The Journey to Wealth

 

ตอนนี้ชีวิตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกระดับหนึ่ง

เดือนกันยายนนี้ดิชั้นจะไปเรียนต่อที่ลอนดอนแล้วค่ะ

เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและออกจะกระทันหันอยู่เหมือนกัน

เพราะตอนแรกตั้งใจจะไปต้นปีหน้า

ตอนนี้เหลือเวลาอีก 2 เดือนกว่าค่ะ

มีเรื่องต้องจัดการมากมาย

 

เริ่มจากการซื้อของต่างๆนาๆเพื่อเตรียมพร้อม

ง่ายๆหน่อยก็ ตัดแว่นเพิ่ม ซื้อยาสิวจากร้านหมอ

กระเป๋าเดินทาง เสื้อหนาว กล้องดิจิตอล

(เพราะถ้าใช้กล้องฟิล์มที่ใช้อยู่คงไม่มีปัญญาอัดรูปที่นั่นได้555)

External hard drive ไว้ back up งาน

ตัดผม ทำฟัน ถอนฟันคุดเพิ่มเติม ทำวีซ่า ตรวจร่างกาย

นัดทานข้าวกับเพื่อนๆ ญาติๆ

จองบ้านที่นู่น จ่ายค่าเทอม และอื่นๆ

 

น่าสนุกดีทีเดียวค่ะ

แต่ปัญหาอยู่ที่ไหนคะ แท่น แท๊น

อยู่ที่สภาวะการเงินของดิฉันเองค่ะ มันจะเป็นที่ไหนไปได้

เมื่อมานั่งนับเงินแล้วก็พบว่า ตอนนี้เงินเก็บก็พอมีบ้าง

แต่กลับน้อยลงไปกว่าช่วงสามเดือนที่แล้วอีก

เนื่องด้วยว่าพอเปลี่ยนชีวิตจากงานประจำมาเป็น freelance

แผนการเก็บเงินเดือนละ 8,500 ก็เกิดขึ้นแบบขยักขย่อน

ตามจังหวะการรับเงิน ที่ไม่ได้สม่ำเสมอเหมือนแต่ก่อน

แถมมีการซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ด้วยการดึงเงินเก็บออกมาใช้

น่าอับอายแทรกบทความหนีสิ้นดีค่ะ

ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนนี้

ดิชั้นจะไปนั่งขบคิดว่า

บริหารเงินอย่างไร ในยามที่เงินไม่มาก

แต่มีเรื่องที่จำเป็นต้องใช้พร้อมกันในเวลาอันสั้นค่ะ

ใครมี idea อย่างไรก็แนะนำกันมาได้นะคะ

แล้วจะมาเล่าความคืบหน้าให้ฟังในบทความหน้าค่ะ

 

Bejuk

22.06.10

The Journey to Wealth

 

บทความที่แล้วยังสวัสดีสงกรานต์กันอยู่เลยนะคะ

มาถึงบทความนี้ บ้านเมืองเรากำลังอยู่ในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

มีไฟโหมกระหน่ำ และต้องการน้ำดับร้อนไม่แพ้กันเลยค่ะ

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันทำให้ดิชั้นนึกถึง

อะไรที่กว้างไกลกว่าความมั่งคั่งส่วนตัวค่ะ

ตอนนี้ดิชั้นกำลังนึกถึงว่า คนตัวเล็กๆอย่างเรา

ทำอย่างไรถึงจะทำให้ประเทศเรา ฟื้นฟู พัฒนา และมั่งคั่งได้

โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายสงบลง

ผลกระทบต่างๆทางเศรษฐกิจก็ย่อมตามมาใช่ไหมคะ

 

ดิชั้นกำลังคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเหตุการณ์นี้

ทำให้เราต้องเอาเงินจะที่มาพัฒนาประเทศ สมมุติว่าจำนวน ห้าหมื่นล้าน

กลายเป็นมาซ่อมประเทศแทน ตอนนี้เราก็เหมือนติดลบ

และถ้าประเทศนี้เป็นบ้านเรา เราก็ต้องร่วมกันหาเงินเพิ่ม

เพื่อมาเป็นกองทุนในการพัฒนา ถ้าเราอยากเห็นประเทศเป็นบวก

และถ้าให้ยุติธรรม เราต้องหารค่ะ! หารรายคน

60 ล้าน หาร 50,000 ล้าน = 833 บาท

ใช่ค่ะ ช่วยกันหาเงิน เพิ่ม คนละ 833 บาทเท่านั้น!

ประเทศเราก็จะกลับสู่สภาพเดิมค่ะ!!

 

โิอเคค่ะ อย่าเพิ่งปิดหน้าจอกันไปนะคะ

มันไม่ได้หดหู่ขนาดนั้น

เพราะตามคำจำกัดความของ ความมั่งคั่ง ในความคิดดิชั้น

เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ควรให้ความสำคัญค่ะ

 

อ้างอิงถึงบทความที่แล้วนะคะ

จริงๆวิธีจัดการความมั่งคั่งของประเทศ อาจจะเป็นอะไรที่ง่ายมากก็เป็นได้

ที่ดิชั้นเคยเขียนไว้ว่า คนที่มั่งคั่ง สำหรับดิชั้น คือ

คนที่มีความสามารถในการให้กับคนอื่นได้มากกว่าปกติ

ดังนั้นสมการมันก็ง่ายๆค่ะ

ประเทศที่มั่งคั่งและประสบความสำเร็จ

คือประเทศที่เต็มไปด้วยการให้ มากกว่าปกติ !

 

ให้เงินถ้าคุณมี และคนอื่นต้องการ

ให้ความรู้ ถ้าคุณฉลาด และมีคนที่เข้าไม่ถึงรออยู่

ให้กำลังใจ ถ้าคุณแข็งแกร่ง และคนอื่นกำลังทุกข์ยาก

ให้อภัย ถ้าคนอื่นโกรธแค้น และทำเรื่องไร้สติ

ให้เวลาที่คุณจะเอาไปดูทีวี ไปทำอะไรที่มีประโยชน์

ให้พลังงานและความตั้งใจ ในการทำงานใดๆก็ตาม

เพื่อให้ผลลัพธ์ของมันคืนสู่ประเทศ

 

การให้อภัย 1 ครั้ง หรือการเสียสละ 1 หน

ดีไม่ดีอาจสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่า 833 บาทก็เป็นได้นะคะ

ทุกคนที่เป็นคนไทย มีสองมือ หนึ่งหัวใจ ที่เท่ากัน

และมีความรักให้ประเทศเหมือนกันทุกคน

ยิ่งให้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมั่งคั่ง

ประเทศก็ยิ่งร่ำรวย WIN-WIN เสียนี่กระไร

 

ดิชั้นเชื่อมั่นในตัวประเทศไทย

และคนไทย ว่าเป็นชนชาติและประเทศ

ที่แม้ไม่ได้เจริญและรวยที่สุด แต่ว่าวิเศษที่สุด

หลักฐานก็คือ ดิชั้นอยู่ที่นี่มาได้ 25 ปีอย่างมีความสุข

 

มุ่งหน้าสู่ “ไทยมั่งคั่ง” มาร่วมกันให้ทุกอย่างที่ให้ได้ กันเถอะค่ะ

 

รักประเทศไทย

และคนอ่านด้วยค่ะ

 

Bejuk

20.05.10

The Journey to Wealth

 

สวัสดีสงกรานต์ค่ะผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงนี้อากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆนะคะ

แถมมีวันหยุดยาวนานต่อกัน

แถมในวันหยุดเหล่านั้นก็มีวันที่ห้างร้านพากันปิดตัว

ผลหรือคะ? เดือนนี้ดิชั้นใช้เงินน้อยลงค่ะ 55

ถือเป็นหนึ่งในเรื่องดีในช่วงสถานการณ์แบบนี้

 

กลับมาสู่เรื่องการเดินทางความมั่งคั่งกันดีกว่าค่ะ

ช่วงนี้ดิชั้นคิดเยอะขึ้นนอกเหนือจากเรื่องการเก็บเงิน

คือใช้ชีวิตอย่างไรให้มั่งคั่งในแบบของตัวเอง

 

สำหรับดิชั้น การใช้สิ่งของหรือมีวิถีชีวิตที่ดีมีสุนทรีย์ก็เป็นส่วนหนึ่งค่ะ

แต่อีกสิ่งที่เป็นเหมือนธงที่สามารถบอกว่าบุคคลนั้นมั่งคั่ง

สำหรับดิชั้นคือ ความสามารถในการแบ่งให้คนอื่นค่ะ

ฟังดูนางสาวไทยนิดนึงนะคะ แต่เรื่องจริงค่ะ

 

เอาง่ายๆนะคะ เวลาได้เลี้ยงข้าวคนอื่น

เราจะรู้สึกว่ารวยอย่างบอกไม่ถูกค่ะ

หรือเวลาได้ซื้อของให้คนอื่น ตามเทศกาลต่างๆ

หรือ แม้กระทั่งได้ซื้อให้ตัวเองเป็นของขวัญ ด้วยเงินตัวเอง

ก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

ก็แปลกดีนะคะ

อาจจะไม่ต่างกับความรู้สึกของคุณหญิงที่ทำการกุศล

แล้วก็ยังดูรวยขึ้นได้เรื่อยๆ

 

จริงๆความมั่งคั่งสำหรับดิชั้นมันอาจจะสัมพันธ์กับ

ความสามารถในการสร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเองก็เป็นได้

ตอน 1-5 ขวบทุกคนซื้อให้ทุกอย่าง เงินคืออะไรไม่เคยถือ

ตอน 7 ขวบเริ่มเอาเงินที่พ่อให้ไปซื้อขนมกินเองได้

ตอน 15 เริ่มเก็บเงินหยอดกระปุกไปซื้อดินสอสีเอง

ตอน 19 เริ่มรับจ๊อบหาเงินมาซื้อมือถือที่อยากได้

ตอน 20 เริ่มทำงานหาเงินจ่ายค่าเทอมเอง มีเครดิทการ์ดและบัญชี

ตอน 22 เริ่มทำงานจริงจังหาเงินมาดูแลตัวเอง หมดยุคได้ค่าขนม

ตอน 23 เริ่มทำงานมากขึ้นเก็บเงินมากขึ้น และเริ่มเลี้ยงข้าวป๊ากับแม่

ตอน 24 เริ่มหาลู่ทางเพื่อความสำเร็จต่างๆ เริ่มให้แต๊ะเอียคนอื่นบ้าง

ตอน 25 เริ่มคิดว่าจะทำยังไงที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของเรา และตัวเอง

ให้อยู่ได้อย่างสุนทรีย์และมีระดับ 555

 

ตอนนี้ดิชั้นมีเป้าหมายอยู่นะคะ

เป้าหมายที่ว่าอีก 5 ปีจากนี้ ดิชั้นอายุ 30

ดิชั้นจะสามารถดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างดี

โดยเฉพาะป๊ากับแม่ ที่ดูแลดิชั้นอย่างดีมาตลอดนะคะ

เมื่อเค้าเคยให้ค่าขนมดิชั้น หาคนดูแล หาของอร่อยให้กิน

ในอีกครึ่งชีวิตที่เหลือ

ดิชั้นก็ตั้งใจว่าจะให้ค่าขนมเค้า คอยดูแลเค้า

และหาของอร่อยให้เค้ากินอย่างไม่น้อยหน้าเช่นกันค่ะ

 

ทุกคนเมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องเดินไปปักธงใช่ไหมคะ

แต่ละคนคงมีจุดที่เป็นหลักที่ต่างกัน

แต่สำหรับดิชั้นขอปักธงกับที่บ้านแล้วกันค่ะ ใกล้ตัวดี 555

ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ดิชั้นจะมุ่งหน้าเดินไป และอยากเล่าให้ฟัง

ไม่ยากไม่ง่ายแต่ก็จะเดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงค่ะ

 

สุขสันต์วันครอบครัวด้วยค่ะ!

=)

 

 

Bejuk

16.04.10

The Journey to Wealth

ตอนนี้ดิชั้นกำลังทำเรื่องปิดกิจการบริษัทน้อยๆของดิชั้น

ที่ได้ดำเนินการมาร่วม 3 ปีครึ่งค่ะ

 

เรื่องของบริษัทนี้จะเล่าให้ให้ฟังในตอนต่อๆไปนะคะ

แต่ตอนนี้จะขอพูดถึงเรื่องความรู้สึก

ของเจ้าของกิจการที่กำลังจะปิดตัวลงก่อน

ว่า....

 

เป็นความรู้สึกที่ดีเสียนี่กระไรค่ะ!!

 

ไม่ใช่ดิชั้นซาดิสท์ ชอบทำบริษัทเจ๊งเพื่อความบันเทิงนะคะ

แต่มีคนเคยพูดถึงคำๆหนึ่งให้ดิชั้นฟังว่า

เปิดบริษัทไม่ยากหรอก แต่ปิดเนี่ย... หึ

เสียงหัวเราะทิ้งท้ายที่ชวนให้สยองขวัญอยู่ค่ะ

 

และแล้ววันนี้ หลังจากผ่านมาแล้วประมาณครึ่งปี (นับจากวันที่ลงมติเลิกกิจการ)

ดิชั้นก็ค้นพบแล้วค่ะว่า อี หึ เนี่ย มันหมายความว่าอะไร

ถ้าถามว่ายากไหม ในแง่ระบบระเบียบต่างๆ

ดิชั้นบอกได้เลยว่าไม่ยากค่ะ ถ้า! ถ้านะคะถ้า

ถ้าเราทำธุรกิจแบบโปร่งใสบัญชีถูกต้อง ยื่นเป็นยื่น จ่ายเป็นจ่าย

ไม่มีแจ้งค่าใช้จ่ายเกินจริง ไม่มีเอารายรับไปซ่อน ไม่มีเช็คเด้ง หรือกู้เงินมาแล้วชิ่ง

ก็แค่เคลียร์หนี้อะไรไปให้หมด ขายของ(ทรัพย์สิน)ให้สิ้น

เบสิคก็แค่นั้นค่ะ ทำเรื่องปิดได้เลย

 

ซึ่งดิชั้นเองก็ถือว่าเป็นมนุษย์ที่โชคดี

ที่มีหุ้นส่วนและเพื่อนร่วมงานที่ถือคติว่า

จะทำอะไรต่างๆให้มันถูกต้องกันตั้งแต่แรก

ในด้านบัญชีเลยไม่วุ่นวายมากค่ะ ค่อยๆเคลียร์งานค้างให้ลูกค้า เก็บเงิน จ่ายหนี้

เงินไม่พอก็ระดมกันมาช่วยกันจ่าย จบกันไป

 

แล้ว หึหึหึ ที่แสนโหดร้าย ที่ดิชั้นว่า

มันอยู่ที่ไหน?

 

นี่เลยค่ะ

แถวนี้

อยู่ในใจดิชั้นนี่เอง

 

ในช่วงเวลาที่สภาพจิตใจเราเปราะบางจากเหตุที่ไม่คาดคิด

ลองนึกถึงโฆษณาเซียงเพียวอิ๊วที่คุณพ่อพูดออกมาว่า “หมดกัน สร้างมากับมือ”

นั่นหละค่ะ ความเจ็บปวดประมาณนั้น 555

แล้วเมื่อจู่ๆแหล่งรายได้หลักของเราหายไป

และเมื่อเรารู้ว่า เราเป็นหนี้โรงพิมพ์อยู่ เป็นหนี้เงินชดเชยพนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และหนี้โน่น หนี้นี่

และเมื่อเราไม่มีเงินจ้างคนมาจัดการงานที่ค้างอยู่ได้

และเมื่อเราต้องจัดการทุกอย่างด้วยมือตัวเอง และเอารายได้เข้าบริษัท

และในขณะที่เราก็ยังต้องใช้ชีวิต หาหมอสิว เติมน้ำมัน ซ่อมคอมที่พัง จ่ายค่าโทรศัพท์

และมีเงินอยู่ตรงหน้าที่เราแตะไม่ได้ และต้องทำงานเพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อหาเงินมาใช้ส่วนตัว

และในขณะที่สภาพแวดล้อมที่เราคุ้นเคยเปลี่ยนไป

ห้องทำงานของเรากลายเป็นของคนอื่น ป้ายออฟฟิศที่เคยติดอยู่ก็โดนปลดออก

ของที่รักก็ถูกขายออกไปในราคายิ่งกว่ามิดไนท์เซลล์ที่ใดๆ

เพื่อนร่วมงานที่เคยเจอหน้ากันทุกวันก็กระจัดกระจายไป

และเราก็ต้องทำงานกับฝ่ายบัญชีเพื่อทวงหนี้ และขอผลัดผ่อนหนี้

อย่างสนุกสนานเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี แต่บางกรณีก็ไม่สนุก

 

ถือเป็น 6 เดือนที่ทรมานจิตใจน้อยๆของดิชั้นพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ

ก็ไม่ถึงกับร้องไห้ฮือๆนะคะ แต่เป็นความรู้สึกติดค้างอะไรตลอดเวลา

บางครั้งดิชั้นถึงขั้นอยากชิ่งหนีไปเมืองนอกแล้วปล่อยมันไว้แบบนี้ไปเลย

แต่ทุกวันดิชั้นก็บอกกับตัวเองว่า ทำต่อไป อย่าหยุด

เพราะดิชั้นและเพื่อนเริ่มบริษัทนี้กันมาด้วยความตั้งใจที่ดี

ก็จะขอปิดมันลงในความตั้งใจเดียวกัน

โดยที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ซัพพลายเออร์ พนักงาน หรือหุ้นส่วนเอง

จะต้องได้รับในสิ่งที่สมควรได้ กันอย่างถูกต้องครบถ้วน

 

และแล้วค่ะ วันนี้ก็มาถึง

(แม้จะมาช้าก็ยังดีกว่าไม่มาค่ะ! 55)

ดิชั้นเพิ่งจ่ายเช็คให้เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดไปได้

รวมถึงก็ได้จ่ายเงินที่ติดค้างไว้มาจนหมดเกือบครบสมบูรณ์

Balance ในบัญชีธนาคารก็หดหายคืนสู่สามัญมากๆ

แต่เป็นการคืนสู่สามัญที่สร้างความภูมิใจ

และสบายใจขั้นสูงสุดเลยค่ะ

 

เป็นอีกวันหนึ่งที่ดิชั้นได้ตระหนักว่า ความสุขในชีวิต

ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขน้องเงินที่ยาวเหยียด

แต่มันอยู่ที่ใจของเรานี่เอง

 

และถึงแม้สิ่งหนึ่งที่สำคัญจะจบลง

แต่ดิชั้นเชื่อลูกชายในโฆษณาเซียงเพียวอิ๊วค่ะ

ที่ได้กล่าวไว้ว่า

...สร้างใหม่ก็ด้ะ!

 

ขอให้ทุกคนสู้ๆ กับปัญหาอะไรก็ตามตรงหน้านะคะ

ทำในสิ่งที่คุณเชื่อ

ล้มได้ ร้องได้ โวยวายได้ แต่อย่าหยุด

แล้วสุดท้ายเมื่อมันจบลง

มันจะคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อทีเดียวค่ะ

=)

 

Bejuk

11.03.10

The Journey to Wealth

ไม่ชอบอะไรกันยะ เห็นหมกมุ่นขนาดนี้

คุณผู้อ่านอาจจะถามในใจ

คือวันนี้ดิชั้นได้ตระหนักความประหลาดของตัวเองเรื่องหนึ่ง คือ

มันแปลกมาก ที่ดิชั้นอยากมั่งคั่ง มีเงินใช้พอเพียง มีตัวเลขใน bank ที่พุ่งปรี๊ด

แต่ แต่

ดิชั้นไม่ชอบคุยเรื่องเงินค่ะ!

 

เหตุที่ค้นพบเกิดจากเมื่อสักครู่ ที่ดิชั้นส่งราคางานออกแบบไปให้ลูกค้า

แล้วลูกค้าโทรมาคอมเมนต์ว่า มันแพงไปนะ

ชั่วขณะนั้นเอง ดิชั้นรู้สึกถึงกระแสภายในที่มันเปรี๊ยะๆๆ เป็นอาการต่อต้านอย่างสุดใจ

ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า อะไรกันเนี่ย ถูกขนาดนี้แล้ว จะเอายังไง จะให้ทำฟรีเลยมั้ย

ทำฟรีเลยก็ได้! ถ้างานชั้นมีค่าขนาดนั้นก็เอาสิ เดี๋ยวทำให้ฟรีฟรีเลยยยยยยย

ไม่งั้นก็เอาไปทำเอง จัดเลย์เอาท์ใน Microsoft word ไปเลยสิยะ ว๊ากกกก

 

แต่ดีที่สงบปากไว้ แล้วบอกว่าค่ะค่ะ จะดูให้ใหม่นะคะ

ทำให้ดิชั้นยังมีงานมีรายได้อยู่ในมือ 555

 

ในความคิดสุดท้ายหลังจากคุยกับลูกค้าเสร็จคือ

ดิชั้นไม่ชอบเรื่องเงินๆทองๆเลย

อยากทำงานออกแบบอย่างเดียว

ไม่อยากคิดราคาแล้ว ไม่อยากทวงเงิน ลาขาดกันที เหนื่อยใจ

ขอมี AE เป็นของตัวเองได้ไหมไหมไหม

(AE = Account Executive คือผู้ดูแลลูกค้า คุยและรับหน้าแทน designer)

 

มันเป็นความรู้สึกแย่ๆ

เวลาเดียวกับที่ดิชั้นเจอคนเหนียวหนี้ไม่จ่ายแล้วต้องโทรตาม

หรือคนที่หาว่างานดิชั้นแพงงานคนนี้ถูก (ก็ไปจ้างมันเซ่! << ควบคุมอารมณ์ด้วยค่ะคุณเบลล์)

หรือคนที่บอกว่าอยากได้งานออกแบบหรูหราอลังการแต่ผมมีเงินให้แค่นิ๊

หรือตอนที่มีคนจะให้ยืมเงิน ดิชั้นก็จะรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ว่า ชั้นหาเองได้ย่ะ อย่ายุ่ง

 

มันเหมือนว่าดิชั้นเอาตัวเองไปปนเปกับตัวเงินจนมั่วไปหมด

เป็นคำแปลประหลาดๆเหล่านี้

ให้เงินเยอะ = ให้เครดิทดิชั้นเยอะ ว่างานดิชั้นดีเลิศประเสริฐศรี

จ่ายเงินช้า = ดูถูกดิชั้น เห็นว่าดิชั้นโง่ใช่มิ!

ต่อราคา = งานดิชั้นไม่มีค่าพอจะได้รับเงินเท่านี้หรอก ฮ่าๆๆ

 

ดูดูไปก็ เอ๊ะ บ้าไปแล้ว!

จะส่วนตัวไปไหน

 

เพราะจริงๆมันอาจจะเป็นแบบนี้

ให้เงินเยอะ = องค์กรงบเหลือ ก็เอาจ่ายๆให้คนนี้ไปแหละ งานเป็นไงไม่รู้ไม่สน

จ่ายเงินช้า = อยากจ่ายมากแต่หมุนเงินไม่ทัน ลูกไม่สบาย โดนโกง และอื่นๆ

ต่อราคา = งานดีนะ แต่ด้วยความที่เป็นคนจีนเลยขอนิดนึง ต่อเล่นเล่น

ก็น่าคิดใช่ไหมคะ แบบว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับดิชั้นเลย 55555

 

และถ้าดิชั้นริจะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง

เรื่องแบบนี้ก็เป็นอะไรที่ต้องเคยชินกับมันได้แล้ว

แบบเจ้าของกิจการที่มีเงินไหลเข้าออกตลอดเวลา

เค้าเหล่านั้นก็ทำเรื่องนี้ทุกวัน ทุกเวลา

กู้เงิน ยืมเงิน จ่ายเงิน ต่อราคา โดนโกง โดนต่อราคา เช็คเด้ง เสนอราคา

โดนด่า รับเงิน รับส่วย จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ทวงหนี้ ลดหนี้ โดนขู่กรรโชก โดนสรรพากรไล่บี้

และอื่นๆเป็นจำนวนมากมายหลายพันล้าน

โดยไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนี้เลย

 

ก็เลยคิดได้ว่า

ถ้าดิชั้นมัวแต่เอาความรู้สึกส่วนตัวหรือคุณค่าของตัวเอง (และงานตัวเอง)

ไปผูกกับตัวเลขล่ะก็ ดิชั้นคงขยับขาไปไหนไม่ได้

โดนต่อหน่อยก็ไม่เอาแล้ว ไม่ทำ โดนโกงหน่อยก็เข็ด เลิก

อย่างนี้จะไปมั่งคั่งยังไงได้คะ!

 

ดิชั้นเลยสร้างความตั้งใจใหม่ไว้ว่า

จะมองเงินเป็นเลข ไม่ใช่ตัวตนหรือส่วนหนึ่งของดิชั้น

เหมือนเกมที่ว่าเราอิ่มที่ตรงไหน พอดีที่ตรงไหน จะเอาเลขอะไรล่ะ

ถ้าลูกค้าต่อราคามา ดิชั้นก็ลดเลขลง อ่ะพอใจไหม? ไม่พอก็ผ่านไป

ทวงหนี้ ถ้าไม่ได้ ก็ทวงอีก เรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ 555

ถ้ายังไม่ได้อีก ก็เตือนคนรอบข้างให้ระวังคนนี้ไว้แล้วก็จบกันไป

คราวหน้าดิชั้นก็จะได้มีบทเรียนในการทำสัญญาต่างๆให้แน่นหนา

 

สรุปว่า ถ้ารักน้องเงิน ก็ต้องดูแลเค้าให้ดี

ในการดูแลกัน บางทีก็มีเรื่องให้ปวดหัวบ้าง เหมือนดูแลลูกหรือแฟน เป็นเรื่องที่พ่วงกันมา

เค้าทำให้เรามีความสุข ซื้อของได้ดั่งใจ กินข้าวได้อิ่มหนำ

เราจะจัดการเรื่องโน้นนี้ของเค้าซะหน่อยคงไม่เหนือบ่ากว่าแรง

 

และถึงเค้าจะวุ่นวาย เราก็ควรพูดถึงเค้าด้วยความรักใช่ไหมคะ 555

จากนี้ไปดิชั้นก็จะพูดถึงเรื่องเงินอย่างสนุกสนานและมีสติค่ะ

รักนะ น้องเงิน!

=)

 

Bejuk

24.02.10

The Journey to Wealth

สวัสดีค่ะ ห่างหายจาก The Journey to Wealth ไปเสียนาน

ซึ่งก็สัมพันธ์กับ ...

วิถีความมั่งคั่งของดิชั้นที่กำลังออกนอกลู่นอกทางค่ะ

ยังไงคะ ยังไง!

เพราะบทความก่อนหน้านี้ยังประกาศกร้าวว่าเก็บเงินใกล้สำเร็จทะลุเป้า

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

 

อยู่มาวันหนึ่ง ดิชั้นก็เกิดทำ ATM บัญชีคู่ใจหาย

ด้วยความเรื่อยเปื่อย จึงแค่อายัดไว้ แล้วก็ไม่ไปทำใหม่เสียที

แต่เรื่องมันก็เริ่มจากตรงนั้นน่ะค่ะ

 

อยู่มาวันสอง ด้วยความที่ อุ๊ย เงินหมด ATM ก็ไม่มี ร้านนี้ก็ไม่รับเครดิทการ์ด

เลยคุ้ยๆกระเป๋าตังดูก็พบ ATM ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่า!

(เหมือนที่เคยเล่าคือ ดิชั้นจะมีบัญชีที่ไว้ใช้ กับบัญชีที่ไว้เก็บ แยกกันค่ะ)

ซึ่งดิชั้นก็ไม่รู้มันมาได้ไงนะคะ เพราะปกติจะแอบเอาไว้

ก็เลย อ่ะ นิดนึงละกัน ขอยืมเงินตัวเองก่อน ค่อยคืน กดมา ห้าพันบาทถ้วน

 

อยู่มาอีกวันหนึ่ง ก็มีคุณพี่คนนึงฝากโอนเงินมูลค่าหนึ่งหมื่นห้าพันบาท

โดยที่เค้าเอาเงินสดมาให้ และให้เราโอนไปยังบัญชีหนึ่ง

ด้วยความขี้เกียจ (อีก) ดิชั้นก็เอาเงินสดเก็บไว้กับตัว

และเอา ATM เงินเก็บอันทรงคุณค่า กดโอนไปให้เค้า

 

และเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ก็ได้เกิดขึ้อีกประมาณสี่ห้าครั้ง

ค่าส่งเอกสารเรียนต่อ ค่าหมอสิว ค่าเครดิทการ์ดเดือนที่แล้ว ฯลฯ

โดยดิชั้นได้อ้างกับตัวเองว่า มันจำเป็น และเดี๋ยวค่อยเอาเงินอีกบัญชีมาคืนก็ได้

จนรู้ตัวอีกที ในเวลาอันรวดเร็ว

น้องเงินเก็บอันทรงคุณค่าของดิชั้นก็ถูกเบิกหายไปแบบงงๆค่ะว่าไปไหน!?

พอสลิปอันล่าสุดออกมา ตัวเลขมันลดฮวบอย่างน่ากลัวจนทำให้ดิชั้นได้สติค่ะ

 

เมื่อรู้ตัวดังนั้น ดิชั้นเลยรีบแจ้นไปทำ ATM ใหม่ (ของบัญชีปกติ)

และกดดูเพื่อจะเอาเงินไปคืนแก่บัญชีน้องเงินเก็บ

แต่สิ่งที่พบก็คือว่า ... เงินมันไม่พอค่ะ 555555555

ไม่พอเยอะด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ไม่พอธรรมดา

 

และนั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นค่ะ

ใครอยากไว้อาลัยให้เหตุการณ์นี้ ร่วมไว้ได้เลยนะคะ

 

สรุปคือสภาพเงินเก็บตอนนี้ของดิชั้นก็เริ่มผิดแผนไปแล้ว

ทำให้ดิชั้นได้ตระหนักว่า

สิ่งที่ ไม่ค๊วร ไม่ควร ไม่ควร และ ไม่ควรทำเลย

คือการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่าค่ะ

เพราะถ้าเรากล้าเบิกเอาเค้าออกมาครั้งแรกแล้ว

มันจะต้องมีครั้งที่ สอง สาม สี่ ห้า อย่างแน่นอน

 

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของดิชั้นสำหรับเรื่องนี้คือ

1. เอาATMบัญชีน้องเงินเก็บไปเก็บไกลๆ

2. จดโน้ตไว้ว่าเราต้องเอาเงินใส่คืนไปเท่าไหร่

3. ทวงหนี้จากลูกค้าเก่าๆโดยขอให้เค้าโอนเงินเข้าบัญชีน้องเงินเก็บแทน

ถ้ามีความคืบหน้าในการกลับเข้าเส้นทางสู่ความมั่งคั่งจะเป็นอย่างไร

แล้วจะเอามาเล่าให้ฟังกันนะคะ

 

 

นอกจากนี้ยังขอยินดีกับการเปิดตัว คู่มือบริหารเงิน สีปี๊ด

เป็นลูกสุดที่รักของคุณนนท์ที่เขียนออกมาได้อย่างสนุกและน่าอ่านเหมือนเช่นเคย

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ดิชั้นรู้ว่าผู้อ่านอยากเห็นหน้าคนเขียนเหมือนกัน

เลยทำการ snap ภาพคนเขียนคู่กับหนังสือ มาฝากกัน

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ได้แค่นี้ค่ะไม่งั้นอาจโดนพักงานได้ 555

คือผู้เขียนแก(ต้องการ) low profile ค่อนข้างมากนะคะ

แต่บอกได้คำเดียวว่า เป็นตัวละครเอกสองตัวรวมกันแล้วหาร2ค่ะ

หน้าตาบุคลิกคล้ายอันดา แต่ใสปิ๊งเหมือนเอิร์นค่ะ!

=D

 

Bejuk

06.02.10

The Journey to Wealth

...

ใช่ค่ะ การซื้อไม่ใช่การแก้ปัญหา

แต่แม้จะรู้อย่างนั้นนะคะ ดิชั้นก็ยังมีโรคประหลาดอยู่โรคหนึ่งค่ะ

คือเวลาเครียด หรือมีเรื่องกังวล ดิชั้นมักจะมีเรื่องให้เสียเงินแบบแปลกๆ

ซึ่งบางทีไม่ใช่การเสียเงินเพื่อซื้อของจำเป็นใดๆ

แต่เป็น การเสียเงินเพื่อซื้อความรู้สึกสบายใจค่ะ

 

จริงๆอาการนี้ก็ค่อนข้างเป็นสากลอยู่นะคะ

อย่างในหนัง และหนังสือสุดฮิตเรื่อง Shopaholic

ก็ยังพูดถึงนางเอก ที่เป็นโรคเสพย์ติดการช้อบปิ้ง

เพราะว่าเมื่อได้ซื้อของแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตดีมีความสดใสขึ้นมา

http://z.about.com/d/bestsellers/1/0/X/8/-/-/confessions_of_shopaholic.jpg

เป็นหนังน่ารักดูสนุกเรื่องหนึ่งเลยค่ะ

 

ถึงแม้ว่าดิชั้นเองจะไม่ได้เป็นขั้นหนักแบบนางเอกเธอ

แต่มันก็มีกรณีชวนคิดอยู่ดีค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

 

เวลาเครียด หรือเหนื่อยกับงาน ดิชั้นจะยิ่งรู้สึกอยากทานของดีๆเพื่อบำรุงร่างกาย

พออยากทานของดีๆ ก็ต้องหาเรื่องออกไปข้างนอก หาร้านถูกใจ

เมื่อถึงร้านแล้วก็จะรู้สึกว่า ไหนๆก็ถ่อมาถึงนี่แล้ว

ก็ต้องสั่งของที่ดีที่สุด หรืออยากที่สุด

ซึ่งก็ไม่พ้นปูนิ่ม ปลาดิบ กุ้งแม่น้ำ เนื้อย่างสันใน อะไรก็ว่าไป

ตามด้วยของหวานโน่นนิดนี่หน่อย

พอจบพิธีเช็คบิลก็ค่อยเริ่มตระหนักได้ว่า เอ๊ะ เราทำ(ทาน)อะไรลงไป!! 555

 

ซึ่งในบางครั้งบางคราวก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ

แต่ถ้าเกิดวาระแบบนี้บ่อยๆ

ก็ทำให้หน้ามืดหน้ามึนได้เหมือนกัน

 

อีกอาการนอกจากสั่งอาหารอย่างไร้สติแล้ว

ก็จะมีอาการซื้อหนังสืออย่างไร้สติด้วยค่ะ

 

ด้วยนิสัยรักการอ่านหนังสือทุกประเภท

ดิชั้นก็เป็นหนึ่งในมนุษย์ที่จัดได้ว่ามีความถี่ในการซื้อหนังสือค่อนข้างสูง

ซึ่งมันก็มีประโยชน์ค่ะ ใช่

แต่ในกรณีที่ไม่รู้จะซื้อมาทำไม ก็มีเหมือนกัน เช่น

 

เวลาเครียดเรื่องบริษัทขาดทุน ก็หาซื้อหนังสือการบริหารของ Harvard มาอ่าน

แต่ขอสารภาพว่าป่านนี้ยังคั่นไว้ในบทที่ 1 และก็ไม่ได้ทำให้บริษัทเกิดกำไรขึ้นแต่อย่างใด

 

เวลารู้สึกว่าตัวเองไม่อัพเดท เสื้อผ้าหน้าผมดูไม่ได้ ก็จะหาซื้อ Magazineแฟชั่นมาอ่าน

ก็อ่านครั้งเดียววางนะคะ ไม่สามารถส่งผลกับความโทรมของดิชั้นในช่วงนั้นๆได้ 555

 

หรือในยามที่เบื่องาน ก็จะหาซื้อหนังสือท่องเที่ยวที่นู่นที่นี่ อ่านจบบ้างไม่จบบ้าง

แต่เวลาที่หยิบออกมาจากแผงมันก็ทำให้รู้สึกดีเป็นนัยๆว่า ไม่ได้ไปก็ได้อ่านหละวะ

 

แม้กระทั่งเวลารู้สึกอ้วน สิวขึ้น ก็จะหาหนังสือบำรุงความงามต่างๆนาๆมาอ่าน

ทั้งๆที่บน Internet ก็มีข้อมูลเหล่านี้ให้เลือกอ่านมากจนเกินพอเลยทีเดียว

(แนะนำ www.jeban.com เว็บไซต์ความงามที่มีทุกอย่างที่คุณต้องการค่ะ)

 

เอาเป็นว่าทุกปัญหา ดิชั้นสามารถบรรเทาได้ด้วยการซื้อหนังสือค่ะ 555

 

จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้ว ดิชั้นได้มาเจอบทความในเว็บไซต์ minimalist

(เว็บไซต์ที่ว่าด้วยเรื่องการใช้ชีวิตminimalแบบง่ายๆ

หรือจะใช้คำว่าชีวิตพอเพียงก็น่าจะเข้าข่ายนะคะ)

 

Buying is not the solution

http://mnmlist.com/buying-is-not-the-solution/

 

ก็เลยได้มีการตระหนักเพิ่มเติมว่า

อาการที่ดิชั้นเป็นเนี่ย มันเป็นเหมือนภาพลวงตา

ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เวลาที่คนเราได้ซื้ออะไรใหม่ๆเข้ามาตอบปัญหาในชีวิตแล้ว

ดิชั้นก็จะนึกเออออเอาเองว่า โอ้ ใช่แล้ว สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่นำแสงสว่างมาสู้ชีวิตชั้น!!

 

ได้ทานของดีแล้ว > หัวสมองจะแล่น ร่างกายจะทำงานได้ดียอดเยี่ยมยิ่งใหญ่

ได้ซื้อหนังสือมาแล้ว > ทุกคำตอบของปัญหาจะพรั่งพรูออกมา

ได้ซื้อครีมพอกหน้ามาใหม่ > หน้าดิชั้นจะสวยโดดเด้งยิ่งกว่าใคร

ได้ซื้อโน้ตบุคใหม่มา > งานออกแบบของดิชั้นจะมีการพัฒนายิ่งขึ้นมากด้วยศักยภาพของมัน

และอีกร้อยแปดพันเก้า

 

ถามว่าเหล่านี้เป็นความจริงบ้างไหม?

ตอบได้เลยว่า 90% มันไม่จริงค่ะ!!

 

เพราะทุกๆอย่างที่คลี่คลายไปได้ มันไม่ได้เกิดจากการที่ดิชั้นมีวัตถุมาไว้ในครอบครอง

แต่ว่าเกิดจากความมั่นใจ อุ่นใจ และสบายใจที่มากขึ้น จากการได้ซื้อมาต่างหาก

สรุปแล้วถ้าจิตใจของดิชั้นแข็งแรงดีและมีสติ

การซื้อของเหล่านี้มาให้รกบ้านก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ

 

จากนี้ไปดิชั้นเลยมีคาถาใหม่ไว้เรียกสติตัวเองนะคะ

ก่อนที่จะซื้ออะไรจุ๊กๆจิ๊กๆต่างๆนาอะไรก็ตาม จะสูดหายใจ 2 ที

แล้วถามตัวเองว่า

1. ที่จะซื้อเนี่ย ที่บ้านยังมีอยู่แล้วรึเปล่ายะ?

2. แล้วมัน จำเป็น ต้องซื้อ ตอนนี้ ไหม?

 

ลองทำมาแล้ว 2 วัน เวิร์คค่ะ!

เพราะมันสามารถหยุดยั้งดิชั้นจากการซื้อแป้งตลับใหม่ (ทั้งที่ของเก่ายังเหลือ)

และการสั่งอาหารเว่อร์เกินความจำเป็นได้ (กลับไปทานที่บ้านกับมาม๊าแทน)

 

เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมองของบุคคลค่ะ เพราะดิชั้นก็เชื่อว่า

หากการซื้อนั้นมันสามารถทำให้คุณมีความสุขและสบายใจได้

แม้มันจะดูไร้สาระ แต่มันก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้นะคะ ไม่ใช่ความผิด

ก็แค่ต้องรับผลของมัน คือการที่น้องเงินหลุดลอยออกจากกระเป๋า

แทนที่จะถูกเก็บไว้ทำอะไรอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าเท่านั้นเอง

 

ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน

ซื้อของอย่างมีความสุขและมีสติค่ะ

=)

 

Bejuk

17.11.09

 

The Journey to Wealth

ค่ะ และแล้วก็ครบ 2 อาทิตย์อย่างรวดเร็วนะคะ

เป็น 2 อาทิตย์ที่ดิชั้นได้พิจารณาเรื่องของอาชีพการงานของตัวเองอย่างจริงจัง

ว่างานแบบใดจะสามารถ ตอบโจทย์ การเงิน + คุณค่าทางจิตใจ + เวลา ได้อย่างสมดุล

งานประจำที่ใหญ่ๆ งานประจำที่เล็กๆ งานฟรีแลนซ์ งานขายตรง หรือ การเป็นเจ้าของกิจการ

 

คำตอบที่ดิชั้นสรตะได้นะคะ คือว่า

แท่นแท๊น

มันถูกทุกข้อเลยค่ะ

อย่าหาว่ามั่วนะคะ 555

คำตอบนี้มีที่มาที่ไปค่ะ

 

ถ้าเทียบกันระหว่างรูปแบบการทำงานประเภทต่างๆ

ก็เหมือนตัวละครในเกมการ์ด หรือเกมคอมพิวเตอร์นะคะ

แต่ละตัวละครจะมีแต้ม Level พลังงานแต่ละส่วนที่ต่างกันไป

ยกตัวอย่างในสายงานดิชั้น ก็เช่น

 

Creative Director สาว ในเอเจนซี่ขนาดใหญ่

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   90           ได้เงินเดือนดี ตรงเวลา สม่ำเสมอ มีโบนัสและสวัสดิการ

จิดใจ       50         ได้ทำงานที่ดีบ้าง น่าเบื่อบ้าง มีอะไรมาก็ต้องทำ

เวลา      30           เพราะทำงานโต้รุ่งตลอด ไร้ซึ่งวันหยุด

 

Graphic Designer ใน studio เล็กๆที่ผลิตงานคุณภาพ

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   50           ได้เงินเดือนน้อย ไม่มีสวัสดิการ อาจได้ไม่ตรงเวลาในบางเดือน

จิดใจ       80         ได้ทำงานที่ดีๆ มีเพื่อนร่วมงานสนุกสนานและพัฒนางานร่วมกัน

เวลา      60           งานเยอะอยู่ดึก งานน้อยกลับเร็วได้ มีเวลาพักผ่อนพอประมาณ

 

Freelance Graphic Designer รับงานดะ เลี้ยงดูตัวเอง

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   60           เวลางานเข้าก็เงินดี เวลาไม่ทำงานเงินก็หายหด

จิดใจ       50         เลือกทำสิ่งที่ถนัดได้เต็มที่ แต่อำนาจต่อรองน้อย แถมต้องดูแลทุกอย่างเอง

เวลา      70           จะทำเมื่อไหร่ก็ทำ อยากหยุดไปเที่ยวก็ไป มี freedom ด้านเวลาสูงสุด

 

เป็นการยกตัวอย่างนะคะ

 

เมื่อลอง List ออกมาดูก็พบว่า

ก็มีดีมีด้อยต่างกันไปในแต่ละตัวละคร

แต่คะแนนรวมๆแล้วไม่ต่างกันนักหรอกค่ะ สู้กันได้สูสีทีเดียว

เพราะฉะนั้นดิชั้นก็เลยคิดได้ว่า

การเลือกงานไหน นั้นไม่ใช่ประเด็นซักเท่าไหร่ค่ะ

ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกได้ทุกข้ออยู่แล้ว =)

ประเด็นคือการจัดการกับค่าพลังงานเหล่านี้หลังจากเลือกตัวละคร(งาน)นั้นๆแล้วมากกว่า

 

ดิชั้นคิดว่าจุดสำคัญของการบริหารจัดการชีวิตและการเงินให้สมดุล

คือความสามารถในการเติมจุดที่อ่อน หรือข้อที Level ต่ำ ให้มีค่าพลังงานสูงขึ้นได้

 

เช่น ณ. ปัจจุบัน ดิชั้นรับทำฟรีแลนซ์อยู่ จุดอ่อนของตัวละครนี้ก็คือการเงินไม่มั่นคง

ก็ต้องหาทางให้เกิดรายได้ระยะยาว เช่น พยายามให้ลูกค้าเซ็นสัญญายาวๆ

รับจ้างเป็นรายเดือน / ปี หรือ ติดต่อสานสัมพันธ์กับผู้คนหลายๆแบบเอาไว้

รวมทั้งวางแผนการทำงาน และรับงานให้ถูกจังหวะ เพื่อสร้าง Credit ที่ดีให้กับตัวเอง

ดิชั้นก็ใช้พลังงาน และความคิดกับส่วนนี้เยอะหน่อย

มากกว่าสมัยทำงานบริษัท ที่แทบจะลอยตัว ใช้สมองคิดงานออกแบบอย่างเดียว

เพราะมี AE เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการเงิน การจัดการตารางงานต่างๆนาๆให้

 

ในทางกลับกัน ถ้าเลือกตัวละครอื่น

ก็มีจุดอื่นที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษเหมือนกันค่ะ

 

ดิชั้นค้นพบสรตะข้อนี้ได้เพราะว่าระหว่างอาทิตย์

นอกเหนือจากสิ่งเดิมๆที่ดิชั้นเคยมอง

ดิชั้นได้เห็นอะไรในอีกแง่มุมหนึ่งด้วยค่ะ

 

นึกดีๆ

ชีวิตดิชั้นก็ไม่ได้มีแต่เพื่อนที่ทำงานประจำแล้วทนทุกข์หรอกนะคะ

ก็มีคนที่ทำงานประจำ ที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย จัดสรรเวลาได้ และมีความสุขกับงานด้วย

มีจริงๆนะคะ!

ถ้ายกตัวอย่างคนใกล้ตัวก็มี คุณวิน ที่เขียนกลยุทธ์ความมั่งคั่งของเรานี่เองหละค่ะ 5555

(ข้อนี้คุณนนท์เล่าให้ฟังนะคะ)

 

แล้วก็คนที่ทำฟรีแลนซ์ ก็ไม่ได้มีแต่คนที่ประสบปัญหาทางการเงิน หรือโดนเอาเปรียบ

ก็ยังมีคนประเภทที่ รู้จักคนเยอะ มีคนให้งานตลอดเวลา และรักษาสิทธิของตัวเองได้ดี

นี่ก็มีอยู่จริง!

เป็นเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันที่ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์มือทองไปแล้วค่ะ

 

คนที่ทำอะไรด้วยอุดมการณ์ที่ดี ไม่ตามกระแส ก็ไม่จำเป็นต้องจน เศร้า มอซอ เสมอไป

เพราะว่าก็มีคนที่สามารถนำ Credit ที่ดีนั้นไปเพิ่มมูลค่าให้กับงานและตัวเองได้อย่างชาญฉลาด

คนแบบนี้ก็มีเยอะเหมือนกันค่ะ!

ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น อัล กอร์ ที่สู้เรื่องโลกร้อนแบบเท่ๆ จนได้รางวัลโนเบล

หรือ อ.เฉลิมชัย โฆษิตภิพัฒน์ ศิลปินที่ขายภาพเขียนได้ในหลักล้าน

 

ความพิเศษของคนเหล่านั้นก็อยู่ที่เขาได้พัฒนาข้อด้อย จนทุกข้อสูสีใกล้เคียงกัน

(หรือบางคนอาจจะเท่มาก จนไม่ได้สนใจข้อด้อยนั้นๆเลยก็เป็นได้ค่ะ 55)

อาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์ การต่อสู้กับตัวเองมากๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

 

แต่ข่าวดีคือมันก็เป็นไปได้ค่ะ เพราะมีคนทำได้มาแล้ว

ไม่ว่าดิชั้น (และคุณๆ) จะเลือกทำเล่นตัวละครไหน

ก็สามารถทำให้ชีวิตสมดุลและมั่งคั่งได้เหมือนกันค่ะ

พอคิดอย่างนี้ความรู้สึกสับสนก็หายไปได้ง่ายๆเลยค่ะ

ก็แค่เลือกซักอัน

 

ดิชั้นเอง ตอนนี้ก็เลือกแล้วที่จะทำงานแบบฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ

และใช้เวลานี้ในการพัฒนางาน ความคิด และวินัยตัวเองให้ดี

ก่อนจะไปเรียนต่อในปีหน้า

 

ยังไงก็ขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเดินทางไปกับดิชั้นตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว

จนมาถึงอาทิตย์นี้ที่ได้คำตอบให้ตัวเองนะคะ

 

เวลาเลือกทางเดินที่ชัดเจนได้นี่มันมีความสุขบอกไม่ถูกเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

22.10.09

สวัสดีค่ะ

ขอเริ่มบทความด้วยเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง คือ

ดิชั้นเพิ่งอายุครบ 25 เมื่อวานนี้ค่ะ =)

รู้สึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่งที่เพิ่งได้เดินเข้ามาเลย

โลกของคนที่เป็น ผู้ใหญ่เต็มตัว

คุณแม่ดิชั้นก็บอกนะคะว่า 25 นี่ชั้นมีลูกแล้วนะยะเธอ

อืมก็ถูกนะคะ แต่ดิชั้นดูตัวเองและเพื่อนๆตอนนี้ ก็ยังบ๊องแบ๊งๆ กันอยู่

รู้สึกว่าคนรุ่นเรานี่จะโตช้ากว่าคนรุ่นก่อนอย่างบอกไม่ถูก

หรือเป็นเฉพาะดิชั้นเองอันนี้ก็ไม่แน่ใจ 5555

 

 

พร้อมๆกับอายุที่มากขึ้น

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดิชั้นกำลังเลือกทางเดินต่อไปของชีวิต

ขอย้อนความเล็กน้อยว่า

ปัจจุบันดิชั้นมีบริษัทออกแบบกราฟฟิคเล็กๆ รับผลิตงานอย่างตั้งอกตั้งใจ

เปิดดำเนินการมาเกือบครบ 3 ปี ในปีหน้า

แต่น่าเสียดายว่า ตอนนี้บริษัทจำเป็นต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลเฉพาะกิจ

คาดว่าน่าจะดำเนินการเสร็จเรียบร้อยภายในสิ้นปีนี้

(เรื่องราวการทำเรื่องปิดบริษัทก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่ท้าทายนะคะ

ว่างๆดิชั้นก็ว่าจะเขียนเรื่องนี้อยู่ 555)

 

 

ช่วงนี้ดิชั้นก็เลยคิดถึงขั้นตอนต่อไปของชีวิตว่า

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นลง

เอาหละ คราวนี้ จะทำอะไรต่อไปดี?

นั่นสิ

.

.

แต่ดิชั้นตั้งโจทย์ให้ชีวิตตัวเองไว้ว่า

งานที่จะทำต่อไปต้องสอดคล้องกับ 3 ข้อนี้

1. สร้างรายได้ที่เพียงพอเลี้ยงดูตัวเองและคนรอบข้างได้
กล่าวง่ายๆคือต้องหาเงินให้ได้ในปริมาณเท่าเดิม
หรือมากกว่า

2. เป็นสิ่งที่ดิชั้นรัก และมีความสุขที่ได้ทำ เพราะดิชั้นรู้สึกว่า
ในตอนนี้คือตอนที่คนเรามีไฟในการทำสิ่งต่างๆในชีวิตมากที่สุด
การฉวยโอกาสนี้ทำสิ่งที่รักให้ดีที่สุดย่อมเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแน่นอน

3. เป็นงานที่ยืดหยุ่นต่องานอดิเรกที่ดิชั้นรัก ซึ่งก็คือการเดินทางท่องเที่ยว
ข้อนี้มีความสำคัญเยี่ยงลมหายใจจริงๆค่ะ
555

 

กล่าวง่ายๆคือ

ต้องตอบโจทย์ในแง่ การเงิน + คุณค่าทางจิตใจ + เวลา ได้อย่างสมดุล

 

แค่สามข้อนี่ก็โหดๆอยู่เหมือนกันนะคะ

เพราะถ้าคิดง่ายๆ ถ้าเน้นเรื่องอิสรภาพทางเวลา และทางการเงิน (ข้อ 1+3)

ดิชั้นก็สามารถเลือกทำธุรกิจ Networking ซักอันหนึ่ง ก็ตอบโจทย์แล้ว

แต่น่าเสียดายว่าสิ่งนี้มันไม่ได้ตอบข้อ 2 คือการทำในสิ่งที่รักและมีความสุขที่ได้ทำนี่สิ

 

ไม่งั้นก็คือการทำงานประจำที่บริษัทออกแบบซักแห่ง

แต่มันก็มีความกลัวอยู่ว่า

ถ้าเป็นงานที่ดีและเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ถึงที่สุด มันจะเงินน้อยหรือเปล่า?

ในขณะเดียวกันถ้างานที่ตอบโจทย์ด้านการเงิน มันก็มักจะเป็นงานที่น่าเบื่อ

ไม่ก็ถึกเสียจนหาโอกาสไปพักผ่อนท่องเที่ยวได้ยากยิ่ง หรือเปล่า?

 

แปลกนะคะ ในการที่คนเราจะเลือกทำงานอะไรซักอย่าง

ทำไมมันช่าง เหมือนกับว่า

มันจะต้องยากมากๆ หรือเราต้องโชคดีมากๆๆๆ

ถึงจะได้งานที่ตอบทั้ง 3 ด้านนี้ได้

 

ถ้าทำสิ่งที่รัก ก็ต้องแลกกับการที่จะเงินน้อยหน่อย

หรือถ้าจะมีเวลาเยอะๆ ก็อาจจะไม่มั่นคง

หรือถ้าทำงานที่เงินเยอะๆ มันอาจจะเอาเวลาชีวิตเราไปหมด

อะไรแบบนี้?

 

เพื่อนๆดิชั้นที่ทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่

ที่ได้เงินเดือนสูงลิ่ว โบนัสมหาศาล แถมมีโอทีและสวัสดิการอลังการ

(อันนี้เขียนไปก็แฝงความอิจฉาไปด้วยพอเป็นพิธีนะคะ 555)

ก็มักจะบ่นเรื่อง

1. เวลาไม่พอ ทำงานหนักมาก หรือไม่ก็

2. งานน่าเบื่อมาก ไม่ท้าทายความสามารถเลย

แต่ก็ทนทำไปเพราะว่ามันมั่นคง และได้เงินคุ้มค่า

 

หรือเพื่อนชาวกราฟฟิคที่ทำงานอยู่ร่วมกัน

ถ้าเป็น Freelance ก็ย่อมต้องพบกับช่วงเวลาที่เป็น ขาขึ้น และขาลง สลับกันไป

บทจะมีงานเข้า ก็เข้ากันจนต้องอดหลับอดนอนเป็นอาทิตย์ หน้าตาร่างกายทรุดโทรม

เวลาขาลงโดนเบี้ยวงาน โดนแคนเซิลสัญญา โดนต่อค่าตัว

หรือช่วงที่ลูกค้าลดลง ก็กลายเป็นว่างจนเบื่อไปซะ

 

หรือที่แย่กว่านั้น คนที่ทำงานด้วยใจ ด้วยอุดมการณ์ที่ดี

และยืนหยัดว่าจะทำเฉพาะงานที่มีคุณค่าและตรงกับแนวทางที่เขาเชื่อถือเท่านั้น

ก็มักจะต้องประสบปัญหาทางการเงิน ติดๆขัดๆ

จนเป็นเรื่องปกติไปว่า เนี่ย ถ้าเลือกทำตามอุดมการณ์ก็ไม่มีวันรวยได้หรอก

 

อ้าว

 

ถ้าชีวิตมันเป็นแบบนั้น

เราต้องทำอะไรล่ะ ที่จะให้ชีวิตมีความมั่งคั่งอย่างสมดุลกัน?

การเงิน + คุณค่าทางใจ + เวลา = ?

 

 

 

 

 

 

 

เอ้อ

นั่นสิ

……..

อันนี้เป็นคำถามที่ดิชั้นเปิดประเด็นไว้นะคะ

คือดิชั้นเองก็ไม่มีข้อสรุปอ่ะค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต้องขอโทษผู้อ่านทุกท่านด้วย

แต่คิดว่าคำถามข้อนี้เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องตีโจทย์ให้แตก

เพื่อการเดินทางสู่ความมั่งคั่งในชีวิตต่อไป

 

 

เป็นคำถามที่ขอใช้เวลาซัก 2 อาทิตย์ในการคลี่คลาย

เข้ากับชื่อว่าที่ว่า "เจอนี่ to wealth" นะคะ

เราต้องค้นหา นี่ ที่ว่าให้เจอก่อน 555

แล้วดิชั้นจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่า ระหว่างที่ขบคิดนี้ ไปเจออะไรมาบ้าง 

หรือถ้าใครมีคำแนะนำอะไร ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

11.10.09