เคล็ดลับความมั่งคั่ง


 

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
คนอเมริกัน ใช้มากกว่าที่หามาได้ เพราะเชื่อมั่นว่ายังไง การเงินของประเทศก็แข็งแกร่งและไม่มีวันล้มง่ายๆ  หรือถึงแม้จะเกิดปัญหาเลวร้ายแค่ไหน ก็มีรัฐบาลคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว จากผลสำรวจพบว่า 60-70% ของ GDP อเมริกานั้น มาจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ในขณะที่ของไทยเรา 60-70% อยู่ที่ภาคการส่งออก และมีการบริโภคเพียง 15% ของ GDP เท่านั้น  

เนื้อหาในตอนนี้รวบรวมมาจากบทความเกี่ยวกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เขียนขึ้นโดย ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ และถูกตีพิมพ์ในบล็อก www.earnconcept.com ในคอลัมน์ ‘กลยุทธ์ความมั่งคั่ง’

 

‘เคล็ดลับความมั่งคั่ง’ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่เขียนให้ Hug magazine ครับ

 

หนังสือ 'คู่มือบริหารเงิน' เริ่มวางจำหน่ายวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010 เป็นต้นไป

ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

โปรดระวังให้ดี!!! เพราะจะมีปกออกมาให้เลือกกัน 2 แบบ คือจะเป็นปกรูป portrait เอิร์น

กับ portrait อันดา โดยมีเนื้อหาข้างในเหมือนกันทุกประการ

กรุณาอย่าซื้อผิดเพราะเข้าใจว่าคนละเนื้อหานะครับ

 

'คู่มือบริหารเงิน' เล่มนี้ เป็นเหมือนภาพรวมของการเงินส่วนบุคคล

ในขณะที่ 'EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง' เป็นหนังสือภาพ หรือ

การ์ตูนที่จะทำหน้าที่เปิดประตูสู่โลกการเงินอันซับซ้อน ด้วยแนวคิดที่ง่ายที่สุด

 

ทั้ง 2 เล่ม เป็นเรื่องราวของตัวละครชุดเดียวกัน ไม่ใช่ภาคต่อแต่เป็นเหตุการณ์

คู่ขนานที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept

 

ปล. มีผู้ที่อ่านเล่มนี้แล้วและได้เขียน review เอาไว้

อย่างละเอียด สวยงาม ทันสมัย กว่าที่ผู้จัดทำหนังสือเขียนเอง

สนใจอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ครับ

http://www.siraekabut.com/2010/02/review-earn-money-manage/

 

สวัสดีปีใหม่ 2010 แด่สมาชิกและผู้เยี่ยมชมทุกๆท่านเลยนะครับ:)

จัดอันดับความสำคัญ

ปัญหาส่วนใหญ่ของคนทำงานก็คือ การนำงานที่ต้องรับผิดชอบ มาปนรวมกันโดยไม่แบ่งความสำคัญของงาน ทำให้สับสนใช้เวลาไปกับงานที่ไม่สำคัญจริง และ พลาดโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานสำคัญๆ เราจึงขอแนะนำวิธีการจัดอันดับความสำคัญง่ายๆ ดังนี้
1. ให้แบ่งงานที่ต้องรับผิดชอบออกเป็น 4 หมวด ตามความเร่งด่วนกับความสำคัญของตัวงาน ได้แก่
  A - งานด่วนและสำคัญ เช่น งานที่กำลังถูกตามโดยลูกค้าคนสำคัญ
  B - งานไม่ด่วนแต่สำคัญ เช่น การเขียนรายงานส่งหัวหน้า
  C -  งานด่วนแต่ไม่สำคัญ เช่น การตอบอีเมล, การส่ง fax
  D - งานไม่ด่วนและไม่สำคัญ เช่น การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย
(หมายเหตุ : ความด่วนหรือความสำคัญของงานขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละท่าน)

2. เทคนิคสำคัญขั้นต่อไปก็คือ ให้พยายามจัดการงานในหมวด C เป็นอันดับแรกเนื่องจากความเร่งด่วน และเพราะความไม่สำคัญนี่เองที่ทำให้เราสามารถที่จะจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อที่จะมีเวลาให้กับหมวด A อย่างเต็มที่ (เพราะงานหมวด A มักจะเป็นผลงานที่ชี้เป็นชี้ตายต่ออนาคตของเรา) หลังจากนั้นจึงหาเวลาจัดการกับหมวด B และ D ตามเวลาเหมาะสม (ถึงจะไม่สำคัญแต่ก็สามารถส่งผลต่องานสำคัญในอนาคตได้เช่นกัน)
การจัดอันดับความสำคัญของงานคือหัวใจของการบริหาร เป็นการจัดสรรเวลาให้ตัวเราเองสามารถจัดการกับงานต่างๆได้อย่างดีที่สุดภายใต้เวลาที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่เก่งๆ หรือ ผู้ที่จัดการกับชีวิตตนเองได้ดี ล้วนเข้าใจถึงประโยชน์ของการจัดอันดับความสำคัญทั้งสิ้น

HUG magazine vol.11 October 2009

การผลิต – บริโภค (Prosuming)

 

 ที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือชื่อ ‘ความมั่งคั่งปฏิวัติ’ หรือ Revolutionary Wealth เขียนโดย Alvin & Heidi Toffler ผู้ที่เคยเขียนหนังสือ ‘คลื่นลูกที่ 3’ หรือ The Third Wave จนโด่งดังไปทั่วโลก หนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงยุคปัจจุบันว่า ความผันผวนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐศาสตร์, การเมือง, การเงิน, ตลาดหุ้น, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ นั้น มีที่มาจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงของปัจจัยลึกซึ้งทั้ง 3 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย เวลา, พื้นที่ และ ความรู้ การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยลึกซึ้งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เท่าเทียมกันทั้งภายในและภายนอกประเทศ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดความผันผวนอย่างรวดเร็วดังเช่นที่เราเห็นกันอยู่นี้

 พออ่านจนจบแล้วก็รู้สึกชื่นชมคนเขียน ที่สามารถมองภาพรวมของโลกทั้งใบ และ พยายามนำเสนอแนวคิดที่ทำให้คนอื่นๆเห็นภาพตามไปด้วย อีกทั้งยังสามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างน่าสนใจมาก ทำให้อยากอ่านจนจบเล่ม (หนังสือหนามากครับ) สุดท้ายได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากจะตามโลกให้ทัน (ซึ่งต่อจากนี้จะยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ) ต้องพยายามขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ พยายามพัฒนาความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่เรารัก และ ความรู้ในแขนงอื่นๆแบบกว้างๆอีกด้วย

HUG magazine vol.09 August 2009

ความมหัศจรรย์ของพลังผลตอบแทนทบต้น

 พลังผลตอบแทนทบต้น ก็คือ คานผ่อนแรง ที่ช่วยให้คนเราสามารถที่จะมีเงินเก็บได้ตามเป้าหมายเร็วกว่าการที่จะออมเงินเพียงอย่างเดียว หลักการก็คือ เมื่อออมเงินได้แล้ว จะต้องนำเงินออมไปฝากไว้ (หรือนำไปลงทุน) ในที่ๆให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงแต่มีความเสี่ยงที่เรารับได้ เมื่อผู้อ่านเลือกลงทุนอย่างรอบคอบในทรัพย์สินที่เหมาะกับตนเอง และได้รับผลตอบแทนจากทรัพย์สินแล้ว อย่าพึ่งนำมาใช้จ่าย แต่ให้นำไปลงทุนต่อ ทุกๆปี เช่นนี้จึงจะได้รับประโยชน์จากพลังผลตอบแทนทบต้นนั่นเองครับ

 

 ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง แค่ฝากเงินไว้กับธนาคารโดยไม่ถอนออกมาใช้ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็จะพบว่ามีเงินออมเพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเวลานั้นธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงมาก ส่งผลให้คำว่าพลังดอกเบี้ยทบต้นเป็นคำที่คนทั่วไปคุ้นหูกันดี ใครที่อยากมั่งคั่งก็แค่อดทนฝากเงินเอาไว้ ด้วยพลังผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ทบต้น ก็เพียงพอที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนได้แล้ว แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยไม่ได้สูงเช่นนั้น คำว่า พลังดอกเบี้ยทบต้น จึงฟังดูแปลกๆ สำหรับคนทั่วๆไป เพราะมันดูไม่ค่อยจะมีพลังสักเท่าไหร่ น่าจะใช้คำว่า พลังผลตอบแทนทบต้น ซึ่งมีความหมายกว้างกว่า ไม่ว่าจะเป็น เงินฝาก, กองทุนรวม, ตราสารหนี้ หรือ หุ้นฯลฯ ก็สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เพียงแต่ผู้อ่านจะต้องขยันศึกษาหาความรู้ในทรัพย์สินที่กำลังจะลงทุนครับ

HUG magazine vol.08 July 2009

ขอบคุณ ขอบคุณ และ ขอบคุณ

        ช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่อง ‘1 Litre of Tears’ หรือ น้ำตา 1 ลิตร เป็นเรื่องของสาวน้อย คิโต้ อายะ ผู้ป่วยด้วยโรคที่ทำให้สมองส่วนการสั่งการของเธอเสื่อม ทั้งๆที่ความคิดอ่านยังเป็นปกติดี แต่ร่างกายของเธอจะขยับเขยื้อนได้ลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอัมพาต และ เสียชีวิตในที่สุด

      

      ละครถ่ายทำดีมากๆ ค่อยๆแสดงถึงอาการ, ปฏิกิริยาของคนรอบข้าง, ไปจนถึงความพยายามของอายะที่ดิ้นรนทุกวิถีทาง เพื่อต่อสู้กับความเสื่อมของสมอง ที่ไร้ซึ่งความประนีประนอม เป็นการต่อสู้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่เป็นความมั่งคั่งของอายะที่เห็นได้ชัดก็คือ เธอเรียนรู้ที่จะชื่นชมในสิ่งเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ เช่น  เธอชื่นชมเสียงลูกบาสในโรงยิม, ความเงียบของห้องเรียนหลังเวลาเลิกเรียน, หรือ แม้กระทั่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของพื้นไม้เก่าตรงระเบียง จากสมัยที่เธอเริ่มเป็นโรค เธอมักจะชอบพูดว่าขอโทษ แต่ในภายหลังเธอเรียนรู้ที่จะกล่าวคำขอบคุณมากขึ้น ดังนั้นหากผู้อ่านต้องการทราบว่าตนเองมั่งคั่งเพียงใด ก็ขอแนะนำให้ดูอายะจังเป็นตัวอย่าง และ เริ่มขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อยๆที่มีในแต่ละวัน

HUG magazine vol.07 June 2009

 

 

 

Cost VS. Worth

ราคา เทียบกับ คุณค่า

            ช่วงที่ผ่านมา หนังที่ดูแล้วชอบมากมีชื่อว่า ‘Confessions of a Shopaholic’ ไปดูมาถึง 2 รอบด้วยกัน เนื่องจากประทับใจในความเก่งของผู้แต่ง (Sophie Kinsella) ที่สามารถแทรกเรื่องการเงินเข้าไปในเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียนและตลกขบขันยิ่งนัก ในหนังมีการพูดถึงเรื่องการวัดมูลค่าของสิ่งของ ด้วยคำ 2 คำที่มีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือคำว่า ‘Cost’ กับ ‘Worth’ ซึ่งหลายๆท่านอาจคุ้นเคยดีกับคำว่า ‘Price’ กับ ‘Value’ โดยเฉพาะท่านที่เป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่า

            Cost คือ ตัวเงินที่เราต้องจ่ายออกไปเพื่อแลกมาซึ่งสินค้า ในขณะที่ Worth คือ คุณค่าของสินค้า หลักการง่ายๆแต่ทำได้ยากก็คือ เราควรซื้อสินค้าเมื่อราคาต่ำกว่าคุณค่าที่เราประเมินว่าจะได้รับ จุดยากก็คือ การที่จะสามารถประเมินคุณค่าให้ได้ใกล้เคียงกับคุณค่าที่แท้จริงของสินค้านั้นๆ นั่นเอง เพราะคุณค่าเป็นสิ่งที่วัดหรือจับต้องได้ยาก ต้องใช้การกะประมาณโดยอาศัยทั้งความรู้และประสบการณ์ วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับทั้ง การเลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน และ การลงทุนซื้อตราสารต่างๆ ด้วยครับ

HUG magazine vol.06 May 2009

 

 

Active VS. Passive

รายได้ของคนเรา สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ ก็คือ Active income กับ Passive income

1. Active income คือรายได้ที่เกิดจากการออกแรงทำงานด้วยตนเอง เช่น ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็จะมีรายได้เป็นเงินเดือน หรือ โบนัส แต่ถ้าเป็นอาชีพอิสระ หรือ Freelance ก็จะมีรายได้เป็นค่าจ้าง หรือ ค่าบริการ ตามแต่ประเภทของงาน จุดสำคัญคือตัวของเราเป็นแหล่งที่มาของรายได้ เราใช้เวลาของเราเองเพื่อทำงานแลกกับค่าตอบแทน ดังนั้นถ้าเราหยุดทำงาน รายได้ Active ก็จะหยุดตามไปด้วย

2. Passive income คือรายได้ที่เกิดจากการใช้เงินทำงานแทน ถึงแม้เราหยุดทำงานแล้ว แต่รายได้ยังไม่หยุด เช่น เอาเงินไปลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดีๆ  ถึงเวลาบริษัทจ่ายเงินปันผลให้เรา โดยไม่สนว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ อีกตัวอย่างคือ ให้คนเช่าคอนโด ก็ได้รับค่าเช่ารายเดือนโดยไม่ต้องทำงานเช่นกัน ถ้าวันใดที่รายได้ Passive เท่ากับค่าใช้จ่าย วันนั้นเราก็มีอิสรภาพทางการเงินนั่นเอง

แต่โดยส่วนใหญ่ Passive income ต้องใช้การลงทุนค่อนข้างสูงจึงต้องมีเงินก่อน ซึ่งตรงนี้ Active income มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ถ้าเราทำงานหาเงิน Active ได้มาก ก็จะมีเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่ทำให้เกิด Passive income ซึ่งจะนำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน

          สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากหนังสือตระกูล ‘Rich Dad’ ซึ่งเป็นผู้จุดประกายให้ concept นี้โด่งดัง

HUG magazine vol.05 April 2009