The Journey to Wealth

เนื่องด้วยทฤษฎี “การดูแลบ้านน้องเงิน เพื่อเรียกน้องเงิน” นั้น

ยิ่งทำไปเรื่อยๆเงินก็ยิ่งเข้ามาอย่างน่าประหลาดนะคะ

ทำให้ดิชั้นได้ทำการตัดสินใจซื้อกระเป๋าสตางค์ใหม่

ที่มีช่องใส่บัตร และเหรียญอย่างเป็นระบบ

(แต่ก่อนใช้กระเป๋าที่เหมือนกระเป๋าถือใบเล็กๆ)

ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆค่ะ

ก็งงตัวเองว่าทำไมไม่หาซื้อกระเป๋าสตางค์ดีๆซะตั้งแต่แรก

 

บ้านน่าอยู่ขึ้นอีกระดับ

น้องเงินจงมาอีกๆๆ 555

 

เข้าเรื่องดีกว่านะคะ

ด้วยความที่วันนี้นึกไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนถึงอะไร

(ฮ่าๆๆ ขออภัยคุณนนท์ด้วย)

เลยมองไปรอบๆห้องเพื่อจะหาแรงบันดาลใจ

... ก็ไม่เจอนะคะเพราะห้องค่อนข้างรก 555

แต่ในความห้องรกนั้น ก็ได้เห็นความตลกเกี่ยวกับการใช้เงินของตัวเองอีกข้อหนึ่ง

เลยอยากขอเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะมีใครคล้ายคลึงกับดิชั้นอยู่บ้าง

 

ต้องบอกก่อนว่า ดิชั้นเป็นคนที่มีวิถีในการช้อบปิ้งที่ว่า

จะไม่ซื้อของที่มีราคาแพงมากๆ

 

ดูเข้าใจง่ายนะคะ

แต่ขออธิบายสักเล็กน้อยจะได้เห็นภาพ

 

พวกครีมบำรุงผิว

ถ้าให้ดิชั้นซื้อของลาแมร์ หรือ ดิออร์ ก็คือจะไม่มีแน่ๆนะคะ

(แต่ถ้ามีคนซื้อให้ก็อีกเรื่องค่ะ 55)

แต่ถ้ามีของที่คนโน้นนี้บอกว่าดีและราคาไม่แพงมาก ตามห้างร้านทั่วไป

ก็จะซื้อๆไว้ แล้วก็มาลองใช้ดูนะคะ ถ้าไม่เวิร์ค ก็เปลี่ยน

 

หรือ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ

ก็จะเป็นคนไม่นิยมซื้อหลุยส์ วิตตอง โค้ช เบเบ้ จิมมี่ชู ทิฟฟานี่ โรเล็กซ์ อะไรใดๆ

ยิ่งของจุ๊กๆจิ๊กๆ เช่น เสื้อ และ เครื่องประดับนี้

ขอสารภาพเลยว่า 70% นี่มาจากพลาตินั่มนะคะ 555

หรือถ้าอยากซื้อของดีหน่อยก็จะซื้อพวกแบรนด์ที่อยู่ในระดับแพงปานกลาง

เช่น ซาร่า เกรย์ฮาวด์ เซนาด้า ชาร์ลส์แอนด์คีท ประมาณนั้นไปค่ะ

ผู้หญิงด้วยกันคงพอเห็นภาพนะคะ

 

จริงๆดิชั้นก็ไม่ใช่คนประหยัดอะไรเลยค่ะ

แต่จะมีแนวคิดมาตั้งแต่เด็กว่า ของแบรนด์เนี่ยไม่จำเป็นหรอก ไร้สาระน่า

เวลาไปดูกระเป๋าที่ราคาสูงหน่อย ถึงแม้จะชอบ แต่สมมติว่าหลักหมื่น ก็จะคิดว่า

“เนี่ย ซื้อนี่ใบเดียวซื้อกระเป๋าที่พลาตินั่มได้เกือบร้อยใบเลย”

และทำให้ตัดใจไปในที่สุด ไปซื้อของจุ๊กๆจิ๊กๆราคาถูกแทนตามนิสัย

 

ก็ไม่ได้แปลกอะไรใช่ไหมคะ?

ใช่ค่ะ ดิชั้นเองก็เคยคิดว่าตัวเองมีทักษะในการเลือกช้อบปิ้งที่ยอดเยี่ยมแล้ว

 

…………..

แต่ประเด็นสำคัญที่ดิชั้นลืมไปคือ

คนเราจะเอากระเป๋าราคา199มาทำอะไรตั้งร้อยใบคะ!?

 

คือเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ Make sense เอามากๆ

แต่สามารถบ่งบอกถึงระบบของจิตใต้สำนึกของดิชั้นได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ดิชั้นคิดได้ จากสภาพที่เกิดขึ้นในห้องนอนตัวเองตอนนี้

(…คืออยากถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ แต่ด้วยรู้สึกว่า

มันน่าอับอายจนเกินไป เลยรบกวนทุกท่านจินตนาการภาพตามค่ะ)

 

โต๊ะเครื่องแป้งที่มี ครีม โลชั่น แป้ง ยาทาสิว ครีมกันแดด ยาทาเล็บ

เจลบำรุง วิตามิน ทรีตเมนต์บำรุงผม สครับขัดหน้า ฯลฯ จำนวนร่วม 70 ขวด!

ถูกวางจนแทบจะไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการวางอย่างอื่น

 

ถ้านับราคารวมกันก็น่าจะซื้อชุดบำรุงผิวของดิออร์ได้ 2-3 ชุด

พร้อมของแถมและคอร์สบำรุงผิวด้วยนะคะ!

ที่แย่คือของที่มีมากมายเนี่ย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน

ใช้จริงก็แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น

 

สภาพนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับกระเป๋า199 ร้อยใบเลยค่ะ

เวลาของที่ถูกๆ(ส่วนใหญ่)ก็จะมีอายุการใช้งานสั้น

หรือมีคุณภาพพอประมาณ ตามราคาของมัน

ก็ไม่ใช่ว่า ของราคาถูกจะไม่ดีเสมอไปหรือไม่ควรซื้อนะคะ

เพราะของที่ดีๆก็มีมากมาย อยู่ที่การเลือกสรรมากกว่า

 

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ดิชั้นมองอะไรได้กว้างขึ้นว่า

ถ้าของราคาแพงชิ้นนั้น

เป็นของที่สามารถให้ประโยชน์กับเราได้คุ้มค่า

มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเมินเสมอไปใช่ไหมคะ?

 

ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งคือ

กระเป๋าหลุยส์วิตตองรุ่นคลาสสิค ของคุณแม่ที่ยังใช้อยู่ณ.ปัจจุบัน

มันยังอยู่ในสภาพยอดเยี่ยมแม้จะผ่านการใช้งานมาอย่างมากมายร่วม 10 ปี!

และขอเดาว่าถ้านำออกขายตอนนี้ก็ยังได้ราคาอยู่

ในความแพงนี่ก็มีเหตุผลแฝงอยู่นะคะ

 

หรือ มีหลายครั้งที่ดิชั้นคิดอยากได้นาฬิกาดีๆให้ตัวเองซักเรือน

แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เพราะความคิดที่ว่า

โหยย ซื้อนาฬิกาแพงขนาดนี้ เอาไปซื้อนาฬิกาใส่เล่นได้ 100 เรือนเลยเหอะ (อีกแล้ว55)

ในขณะที่ ความจริงก็คือนาฬิกาที่ดี มันก็มีศูนย์การมีรับประกันซ่อมได้ตลอด

ถ้าซื้อถูกรุ่น ก็สามารถใส่ได้ทุกวันยันแก่ ไม่เบื่อกันง่ายๆ

แถมยังสามารถเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีก

 

ทุกครั้งที่ช้อบปิ้ง

คงต้องชั่งใจและคิดกันมากขึ้นว่าจะ

A. เก็บเงินไว้เพื่อของ 1 ชิ้นที่คุ้มค่า

B. ทยอยจ่ายให้ของ 100 ชิ้นไปเรื่อยๆ เพราะมันก็ไม่ต่างกัน

 

จริงๆทั้งสองมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันอยู่ แล้วแต่กรณีไป

แต่อย่างน้อยจากวันนี้ไปดิชั้นก็มี ทางเลือก เพิ่มให้สมองน้อยๆของตัวเองแล้ว

เป็นการค้นพบที่มีค่านะคะ

 

ขอบคุณ The Journey to Wealth และทุกท่านที่อ่านอยู่ด้วย

ที่ทำให้ดิชั้นได้ใส่ใจและมีสติกับชีวิตตัวเองขึ้นทุกครั้งที่เขียนบทความนี้

 

ขอให้เลือกใช้น้องเงินอย่างคุ้มค่าและมีความสุขค่ะ

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

26.09.09

 

 

“ไม่มีเงิน!

 

เป็นหนึ่งในประโยคที่ปะป๊าของดิชั้นกล่าวว่า อย่าให้ได้ยินออกจากปาก

ซึ่งดิชั้นเองคิดว่าหลายๆครอบครัวชาวจีนก็ถือคติในการสั่งสอนลูกหลานแบบเดียวกันคือ

ไม่ให้บ่นว่าจนๆๆ หรือ ไม่มีเงิน (หรือบ่นว่าซวย ชีวิตแย่ โน่นนี่)

 

ตอนเด็กๆดิชั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของคุณปะป๊าบ้างพอเป็นพิธี

เพราะถ้าเผลอพูดก็จะโดนบ่น ฮ่าๆๆ

แต่ในเบื้องลึกดิชั้นก็ไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้นสักเท่าไหร่

เนื่องด้วยดิชั้นก็คิดว่า ถ้าเราจน แล้วแกล้งบอกว่าชั้นไม่จน ชั้นรวย

ก็ดูบ้าๆบอๆหลอกตัวเองสิ คนเราต้องยอมรับความจริง

 

ดังนั้นเมื่อลับหลังคุณปะป๊า

ในยามที่อยากได้อะไรแล้วไม่มีความสามารถจะหาซื้อมันมาได้ด้วยตัวเองแล้ว

ดิชั้นก็มักจะอดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นกับเพื่อนสาวว่า

จนหวะ

ไม่มีตังอะ

กินได้นะแต่อย่าแพง

ได้จ้ะแต่ไม่มีจ่ายนะ

ยาจกกว่านี้มีมั้ย

โอ้ยอยากรวย

เลี้ยงด้วย จน (อันนี้ไว้พูดข่มแฟน)

และอื่นๆ ตามแต่ที่จะครีเอทขึ้นมาได้

 

เมื่อได้พูดก็จะบังเกิดซึ่งความรู้สึกสนุก ปน จี๊ดๆ สะใจเล็กๆ พอเป็นพิธี

และเมื่อมากเข้า มันสามารถรวมเป็นความรู้สึกสมเพชตัวเอง จนห่อเหี่ยวได้เหมือนกัน

แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นบ่อยนักหรอกนะคะ

 

เมื่อเติบโตขึ้นตามกาลเวลา

ดิชั้นเองก็เริ่มเห็นว่าบางทีคำสอนของปะป๊าก็มีเหตุมีผลเหมือนกัน

เพราะเวลาที่ดิชั้นรู้สึกว่าตัวเองจะจน หรือจะรวย

จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในปริมาณตัวเลขในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่ครอบครอง

เพราะอันที่จริงปัจจุบันมันก็ขึ้นๆลงๆในระยะที่ใกล้เคียงกัน

(จะเป็นเรื่องของการใช้หมดเร็วกว่าได้มาซะมากกว่า ที่ทำให้เกิดเป็นประเด็น)

 

แต่ที่น่ากลัวคือเวลาที่ดิชั้นบ่นว่าตัวเองจน ดิชั้นก็จพาลรู้สึกจน

พาลทำให้สมองสั่งการอะไรแปลกๆ

เช่น ประหยัดอะไรพิลึกๆจนบางทีทำให้ตัวเองเสียโอกาส หรือคนรอบข้างเสียความรู้สึก

หรือ เครียดกับการหาเงินจนสุดท้ายก็ได้เงินเท่าเดิมแต่ได้อาการปวดกระเพาะแฝงมาด้วย

หรือ เผลอซื้อของที่เซลแต่คุณภาพไม่ดีเลยกลับมาบ้าน

หรือ หมกมุ่นกับการบ่นเรื่องไม่มีเงิน จนกระทั้งหมกตัวอยู่บ้านและไม่มีเวลาในการพบปะดูแลคนอื่น

ที่สำคัญคือทำให้ ความกล้าในการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต ของดิชั้น ลดลง

 

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ผลที่กระทบกับคนรอบข้างค่ะ

เมื่อดิชั้นบ่น กระทั่งคนรอบข้างเองก็เชื่อว่าดิชั้นจน จริงๆ

การที่เขาจะสัมพันธ์กับดิชั้นก็จะเป็นไปตามนั้น เช่น

จู่ๆพ่อแม่ก็จะห่วง และถามขึ้นมาว่าเราจะมีเงินจ่ายค่าน้ำมันไหม จะผ่อนคอนโดไหวเหรอ

หรือเวลาเราซื้อของมาฝากแทนที่เค้าจะปลื้ม กลายเป็นว่า ไม่เป็นไรซื้อมาทำไม เปลือง เก็บเงินไปสิ

จู่ๆเพื่อนที่เคยชวนไปทานอาหารตามร้านอร่อยๆบรรยากาศดีๆ

ก็โทรมาชวนเราด้วยน้ำเสียงเกรงใจๆแหม่งๆ หรือแย่สุดคือไม่ชวนเลย

จู่ๆแฟนก็จะบ่นว่าก็เธอซื้อโน่นซื้อนี่มากเกินไป

แล้วเวลาดิชั้นอยากได้อะไรก็จะไม่เชียร์ เวลา Shopping ก็ไม่สนุก

จู่ๆคนที่เคยมีความคิดจะชวนเราลงทุนในธุรกิจต่างๆก็จะเลิกความคิดนั้นไปได้

 

มันจะมีเหตุการณ์ประหลาดต่างๆเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ

ในช่วงโหมดไม่มีเงินของดิชั้น

ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎียอดฮิตในยุคนี้ได้ว่าไว้

(เช่น กฏแห่งแรงดึงดูด พลังแห่งจิตใต้สำนึก พลังของการคิดบวก ฯลฯ)

บางทีอิทธิพลของจิตใต้สำนึก ความคิด และคำพูดสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของคนเราได้

และบางที

สิ่งที่ปะป๊าดิชั้นสอน อาจจะเป็นเคล็ดลับทรงคุณค่า

ที่เศรษฐีทุกคนเค้าใช้กันอยู่ก็ได้!!

 

ดังนั้นหลังๆดิชั้นจะพยายามระวังปาก และคำพูดคำจาของตัวเอง

ในด้านที่เกี่ยวกับน้องเงินให้มากๆ

รวมทั้งพยายามคิดถึงและขอบคุณในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในทุกๆวัน

ที่ได้มีข้าวอร่อยๆ ได้มีเสื้อผ้า และบ้านแสนสงบให้กลับไป

มีโอกาสได้ท่องเที่ยว มีเพื่อนๆและครอบครัวที่แสนดี

นึกถึงแค่นี้ก็ทำให้ดิชั้นรู้สึกอิ่มๆรวยๆอย่างบอกไม่ถูกแล้วค่ะ

 

คนเราเกิดมาก็มั่งคั่งแล้ว มีร่างกาย สมอง และจิตใจเป็นของเราเอง

อย่าขี้บ่นเพียงแค่ไม่มีของที่อยากมีเลย

 

แค่นี้ก็รวยแล้ว!

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

09.09.09

เรื่องน่ายินดีประจำสัปดาห์นี้นะคะ

หลังจากที่ดิชั้นได้เปิดประเด็นเรื่องการรักษาดูแลรถของน้องเงินสด

ทำให้ในช่วงผ่านมานี้ น้องเงินสดสามารถนอนแผ่หราอยู่บนรถได้อย่างสบายใจ

บัตรอยู่ในซอก เหรียญอยู่ในซิป บิลอยู่ในถึงขยะ

 

แม้ว่าเรื่องของนิสัยความรกรุงรังของดิชั้น จะไม่ใช่เรื่องที่แก้กันได้ง่ายๆ

แต่มันน่ามหัศจรรย์มากเพราะว่าหลังจากที่ได้เขียนบทความลงในนี้แล้ว

จิตใต้สำนึกน้อยๆก้นบึ้งก็คอยตอกย้ำดิชั้นทุกวี่วันว่า ทำสิยะๆๆๆ จัดกระเป๋าๆๆ เทขยะๆๆ

ด้วยความที่ว่าถ้ารุ่นน้องหรือเพื่อนพ้องในชีวิตคนใด ได้มามีโอกาสอ่านบทความนี้

ก็จะไม่สามารถประนามหยามกันได้ว่า สอนชาวบ้านแล้วตัวเองไม่ทำเหรอยะ

….

การประกาศให้โลกรู้ว่าเราตั้งใจจะทำอะไร

เป็นอาวุธลับที่น่ากลัวและทรงอานุภาพจริงๆค่ะ

 

มาถึงการเตรียมบ้านให้น้องเงินแสน ในขั้นตอนที่สองนะคะ

2. เตรียมบ้านน้องเงินให้พร้อม

ข้อนี้เป็นเรื่องง่ายๆเลยค่ะ แต่ดิชั้นไม่เคยได้ลงมือทำนะคะ ฮ่าๆ

คือ การเปิดบัญชีสำหรับเก็บน้องเงินโดยเฉพาะ

ดิชั้นก็ได้ไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคารแถวบ้าน และกระทำการ 2 ข้อที่แสนสำคัญต่อไปนี้

-          เซฟเลขที่บัญชีไว้ในมือถือ ในกรณีที่น้องเงินหน้าใหม่จะเข้าบ้าน
จะได้สามารถบอกบ้านเลขที่ให้เขาได้ทันที

-          เอาเอทีเอ็มไปเก็บในลิ้นชักล่างสุด…..

ง่ายๆเพียงเท่านี้ บ้านก็พร้อมแล้วที่จะหลอกล่อให้น้องเงินเข้ามา

และก็ขังไว้ต่อไป ฮ่าๆๆๆ

ดูซาดิสต์เหมือนกันนะคะ

 

3. จัดระเบียบการเดินสายของน้องเงิน

นอกจากนี้ในการที่น้องเงินแสนจะมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเรานั้น ดิชั้นก็สรตะได้ว่า

เราต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดูแลน้องเค้าให้ได้ก่อน

เหมือนการที่มาริโอ้ เมาเร่อจะเลือกใครเป็นผู้จัดการคนใหม่ อะไรแบบนั้น

 

ดูตารางวิ่งออก

กล่าวคือ น้องเงินตัวไหนที่ไม่ใช่ลูกบ้านเรา เราก็คืนเขาไปซะ ให้ตรงเวลา

เจ้าหนี้ขาประจำของดิชั้นจะมีอยู่ 3 เจ้า คือ

คุณวีซ่าหนึ่ง คุณวีซ่าสอง และคุณประกันชีวิต

ซึ่งสองตัวแรกไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะจ่ายเมื่อเรียกเก็บ

 

ความจริงที่น่ากลัวคือ ดิชั้นไม่แน่ใจว่าประกันชีวิตเนี่ย

มันถูกตัดไปเดือนละเท่าไหร่ และเมื่อไหร่กันที่มันถูกตัด

ครั้นจะเอาสมุดบัญชีมาอัพเดทเพื่อเช็คยอดย้อนหลัง ก็หาไม่เจอ (!?)

 

ระหว่างเล่นเน็ตทำใจกับความเบลอของตัวเอง ก็นึกได้ว่า

โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ธนาคารออนไลน์อยู่

เลยลองเข้าไปสมัครดู

 

โอ้ มันสามารถย้อนให้ดูใน 60 วันว่า

ใครโอนเงินให้ดิชั้น จากสาขาไหน หรือแม้แต่ว่าใครตัดบัญชีออกไป เมื่อไหร่

สามารถเช็คสถานะน้องเงินฝากได้ทุกเมื่อตลอดเวลาอีกด้วย

อุ่นใจเวลาเห็นน้องเงินนอนอยู่ในบ้านค่ะ เหมือนติดกล้องวงจรปิด

 

ในที่นี้ดิชั้นใช้ของธนาคารไทยพาณิชย์อยู่

ไม่รู้ว่าธนาคารอื่นๆจะทำได้เหมือนๆกันหรือเปล่า

แต่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่คุ้มค่าน่าลอง register ใช้นะคะ

 

ดูตารางวิ่งเข้า

ดิชั้นลองมานั่งคิดง่ายๆว่า น้องเงินสามารถเข้าหาเราทางไหนได้บ้าง

นอกจากเงินเดือน ค่าจ้างประจำ

สามารถคิดเป็นข้อง่ายๆได้ดังนี้

1.       ขอพ่อ / แม่ เอาดื้อๆ

2.       ขายของที่ไม่ได้ใช้

3.       ทวงหนี้ชาวบ้านที่เคยติดเรา

4.       รับจ๊อบออกแบบกราฟฟิค

5.       รับจ๊อบทำอย่างอื่น

6.       เป็นนายหน้าขายของ

7.       สิทธิประโยชน์จากแต้มและส่วนลดต่างๆ (เราก็เอาไปขาย หรือใช้ เพื่อให้น้องเงินอยู่กับเรานานขึ้น)

8.       สิทธิประโยชน์ที่คาดไม่ถึงที่เราสามารถรับได้ เช่นเงินมัดจำ เงินค่าน้ำมันที่ไม่ได้เบิก เป็นต้น

ส่วนนี้เป็นอะไรที่อยากโฟกัสเป็นพิเศษ เพราะลึกๆดิชั้นเชื่อว่า

บางทีมันก็มีน้องเงินที่รอเรารับกลับบ้านอยู่ เพียงแต่เรานึกไม่ถึงเท่านั้นเอง

แล้วดิชั้นก็มีเรื่องของข้อ 8 ที่น่ามหัศจรรย์มาเล่าในตอนต่อไปนะคะ

 

 

----------------------------------------------------------------------------------

ซีซั่นนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจในชีวิตหลายๆอย่างสำหรับดิชั้น

เช่นการจัดการกับบริษัท การเรียนต่อ การวางแผนเรียนต่อ

รวมถึงการที่นั่งนึกว่าจะกลับมาแล้วชีวิตจะเป็นยังไง

แม้กระทั่งเรื่องสิวขึ้นอ้วนขึ้นด้วยนะคะ

และแปลกมากที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น

มีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยด้วยทั้งสิ้นเลย

(สิวขึ้นก็อยากไปหาหมอสิว อ้วนขึ้นก็อยากไปสมัครคอร์สโยคะ เป็นต้น)

 

นี่เป็นการตอกย้ำกับดิชั้นอีกครั้งหนึ่งว่า

ถูกต้องแล้วที่เราเองต้องเริ่มใส่ใจและมีสติกับน้องเงินทั้งหลายในยามนี้

ดีกว่ารอมีลูกมีเต้าแล้วค่อยมามีสตินะคะ ตอนนั้นอาจจะสายไปแล้วก็เป็นได้

ดีใจที่มีโอกาสได้คิด นึก ทำ และเขียนออกมา และมีคนร่วมรับรู้อยู่ด้วยนะคะ

 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ขอให้สนุกกับการเตรียมตัวต้อนรับน้องเงินนะคะ

Bejuk

The Journey to Wealth

28.08.09

วันนี้เช้าเดินเข้าออฟฟิศมาก็ได้พบเจอคุณพี่อินทีเรียสาวข้างบ้าน (เป็นผู้ที่share officeเดียวกัน)

เดินมาด้วยใบหน้ามุ่งมั่น พร้อมกล่าวว่า

 

เบลล์ ชั้นขอร้องเลยนะ

/ ทำไมคะคุณพี่

ก่อนจะทำอะไร เก็บโต๊ะก่อน รกม๊าก!! แล้วนี่อะไร ที่สุมๆนั่นอะไร ขยะรึเปล่าเนี่ย

/ ไม่ขยะนะ ของเค้าา เค้าใช้ นั่นก็ของลูกค้า

งั้นก็เก็บเลย ชั้นเห็นมันกองมานานแล้ว โอ๊ยย ห้องนี้

/ โหย ไม่ได้อะ ต้องรีบปั่นงานส่งภายในสิบโมงเนี่ย

เก็บก่อนๆ เชื่อชั้น แล้วจะทำงานได้ดีขึ้น

/ ... งืออออออ T_T

ไม่ต้องมางือๆ!!!

 

(สิ้นจากคำขาดนั้นดิชั้นก็กุลีกุจอเก็บข้าวของลงลิ้นชักและโต้ะใกล้เคียงโดยใช้เวลาประมาณสิบนาทีถ้วน)

 

แปลกมากที่เวลาโต๊ะทำงานมันโล่งๆ

ก็จะรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริงๆนะคะ

 

แม้เรื่องที่พี่สาวใจดีออฟฟิศข้างๆได้ให้เป็นบทเรียน จะไม่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งเสียทีเดียว

แต่มันก็มีประเด็นที่ทำให้ฉุกคิดอยู่เหมือนกันนะคะ

เวลาคนเราทำงานท่างกลางโต๊ะที่รกรุงรัง ก็มักจะทำงานได้ช้าลงเพราะหาอะไรไม่เจอ

หรือแม้แต่ไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ถ้าดิชั้นไม่ได้จัดเข้าที่นานๆเข้า เครื่องจะยิ่งช้าลงค่ะ

หรือเอาง่ายๆเวลาที่ตู้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยผ้ากองกันรกๆ ดิชั้นก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะใส่ (ทั้งๆที่มันก็กองอยู่เต็มตู้!!)

 

อย่ากระนั้นเลย

แล้วเรื่องการเก็บเงินเพื่อความมั่งคั่งของดิชั้นล่ะ!? ต้องการการเคลียร์พื้นที่ด้วยหรือไม่?

โอเคมันเกี่ยวข้องกันอย่างนี้ล่ะคะ

 

คราวนี้ก็ขอกล่าวย้อนถึงเรื่องโครงการเก็บเงินมูลค่า 8,500 บาทต่อเดือนเสียหน่อย

หลังจากได้ประกาศกร้าวไปในบทความคราวก่อน (ว่าดิชั้นจะเริ่มสร้างวินัยในการออมเงิน

และทำให้เกิดเงินแสนก้อนแรกที่นอนนิ่งในธนาคารก่อนเดือนกรกฎาคม 2553)

ดิชั้นก็ได้ทำการประกาศแต่ไม่กร้าวมาก กับหลายๆคนในชีวิตด้วยว่า

นี่ๆ ชั้นจะหัดเก็บเงินให้ได้เดือนละ 8,500 นะ

 

เสียงตอบรับที่น่ายินดีส่วนใหญ่ก็จะเป็นดังนี้

เออ ตอนนี้มีเงินกินข้าวรึเปล่าเหอะ

เก็บด้วยดิ อยากเก็บตังค์เหมือนกัน

ถ้าเก็บเดือนละแปดพันห้าจะอยู่ยังไงคะ ไม่ซื้ออะไรเหรอ

กิ๊บก็เก็บนะ เก็บเดือนละหมี่น ตัดไปเลยตอนได้เงินมาอะ เวิร์คนะ

บ้าไปแล้วแกบ้าไปแล้ว

เหรอลูก ดีๆๆ (แล้วก็ยิ้มอ่อนโยนแต่แววตาดูไม่ค่อยเชื่อ)

 

ผลตอบรับก็แนวๆนี้นะคะ หลากหลายกันไป

แต่ในระหว่างอาทิตย์จิตใจของดิชั้นก็เริ่มสั่นหวั่นไหวอย่างไรบอกไม่ถูก

จู่ๆก็มีเสียงในหัวสมองถามว่ามันจะ Possible หรือเปล่ากับเป้าหมายนี้

เลยทำการถาม-ตอบตัวเองเช่นเคย เพื่อให้เกิดการบรรลุขึ้นนะคะ

 

ทำไมถึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ล่ะ (ไม่รู้สิ ไม่มั่นใจ)

แล้วปกติต่อเดือนชั้นต้องใช้เท่าไหร่ (เอ้อ ก็แล้วแต่)

แล้วอัพเดทสมุดบัญชีบ้างไหม (สมุดบัญชีอยู่ไหน)

แล้วเงินในกระเป๋าสตางค์มีเท่าไหร่ (ไม่แน่ใจ ขอนับก่อน)

แล้วเงินในแบงค์ล่ะ (ประมาณ สาม เอ้ย หรือสองหมี่นนะ?)

แล้วจะเก็บเงินยังไง (ก็ใช้น้อยๆ เดี๋ยวก็มีเองล่ะ...)

 

...................

โอเคพอกันทีค่ะ ไม่ต้องถามต่อ

ดิชั้นเองก็ได้คำตอบกับเรื่องนี้แล้วว่า

พื้นที่ในด้านการเงินของดิชั้น ก็ช่างรกรุงรังเป็นมรสุมไม่ต่างกับโต๊ะทำงาน

ที่ทำให้ความเป็นไปได้ใดๆก็ไม่สามารถแทรกแซงเข้ามาได้

มิน่าเล่าความเชื่อมั่นถึงได้สั่นคลอน!

 

น่ากลัวมากค่ะ

 

สิ่งต่อไปที่ดิชั้นลงมือกระทำกับชีวิตตัวเองคือ การเคลียร์พื้นที่

ขอเรียกว่า การเตรียมบ้านให้น้องเงินแสน นะคะ

(ในบทความที่แล้วคุณ Knoได้ให้ไอเดียไว้ว่า ให้ลองมองเงินเป็นสิ่งมีชีวิตดู

พอดิชั้นได้ลองแล้วก็รู้สึกว่าเงินน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นมากค่ะ เลยจะขอใช้จากนี้ไป)

 

ในการจัดเตรียมบ้านให้น้องเงินแสนนั้น

ดิชั้นได้วางแผนไว้ในหลายๆส่วน รวมถึงการหว่านพืชหวังผล

ล่อลวงให้ญาติๆของน้องเงินแสนมาอาศัยอยู่ร่วมด้วย

เช่น น้องเงินเก็บ น้องเงินกุบกิบ น้องเงินก้อน (ตระกูลตัว ก.)

หรือ น้องเงินสด น้องเงินแอบ น้องเงินทุน ก็ตามแต่ค่ะ

พอน้องเงินอื่นๆอยู่กันได้สบายใจแล้ว

น้องเงินแสนจะได้ตามมาอยู่ด้วยได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

ขอเริ่มด้วยขั้นตอนแรก

 

1. ล้างรถให้น้องเงินสด หมายถึงการจัดกระเป๋าสตางค์ที่เป็นเสมือนยานพาหนะของน้องๆเงิน

 

 

เมื่อเปิดกระเป๋าสตางค์ของดิชั้นออกมา ก็จะพบว่า

ภายในเต็มไปด้วยของต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับน้องเงินสดเลย เช่น บัตรลดราคา กระดาษซับมัน กุญแจบ้าน

นามบัตรของลูกค้า คีย์การ์ด สลิปเอทีเอ็มจำนวนมาก ใบเสร็จจำนวนมากๆ ปากกา ยางลบ (!?)

กระเป๋านั้นที่ดูตุงและดูเหมือนเป็นของมนุษย์ผู้ร่ำรวยด้วยเงินทอง

แต่อันที่จริงแล้วน้องเงินสดเบียดกันตัวแบนอยู่ในซอกเล็กๆเท่านั้นเองค่ะ! ทั้งๆที่ นี่คือรถของเค้า

น่าสงสารมาก

 

การล้างรถให้น้องเงินสดทำให้ดิชั้นได้มองเห็นสภาพความจริงของชีวิต

และสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ว่าเงินจำนวนเท่านี้จะใช้ไปได้อีกกี่วันนะคะ

 

 

ดิชั้นนับถือเพื่อนคนหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าแบงค์ยี่สิบ 2 ใบนี้ได้รับการทอนมาจากอะไร

รวมถึงว่าในกระเป๋ามีแบงค์อะไรอยู่บ้าง เป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยไม่ต้องเปิดดู

สำหรับคนที่ทำได้อยู่แล้วในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ

ดิชั้นว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆที่ไม่ธรรมดานะคะ

เพราะสิ่งนี้มันเป็นการแสดงถึงวินัยและความรับผิดชอบกับชีวิตการเงินตัวเองที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวค่ะ

 

ดิชั้นก็ขอตั้งเป้าว่าจะมีสติกับน้องเงินสดทุกๆวันในการใช้จ่าย

จนกลายเป็นนิสัยที่เป็นธรรมชาติให้ได้ค่ะ

 

 

 

เพิ่งผ่านไปได้ข้อเดียวแต่ดิชั้นก็ได้ตระหนักว่าบทความนี้ชักจะกินพื้นที่มากขึ้นๆทุกที

เลยต้องขอคั่นกลางไว้ก่อน ไว้คราวหน้าดิชั้นจะเขียนเรื่องการเตรียมบ้านให้น้องเงินแสนในขั้นต่อไปนะคะ

ขอบอกว่าเป็นการผจญภัยด้านการเงินที่ดิชั้นเองไม่เคยพบมาก่อนเลยทีเดียว

 

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ

ขอให้สนุกกับการดูแลน้องเงินของคุณนะคะ

Bejuk

 

The Journey to Wealth

11.07.09

What wealth?

 

ขอเริ่มต้น Series ส่งเสริมความมั่งคั่ง ด้วยการทบทวนความมุ่งหมายทางการเงินของตัวดิชั้นเอง

ด้วยการสัมภาษณ์ตัวเอง และตอบด้วยตัวเอง…

ดูน่าสงสารนิดนึงแต่ก็โอเคนะคะ

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

คุณคิดว่า 'มั่งคั่ง' กับ 'รวย' ต่างกันอย่างไร?

มั่งคั่งหมายถึงชีวิตและความสุขโดยรวม

รวยคือการพูดถึงตัวเงิน (คงเป็น Subset ของความมั่งคั่ง)

จริงๆไม่ต่างมาก เพราะก็อยากมีทั้ง 2 อย่าง ฮ่าๆๆ

 

รวยแปลว่าอะไรสำหรับคุณ?

แปลว่ามีเงินพอที่จะใช้เอง ให้พ่อ แจกแม่ ส่งลูกเรียน Oxfordได้ ถ้ามันสอบได้

สามารถเอาเงินไปบริจาคยามต้องการ

มีมากพอที่จะซื้อบ้านเดี่ยวกลางเมือง 1 ที่ คอนโด 2 ที่

และสามารถซื้อบ้านที่มีน้ำพุให้พ่อแม่ อยู่ในละแวกใกล้ๆกันได้

รวมถึงบ้านพักตากอากาศแถวปราณบุรี เชียงราย เกาะลันตา อีกอย่างละที่

ไว้ยามอยากพาครอบครัวไปเที่ยวและปิ้งบาร์บีคิว

ตอนช้อบปิ้งสามารถซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าของ Disaya / Paul Smith / Marc Jacob / หรือ Comme des Garcons

ได้แบบสบายๆไม่ต้องคิดนาน คล้ายเวลาไปเดินพลาตินั่มหรือสยามสแควร์

เวลาท่องเที่ยวสามารถนั่ง First Class ได้เป็นครั้งคราว

เวลาไปยุโรปแค่ต้องกังวลว่าจะเลือกนอน Conrad หรือ Hilton ดี

และมีบริษัทของตัวเองที่มีเงินเดินสะพัดหมุนเวียนอยู่ในหลักร้อยล้าน และพัฒนาเป็นพันล้านได้ในอนาคต

 

แค่นี้ก็น่าจะโอเค

 

แล้วคุณอยากรวยตอนอายุเท่าไหร่?

ถ้าให้ขนาดนั้นคงต้องอายุซัก 37 ขึ้นไป (ตอนนี้ 24)

แก่กว่านั้นมากก็คงไม่ไหวเพราะพ่อแม่ก็เริ่มอายุมาก

แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันเรื่องซื้อบ้านให้

 

โอกาสที่คุณจะรวยแบบนั้นตอนอายุเท่านั้น มีมากน้อยแค่ไหน?

ถ้าคิดแบบเข้าข้างตัวเองก็มีความเป็นไปได้ประมาณ 0.5% ค่ะ

 

…ทำไม?

ก็สามารถพิจารณาได้จาก

รายได้แต่ละเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25,000 – 30,000 บาท

ซึ่งได้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน จ่ายค่าประกันชีวิต จ่ายบัตรเครดิต และซื้อของสิ้นเปลืองไปกว่า 80% ของรายได้ทุกเดือน

ทำให้ตัวเลขเงินเก็บของดิชั้นเป็นเลขสั้นๆ ที่ค่อนข้างน่ารักมาก

และบริษัทของดิชั้นที่เปิดมาได้ 2 ปีเพิ่งประสบปัญหาด้านการหมุนเวียนเงิน

ในขณะที่ดิชั้นเองก็ยังเคว้งคว้างและไม่แน่ใจว่ารายได้ต่อเดือนของตัวเองจะกลายเป็นเท่าไหร่หลังจากนี้

 

โอเคจริงๆมันอาจจะเหลือประมาณ 0.25% ก็ได้นะคะ…

 

ความเป็นไปได้ 0.25% นี่รู้สึกสิ้นหวังกับเป้าหมายบ้างไหม?

ยังนะคะเพราะคิดว่าชีวิตยังอีกยาวไกลและ Impossible is nothing ตามที่คุณอาดิดาสได้กล่าวไว้ค่ะ

 

แผนต่อไปของคุณเป็นอย่างไร?

สามารถแตกได้เป็น 2 วิธีคือ

1. แต่งงานกับผู้ที่มีทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั่น

ซึ่งแปลว่าดิชั้นอาจต้องมีเงินลงทุนเพื่อไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีทั้งใบหน้า

ซื้อคอร์สพัฒนาบุคลิกภาพระดับนานาชาติ รวมถึงคอร์สลดน้ำหนัก

และส่งตัวเองไปเรียนปริญญาโทด้านคหกรรมที่สวิสเซอร์แลนด์เพื่อสร้างความเพียบพร้อมในการเป็นคุณนาย

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็การันตีผลลัพธ์ได้ยากนะคะ คิดว่า

ความเสี่ยงสูง

 

2. เก็บออมเงิน ลงทุน และสร้างเงินให้เติบโตขึ้นด้วยตัวเอง

ถ้าคิดย้อนง่ายๆก็

อายุ 37 – มีสินทรัพย์ร้อยล้าน

อายุ 33 – มี 20 ล้าน แล้วแต่งงานกับคนที่มีอีก 25 ล้าน (ข้อนี้ค่อนข้าง shortcut)

อายุ 31 – มี 10 ล้าน จากการลงทุนเพิ่ม

อายุ 29 – มี 6 ล้าน จากการเติบโตของธุรกิจ และลงทุนอย่างถูกจังหวะ

อายุ 27 – มี 1 ล้าน จากการกู้เงิน การทำงาน /การขายสินค้า

อายุ 25 – มี 0.3 ล้าน (ว้าย !)

 

แล้วคิดว่าจะต้องจัดการชีวิตอย่างไรต่อไป?

คงต้องเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดคือเก็บเงินแสนให้ได้ซักก้อนก่อนน่ะค่ะ

ดิชั้นมีเวลาอยู่ในประเทศไทยประมาณ 1 ปี เพราะปีหน้าตั้งใจจะไปเรียนต่อปริญญาโท

แปลว่าจะต้องเก็บให้ได้เดือนละ 8,500 บาทขึ้นไปจะได้ = 102,000 บาท ในปีหน้าพอดี

 

แล้วจะทำได้เหรอคะ?

ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อันนี้ต้องติดตามตอนต่อไป

เพราะรู้สึกว่าจะเขียนยาวเกินไปแล้วเดี๋ยวจะไม่มีคนอ่านหน่ะค่ะ

 

สุดท้ายคือ แล้วทำไมถึงต้องมั่งคั่งด้วยล่ะคะ?

คงจะดีถ้าชีวิตไม่ต้องมาเสียเวลานั่งกังวลว่าพรุ่งนี้ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าโน่นนี่ ยังไง อย่างไร

ถ้าทุกอย่างมันลงตัว สมดุล และเหลือเฟือ

ทำให้สามารถนึกถึงคนอื่นๆ แล้วก็ทำอะไรเพื่อตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างอิสระ

 

ความใฝ่ฝันอีกอย่างของดิชั้นคือพาพ่อแม่ไปท่องยุโรปกันด้วยเงินดิชั้นเอง

เห็นพ่อแม่ดินจูงมือกันบนเทือกเขา มันน่าจะเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆนะคะ

นั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งที่ทำให้รู้สึกอยากเดินหน้าต่อไป

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ได้ทบทวนระยะห่างของเป้าหมายกับความจริงดีเหมือนกันนะคะ

สิ่งนี้ช่างแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาการชิวและรีรอของดิชั้นได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว

เพราะว่าเริ่มตั้งแต่วันนี้นี่ก็ถือว่ายังช้าไปเลยหรือเปล่า? ฮ่าๆ

 

ยังไงก็เชื่อที่คุณอาดิดาสกล่าวไว้อยู่นะคะ

 

คงได้เวลาแล้ว

โปรเจค 8,500 บาท/เดือน ของดิชั้น

ก้าวแรกก่อนสู่ก้าวต่อไป!

 

โปรดติดตามนะคะ =)

 Bejuk

 

The Journey to Wealth

29.07.09

 

“พี่จะให้เบลล์เขียนลงเว็บไซต์ EARN concept นะ”

 

อันนี้เป็นประโยคที่เหมือนรายการฝันที่เป็นจริงนะคะ แม้จะไม่มีการมอบรถเข็น

แต่ผลจากการตอบตกลงแบบใจง่าย ทำให้มีตัวหนังสืออยู่ตรงหน้าทุกคน ณ เวลานี้

 

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเขียนบทความให้คุณนนท์ (คุณธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์)

เจ้าของเว็บไซต์และหนังสือ EARN concept

ผู้มีเป้าหมายให้เว็บหนูเอิร์นเป็นแหล่งรวมของผู้คน

ที่ต้องการสร้างคุณค่าให้ชีวิตทั้งในการเงินและเรื่องอื่นๆ

 

แม้ดิชั้นจะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขียนอยู่นี้จะไปในทิศทางไหน
แต่ลึกๆก็เชื่อว่า คุณนนท์คงต้องมีเป้าประสงค์บางประการ
และเล็งเห็นว่าการให้เด็กผู้หญิงคนนี้มาเขียน
น่าจะสร้างอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ด้วย
เอาเป็นว่าเชื่อคุณนนท์ก็แล้วกันนะคะ

 

ต้องขอออกตัวก่อนว่าดิชั้นมีอาชีพหลักเป็นนักออกแบบกราฟฟิค

หาใช่นักเขียนหรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงินใดๆไม่

แต่ว่าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความตั้งใจที่จะฝึกตัวเอง

ให้มีระบบระเบียบกับการเงินและการจัดการชีวิต

แม้ในปัจจุบันหากคุณๆได้รู้จักดิชั้นเป็นการส่วนตัว

ก็จะพบว่าในบางครั้งดิชั้นช่างไร้สติทางการเงินอย่างยิ่งยวด (และคงได้รู้มากขึ้นในตอนต่อๆไป)

แต่ก็ขอพัฒนาตัวเองไปพร้อมๆกับการบันทึกนี้ด้วยเลยก็แล้วกันนะคะ

 

ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่เขียนในที่นี้ก็เอาเป็นว่ามันไม่ใช่ Tips & Tricks ที่ควรกระทำตาม

แต่ว่าเป็นการ Share ประสบการณ์ เรื่องราวการเรียนรู้ฝึกฝนด้านการเงินของดิชั้นเองมากกว่า

ซึ่งดิชั้นตั้งใจจะเขียนเล่าอย่างเปิดเผย จริงจัง และจริงใจ เท่าที่จะเป็นไปได้ 555

ถ้ามันสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ หรือแค่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกได้สักนิดหน่อย

ก็จะดีใจมากแล้วค่ะ

 

อย่างไรก็ดีต้องขอขอบคุณเว็บไซต์ EARN concept เป็นอย่างมากมา ณ ที่นี้นะคะ

และขอให้ทุกท่านก้าวสู่เป้าหมายอย่างสนุกสนานค่ะ!

 Bejuk

 

The Journey to Wealth

20.07.09