จ่ายเหมือนตอนที่ทำงานอยู่และอาจมากกว่าซะด้วยซ้ำ เพราะไหนจะ ค่าพยาบาลที่เพิ่มขึ้นไหนจะค่าเลี้ยงดูอุปถัมภ์ลูกๆหลานๆ นี่ยังไม่รวมถึงค่าบันเทิงและสันทนาการต่างๆที่ชาวเกษียณสมควรจะได้รับ  คงไม่ดีแน่หากเงินก้อนที่ควรก่อให้เกิดรายได้หลังเกษียณต้องไปจมอยู่กับเงินฝากธนาคาร ที่ปัจจุบันให้ผลตอบแทนไม่ถึง 1% หลังหักอัตราเงินเฟ้อระยะยาวแล้วคงติดลบอย่างแน่นอน

 

มาถึงตรงนี้ผมไม่ได้มองว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งไม่ดีเพราะ เงินเฟ้อภายใต้สมมติฐานว่ารัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศบริหารนโยบายการคลังและ การเงินอย่างเหมาะสมมักจะมาพร้อมกับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะหมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชาติโดยรวม เงินเฟ้อยังหมายถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นหรือเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น กล่าวคือมีหลายปัจจัยที่กระทบเงินเฟ้อซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

 

สำหรับตอนนี้ผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้เงินเฟ้อจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของเราในระยะยาว แต่หากเรามีแผนการลงทุนที่ดีโดยคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อที่วนเวียนอยู่รอบตัวเราแล้ว ก็จะช่วยให้เราก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นใจ ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่ามีเครื่องมืออะไรบ้าง ที่จะสามารถป้องกันความมั่งคั่งของเราจากอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวได้

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

23.07.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน