กลยุทธ์ความมั่งคั่ง

ในช่วงปี 2000-2003 เป็นช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คง ดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ    ในช่วงดังกล่าว Fed Fund Rate ถูกปรับลงจากระดับ 6-7% มาอยู่ที่จุดต่ำสุดที่ 1% ที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ได้รับผลกระทบจากการล่มสลายของธุรกิจดอทคอมซึ่งตามมาด้วยการโจมตีของผู้ก่อการร้าย 11 กันยา (ปี 2001) การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดดอกเบี้ยดังกล่าวได้ผลดีเกินคาด! ราคาบ้านในสหรัฐฯปรับตัวขึ้นกว่า 100% ในระหว่าง 3-4 ปีนั้นเนื่องจากอเมริกันชนเห็นว่าฝากเงินไปดอกเบี้ยก็ต่ำเลยเอาไปลงในอสังหาริมทรัพย์ดีกว่า และสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านด้วยเงินกู้ ต้นทุนเงินกู้ก็อยู่ในระดับต่ำเสียด้วย อย่าลืมนะครับ ที่เล่าให้ฟังไปในตอนที่แล้วว่า "หนึ่งในวัตถุประสงค์ของดอกเบี้ยนโยบายก็คือการเป็นมาตรวัดสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ที่มีผลกระทบกับผู้บริโภคอย่างเราๆนี่เอง"

 

แต่ถ้าการโยกเม็ดเงินไปลงในบ้านและที่ดินนั้นเป็นการลงทุนหรือเพื่ออยู่อาศัยอย่างพอเพียงก็คงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะราคาบ้านคงไม่พุ่งกระฉูดอย่างที่กล่าว…ลองดูจากกราฟด้านล่างสิครับว่าราคาบ้านมันอยู่นิ่งๆของมันมา 20-30 ปีซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับประเทศที่พัฒนาจนอยู่ตัวแล้ว     ทำไมอยู่ๆถึงมาขึ้นพรวดพราดในเวลาอันสั้นทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสำคัญใดๆเลย… ถ้าเป็นเมืองจีนหรือประเทศเกิดใหม่มาแรงอื่นๆหรือที่เรียกรวมๆกันว่า Emerging Markets ละก็ค่อยว่าไปอย่าง

 

ทั้งนี้เพราะนอกเหนือจากเม็ดเงินลงทุนที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงแล้วยังมีเม็ดเงินอีกส่วนที่มีขนาดพอๆกันและอาจจะใหญ่กว่าด้วยซ้ำที่เข้ามาเพื่อหวังเก็งกำไรเพราะเห็นว่าราคาบ้านมีโอกาสขึ้นได้อีก...      แรงเก็งกำไรนี้เองที่เป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันราคาบ้านให้ขึ้นไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างที่เห็น   นอกจากนี้ระบบสถาบันการเงินและตลาดทุนที่เอื้ออำนวยต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ก็มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความร้อนแรงให้กับเม็ดเงินเก็งกำไรรวมถึงเม็ดเงินที่เข้าไปซื้อที่อยู่อาศัยชนิดที่หรูหราเกินมาตรฐานความเป็นอยู่ที่แท้จริง (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป)

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯที่กำลังร้อนแรงกลับต้องมาสะดุดเมื่อธนาคารกลางตัดสินใจเบนเข็มทิศทางการควบคุมเศรษฐกิจโดยเริ่มประกาศเพิ่ม Fed Fund Rate เป็นครั้งแรกในช่วงกลางปี 2005 เพราะเริ่มเห็นสัญญาณอันน่ากลัวของอัตราเงินเฟ้อและก็ได้ทยอยปรับ rate ดังกล่าวขึ้นมาตลอดจนถึงราวกลางปี 2007 เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจซึ่งในขณะนั้นถูกขับเคลื่อนโดยภาคอสังหาริมทรัพย์และการใช้จ่ายเอกชนเป็นหลัก

 

การขึ้นดอกเบี้ยจาก 1% ขึ้นมาเป็น 5% ในช่วง 2005-2007 ได้เพิ่มต้นทุนของผู้ซื้อบ้านอย่างมาก ในขณะที่ผู้ที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรก็เริ่มรู้สึกว่าโอกาสที่ราคาบ้านจะปรับตัวเพิ่มขึ้นดูลดลง  ส่งผลให้ราคาบ้านเริ่มปรับตัวลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่กลางปี 2007

 

ในตอนหน้าจะเริ่มเข้าสู่จุดศูนย์กลางของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์แล้วครับ

 

 

ที่มา: http://mysite.verizon.net/vzeqrguz/housingbubble/

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

08.09.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

เมื่อคืนก่อนผมดูรายการ Oprah Winfrey ที่มีแขกรับเชิญ คือ Suze Orman กูรูและที่ปรึกษาทางการเงินผู้มีรายการโชว์ของตัวเองบนสถานีการเงิน CNBC คุณ Suze พูดกับผู้ชมในห้องส่งซึ่งเป็นชาวอเมริกันเกี่ยวกับเรื่องการปลดหนี้อันเป็นผลพวงของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นราวๆกลางปี 2007 ก่อนที่จะบานปลายไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปีถัดมา (2008)

    

…เชื่อมั้ยครับว่าผู้ชมในห้องส่งประมาณ 200 กว่าคนมีหนี้สินบนบัตรเครดิตรวมกันถึงประมาณ 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเฉลี่ยคนละ 4 แสนกว่าบาท !? มีการสุ่มตัวอย่างผู้ชมท่านหนึ่งขึ้นมาพบว่ามีบัตรเครดิตอยู่ด้วยกันถึง 22 ใบ ! ฟังดูน่าแปลกใจสำหรับเราๆคนไทย (หรือไม่แปลกหว่า…?) แต่กลับเป็นเรื่องปกติสำหรับอเมริกันชนผู้รักการจับจ่ายเป็นอย่างมาก

การที่มีบัตรเครดิตหลายใบก็เพื่อนำเครดิตมาต่อเครดิต…เป็นการนำรายได้ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า… ไม่แปลกใจเลยที่กว่า 60-70% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ของสหรัฐอเมริกานั้นจะมีที่มาจาก การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค (Consumer Spending) และเป็นกลจักรสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯเติบโตขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2001

 

(ในขณะที่ประเทศไทยและกลุ่มประเทศเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (Asia ex Japan) 60-70% ของ GDP ก็คือการส่งออกไปให้คนอเมริกันบริโภคนั่นเอง ส่วน GDP ที่มาจากการใช้จ่ายบริโภคนั้นมีสัดส่วนเพียงประมาณ 15%เท่านั้น)

กราฟแสดงสัดส่วนการบริโภคใช้จ่ายส่วนตัวของอเมริกันชนต่อ GDP ตั้งแต่ปี 1952 ถึง 2006
ที่มา:
http://immobilienblasen.blogspot.com

 

 

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เกิดการใช้จ่ายอย่างมหาศาลดังกล่าว ปัจจัยหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ที่ถูกกำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Federal Reserve จึงมักจะถูกเรียกว่า ‘Fed Fund Rate’ วัตถุประสงค์หลักๆของอัตราดอกเบี้ยนี้ก็คือ

1) เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ คือหากต้องการให้เศรษฐกิจโตเร็วก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้การกู้ยืมไปใช้จ่ายหรือลงทุนทำได้ง่าย แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจชะลอตัวอาจเป็นเพราะผู้กำหนดนโยบายมองเห็นว่าโตเร็วไปอาจร้อนแรงจนเกินเหตุได้ ก็ปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อให้ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น

2) นำไปใช้อ้างอิงโดยธนาคารเอกชนสำหรับกู้ยืมเงินระหว่างกัน (Interbank Borrowing and Lending)

3) นำไปใช้สำหรับเป็นมาตรวัด (Benchmark) ในการกำหนดอัตราเงินฝากและเงินกู้ที่มีผลต่อผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆ

มาว่ากันต่อในตอนหน้าครับ…

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

18.08.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

พูดถึงการลงทุนเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedged Investments) สามารถทำได้หลายทาง

 

โดยหลักการคร่าวๆคือ “ผลตอบแทนของเงินลงทุนควรจะมากกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดหวังในระยะยาว (Long Term Inflation Rate Expectations)”

 

ถึงแม้ว่าในปี 2552 นี้ใครๆต่างก็คาดว่าเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวหรือ Recession หลายๆ สำนักวิจัยรวมถึงองค์กรภาครัฐฯต่างยังคงพูดถึงภาวะเงินฝืด (Deflation) ซึ่งเป็นคนละขั้วกับเงินเฟ้อแต่ทุกสำนักต่างทราบดีว่ามีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างมหาศาลผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของการคลัง (Fiscal Stimulus Policy) การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (Loose Monetary Policy) รวมถึงการเข้าอุ้มตราสารหนี้และทุนภาคเอกชนผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Quantitative Easing หรือที่เรียกสั้นๆว่า QE (นี่ก็เล่าได้อีกยาวแต่ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังครับ)

 

การเพิ่มสภาพคล่องดังกล่าวเป็นที่มาของความคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อในระดับอ่อน (Mild Inflation) ในอนาคตอันใกล้ จะเห็นว่าในช่วงไตรมาส 2 ที่เพิ่งผ่านไปนั้นถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)    บางชนิดก็ได้ปรับตัวขึ้นไปตามการคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อแล้ว

 

ดังนั้นการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อจึงเป็นการมองไปข้างหน้าให้ครบวัฎจักรเศรษฐกิจ เพราะหากมองสั้นๆ ก็อาจสรุปได้ว่าเงินเฟ้อคงติดลบแต่หากมองรวมไปถึงความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุดโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณฟื้นตัวในเศรษฐกิจหลักๆ เช่น จีนก็พอจะคาดเดาได้ว่าเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา

 

อัตราเงินเฟ้อคาดหวังในใจของแต่ละท่านจะขึ้นกับมุมมองต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ บางท่านที่มองว่าการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็อาจมองว่าเงินเฟ้อ 2-3% ก็เก่งแล้ว บางท่านที่มองว่าฟื้นเร็วแบบ V-Shape recovery อาจให้ถึง 5-6% ผมยังคงไม่ลืมไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 ก่อนเศรษฐกิจโลกจะล้มลงราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นไปถึง 140 เหรียญต่อบาร์เรล ช่วงนั้นอัตราเงินเฟ้อไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ต่างปรับขึ้นไปยืนอยู่ระดับเลยสองหลัก!

 

เอาละครับ สุดแล้วแต่ว่าใครจะมองว่าอัตราเงินเฟ้อต่อไปจะเป็นเช่นไร แต่ตัวเลขนี้แหละ คือ ผลตอบแทนเงินลงทุนขั้นต่ำของคุณซึ่งในที่สุดจะช่วยตอบโจทย์ว่าคุณควรลงทุนในสินทรัพย์ (Asset) ชนิดใด เช่นหากมองว่าผลตอบแทนขั้นต่ำควรเป็น 5% การฝากเงินในธนาคารคงไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก แม้แต่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปียังให้ดอกเบี้ยราวๆ 3.6-3.7% เท่านั้น

 

ดังนั้น การลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนเพิ่มมาปิดช่องโหว่ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องไต่บันไดความเสี่ยงขึ้นไปรวมการลงทุนในหุ้น (Equity) อสังหาริมทรัพย์ (Properties) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หรือที่เรียกรวมกันว่าสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) จึงเป็นที่มาของคอลัมน์นี้ที่จะมาพูดคุยถึงกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวผ่านมุมมองการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและบนความเชื่อที่ว่าการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมนำไปสู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในระยะยาว


ในตอนหน้าคงจะเป็นปฐมบทของคอลัมน์ผมเสียทีหลังจากได้ปูพื้นถึงความจำเป็นในการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยอ้างเงินเฟ้อมาเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วมีอีกหลายปัจจัยสนับสนุนอื่นๆอีกมากมาย

 

ก่อนจบตอนนี้เพื่อเป็นการปิดหัวข้อแผนรับมือเงินเฟ้อ ผมอยากทิ้งท้ายว่าปัจจุบันในต่างประเทศมีเครื่องมือให้ผู้ลงทุนป้องกันเงินเฟ้อโดยตรงคือ Inflation Linked Bonds ซึ่งจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยคงที่จำนวนหนึ่งบวกอีกจำนวนที่แปรผันตามอัตราเงินเฟ้อโดยส่วนใหญ่วัดจาก Consumer Price Index (CPI) โดยบอนด์ดังกล่าวมีทั้งที่เสนอขายโดยตรงผ่านบริษัทเอกชนและองค์กรรัฐฯคล้ายกับหุ้นกู้ในบ้านเราที่เพิ่มมิติของเงินเฟ้อเข้าไปในการเสนออัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังสามารถลงทุนผ่าน ETF (Exchange Traded Funds) ที่เข้าไปลงทุนในตราสารเหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งขอย้ำนะครับว่านี่เป็นของนักลงทุนต่างประเทศ แต่ผมเข้าใจว่าปัจจุบันมีกองทุนไทยหลายแห่งพยายามที่จะออกกองทุนที่มีลักษณะเหล่านี้อยู่

 

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…


ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

27.07.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

เงินเฟ้อมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของเราทุกคนในระยะยาว  นับแต่อดีตภาวะเงินเฟ้ออยู่กับเราตลอดถึงแม้อัตราเงินเฟ้อจะมีการปรับตัวขึ้นลงแต่ก็อยู่ในทิศทางขาขึ้น สังเกตง่ายๆจากราคาน้ำมันและราคาทองคำ  หากจะเที่ยวไปบอกใครๆว่าทองหนึ่งบาทเคยซื้อขายกันอยู่  4 พันกว่าบาทหรือน้ำมันเบนซินครั้งหนึ่งเคยเติมกันที่ต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตรก็อาจต้องไปขุดคุ้ยหนังสือประวัติศาสตร์มาอ้างอิงกันเลยทีเดียว ทั้งที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อไม่เกิน 10 ปีมานี่เอง

  

เราๆ ท่านๆ คงมองเป็นเรื่องธรรมดาว่าราคาข้าวของก็ย่อมต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดา จนกลายเป็นความเคยชินและก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ว่าจะโดยการหารายได้เพิ่มหรือรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายลง นั่นก็คงเพียงพอที่จะช่วยให้มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือ เจ้าของกิจการ สามารถที่จะปรับตัวรับกับเงินเฟ้อในช่วงที่ยังมีแรงขมักเขม้นทำงานกันอยู่

 

แต่ประเด็นที่ผมอยากให้ความสำคัญมากกว่าก็คือ

 

เราจะปรับเงินออมและแผนการลงทุนให้เข้ากับภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวได้อย่างไร?’

 

เพราะว่าสิ่งนี้นี่เองที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อวัยเกษียณของเรา ซึ่งนับเป็นถึง 1 ใน 3 ของช่วงชีวิตโดยเฉลี่ย หรือ อาจมากกว่าสำหรับบางท่านที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ในช่วงนี้เราๆท่านๆ ก็จะยังคงมีค่าใช้จ่ายเหมือนตอนที่ทำงานอยู่และอาจมากกว่าซะด้วยซ้ำ เพราะไหนจะ ค่าพยาบาลที่เพิ่มขึ้นไหนจะค่าเลี้ยงดูอุปถัมภ์ลูกๆหลานๆ นี่ยังไม่รวมถึงค่าบันเทิงและสันทนาการต่างๆที่ชาวเกษียณสมควรจะได้รับ  คงไม่ดีแน่หากเงินก้อนที่ควรก่อให้เกิดรายได้หลังเกษียณต้องไปจมอยู่กับเงินฝากธนาคาร ที่ปัจจุบันให้ผลตอบแทนไม่ถึง 1% หลังหักอัตราเงินเฟ้อระยะยาวแล้วคงติดลบอย่างแน่นอน

 

มาถึงตรงนี้ผมไม่ได้มองว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งไม่ดีเพราะ เงินเฟ้อภายใต้สมมติฐานว่ารัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศบริหารนโยบายการคลังและ การเงินอย่างเหมาะสมมักจะมาพร้อมกับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะหมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชาติโดยรวม เงินเฟ้อยังหมายถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นหรือเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น กล่าวคือมีหลายปัจจัยที่กระทบเงินเฟ้อซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

 

สำหรับตอนนี้ผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้เงินเฟ้อจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของเราในระยะยาว แต่หากเรามีแผนการลงทุนที่ดีโดยคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อที่วนเวียนอยู่รอบตัวเราแล้ว ก็จะช่วยให้เราก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นใจ ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่ามีเครื่องมืออะไรบ้าง ที่จะสามารถป้องกันความมั่งคั่งของเราจากอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวได้

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

23.07.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน