หุ้นห่านทองคำ

หนังสือซีรี่ส์ "คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ" ทั้งหมดมี 6 เล่ม

เล่ม 1 เป็นไทด้วยหุ้น

เล่ม 2 จัดพอร์ตหุ้นห่านทองคำ

เล่ม 3 ถอดรหัสหุ้น

โดย: เทพ รุ่งธนาภิรมย์

เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2012 เป็นต้นไป ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

/node/1117

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (6) แกะรอยหุ้นเด่น"

ผลงานลำดับที่ 6 ของซีรี่ส์ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ

โดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์


เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2011 เป็นต้นไป

โดย SE-ED Book Center และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ทีมงาน EARN concept

 

หนังสือ "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ" พิมพ์ครั้งที่ 4

โดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์

มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศแล้วนะครับ ^^

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (5) เจาะลึกตลาดหุ้น"

งานเขียนเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นสไตล์ห่านทองคำ

เล่มล่าสุดของ เทพ รุ่งธนาภิรมย์

ผลงานลำดับที่ 5 ของซีรี่ส์ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ

จัดพิมพ์โดยสำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (5) เจาะลึกตลาดหุ้น" จะเริ่มวางจำหน่าย

ตั้งแต่ วันอังคารที่ 15 มีนาคม 2011 เป็นต้นไป

โดย SE-ED Book Center และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศครับ

 

ผลงานล่าสุดของ เทพ รุ่งธนาภิรมย์ ต้นกำเนิดแนวคิดหุ้นห่านทองคำ

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (4) วิกฤติคือโอกาส"

ได้รวบรวมงานเขียนเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นสไตล์ห่านทองคำ

ล่าสุดของ เทพ รุ่งธนาภิรมย์

โดยเป็นผลงานเล่มที่ 4 อย่างเป็นทางการ จัดพิมพ์โดย

สำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์ ต่อจาก "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ",

"วิถีแห่งเซียนหุ้นห่านทองคำ", และ "ยุทธศาสตร์หุ้นห่านทองคำ"

ซึ่งจัดพิมพ์โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (4) วิกฤติคือโอกาส" จะเริ่มวางจำหน่าย

ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 15 วันที่ 21-31 ตุลาคม 2010 นี้

ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในซุ้ม SE-ED Book Center

และจะทยอยวางตามร้านหนังสือทั่วไป ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2010

 

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีหนังสือเอิร์นคอนเซ็ปต์ลดราคาอีกด้วย;

EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง ลด 35%

คู่มือบริหารเงิน, คู่มือบริหารใจ, และ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ ลด 15%

 

แล้วพบกันในงานนะครับ...

ทีมงาน EARN concept :)

 

ทันทีที่ซื้อหุ้นนักลงทุนก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้น  มีศักดิ์และสิทธิ
เป็นเจ้าของกิจการ
ง่ายๆแค่นี้ เป็นเจ้าของแล้ว แม้จะเพียงส่วนเดียว ไม่ใช่ทั้งหมด
ก็มีสิทธิที่สำคัญ โดยเฉพาะจะได้รับไข่ทองคำ (คือเงินปันผล) และ
การเข้าประชุมผู้ถือหุ้น

 

 นักลงทุนที่ถือหุ้นไม่เยอะ มักจะเรียกตัวเองว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อย
เวลาที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ จริงๆแล้ว ไม่ต้องบอกว่ารายย่อยก็ได้ เพราะในวันนั้น
ผู้ถือหุ้น ก็คือ ผู้ถือหุ้น จะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ก็มีสิทธิเข้าประชุมเหมือนๆกัน
ทีนี้ พอเข้ามาแล้ว ต้องอย่าให้เสียโอกาส เพราะการจะได้ซักถาม
หรือให้ข้อเสนอแนะ ต่อสภาสงครามหรือ คณะกรรมการบริษัท
มักจะมีแค่ปีละหนเท่านั้น

 

 บริษัทที่มีสภาสงครามหุ้นที่ดี จะรับฟังคำถามหรือข้อเสนอแนะ
ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ อย่างตั้งอกตั้งใจ ถ้าตั้งคำถามดีๆ พวกเราชาวมดงาน
(นักลงทุนรายย่อย) ก็จะได้รับการชี้แจง ที่ชัดเจน และทำให้จับทางได้ว่า
สภาสงครามของบริษัท มีเจตนาจริงจังแค่ไหน ในการสร้างมูลค่า ให้กับกิจการ

 

 เพราะหน้าที่ของสภาสงคราม คือ การทำให้รายได้เติบโต
คุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้ดี เพื่อให้กำไรออกมาแล้ว เติบโตเร็วกว่ารายได้
ในระยะยาว ถ้าสภาสงครามเอาแต่แก้ตัว ไม่ยอมจัดการแก้ไข
ออกจากที่ประชุมแล้ว ขายหุ้นทิ้งได้ ไปหาหุ้นตัวอื่น
ที่มีสภาสงคราม ทั้งดีทั้งเก่งกว่า จะดีที่สุด

ขณะเดียวกัน มดงานก็ต้องทำให้
สถาบันมดงาน ดูน่านับถือไปด้วย

 

 ประการแรก ควรแต่งกายให้เรียบร้อย เลี่ยงการใส่เสื้อยืด
และรองเท้าแตะ เข้าไปประชุม

 

 ประการที่สอง อย่าถามอะไรที่เกี่ยวกับราคาหุ้น
ราคาหุ้นจะขึ้นจะตก เป็นเรื่องของอารมณ์ตลาดหุ้น
อยู่นอกเหนือการควบคุม ของสภาสงครามหุ้น ถ้าจะถาม ขอให้เน้นถามถึงผลประกอบการ
รวมทั้งแนวโน้ม เพราะนี่คือหน้าที่เต็มๆ ของสภาสงครามหุ้นเลยครับ

 

 ประการที่สาม กรุณาอย่าถามหรือต่อว่า
เกี่ยวกับของว่างเลยครับ บางที มีคนมาประชุมกันมากเกิน
ของว่างเลยไม่พอ ก็ต้องให้อภัย เพราะบริษัทที่เขาจัดให้
ก็เป็นเรื่องของน้ำใจ จะไปทวงเขา มันจะดูไม่ดีนะครับ

 

 ประการสุดท้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับของชำรวย
นี่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำใจ ของบริษัทเหมือนกัน

 

 บางแห่งถือเป็นโอกาสดี เอาสินค้ามาให้ผู้ถือหุ้น
หรือผู้รับมอบฉันทะ ที่ได้สละเวลามาประชุม ได้ทดลองใช้สักชิ้นสองชิ้น
ต้องถือเป็นของแถมพิเศษ เล็กๆน้อยๆ ตรงนี้สำคัญมาก ต้องขอเน้น เพราะมีบางคน
ไปต่อว่าหรือถามของชำร่วย กับสภาสงคราม
ทำให้ภาพพจน์ของมดงาน ดูไม่ดีเลย ดังนั้นนะครับ ถ้านักลงทุนมดงาน
ทำให้ถูกต้องทั้ง 4 ข้อนี้ สถาบันมดงานก็จะกลายเป็น สถาบันที่มีความหมาย

 

 เพราะเราแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ถามถึงราคาหุ้น
ไม่พูดถึงของว่างหรือของชำร่วย แต่ เราจะเน้นถามเฉพาะในเรื่อง
เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน ทีนี้ สภาสงครามจะต้องเกรงใจเรา จะฟังเรามากขึ้น
เพราะถ้าผลงานดี เราก็ชม ผลงานแย่  เราก็ถาม พร้อมทั้งขอทราบแนวทางการแก้ไข
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประชาธิปไตยของชาวหุ้น ก็จะเบ่งบานขึ้น
อย่างมีคุณภาพ สภาสงครามก็จะเร่ง สร้างผลงานผ่านแม่ทัพใหญ่
คือ CEO แล้วอย่างนี้ ราคาหุ้นในระยะยาว ไม่ไปโลดได้ไง
ใช่ไหมครับ?

 

 อยากให้คนไทยเป็นมดงานคุณภาพกันเยอะๆ
และมีโอกาสถาม ส.ส หรือ ส.ว ซึ่งก็คือสภาสงครามหุ้นประเทศไทย
ได้เหมือนตอนประชุมบริษัทจัง ถ้าฝันนี้เป็นจริง หุ้นบริษัทประเทศไทยจำกัด (มหาชน)
จะเป็นหุ้นที่เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยอานิสงค์ของธรรมาภิบาล
อย่างแน่นอนครับ

เมื่อตอนเริ่มต้นใช้กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ผมได้มีโอกาสลองผิดลองถูก ในการลงทุนซื้อหุ้น

 ยอมรับครับ ว่าผมกลัวตลาดหุ้น เพราะคาดคะเนไม่ถูกว่า จะมีแนวโน้มการเคลื่อนไหวไปทางใด

 

 ผมจึงถือหลัก ต้องพยายามปลอดภัยให้มากไว้ก่อน แต่ก็ทำใจยอมรับกับผลขาดทุนทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการที่ราคาหุ้น ร่วงต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อไว้ เพราะชอบความคิดของ Warren Buffett ที่บอกว่า ถ้าใครทนเห็นลงต่ำกว่า 50% ไม่ได้ ยังไม่ใช่นักลงทุน

 

 แต่เพราะการใช้หลักปลอดภัย จึงทำให้ผมต้องทำการบ้าน ด้วยการพยายามประเมินมูลค่าหุ้น
ว่าควรจะออกมาเท่าใด โดยใหม่ๆจะตั้งเป้าผลตอบแทนจากปันผล ไว้สูงก่อน คือ 10%

 

 ถ้าหาซื้อไม่ได้ เพราะตั้งราคาซื้อไว้ต่ำไป ก็ค่อยๆขยับขึ้น เป็น 9% บ้าง 8% บ้าง หรือบางทีต่ำกว่าก็ยังมีบ้าง

 ทีนี้ พอซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ คอยติดตามผลงานของบริษัทเป็นระยะๆ
  ที่ชอบมาก คือทุกบริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุน ในฐานะผู้ถือหุ้น สามารถเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
อย่างน้อยปีละครั้ง

 

 จากแต่เดิมที่เคยละเลย ไม่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ผมก็กลับมาขมีขมัน ศึกษารายการประจำปี(annual reports) อย่างขมักเขม้น
 พอเริ่มศึกษา ก็เริ่มเห็นบางประเด็นที่ไม่เข้าใจ เลยจดบันทึกไว้ แล้วหยิบหยกมาถามในที่ประชุม
 ปรากฏว่า ได้เห็นการทำงานของคณะกรรมการ หลายๆชุด ซึ่งมีทั้งทำอย่างลวกๆ และทำอย่างมืออาชีพ

 พวกที่ทำอย่างลวกๆ กลับมา ผมก็ขายหุ้นทิ้ง เพราะถือว่า คณะกรรมการบริษัท ไม่ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลดีพอ ถือว่าสอบตกด้าน CG (Corporate Governance) คือทางด้านธรรมาภิบาล

 

 แต่พวกที่ทำอย่างมืออาชีพ ทำให้ผมเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะตัวCEO ซึ่งเวลาแถลงผลการดำเนินงาน จะว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีอย่างเดียว จุดอ่อนหรือความเสี่ยงก็พูดด้วย

 

 ที่สำคัญคือ รับฟังคำถามจากผู้ถือหุ้นอย่างตั้งใจ และตอบอย่างมีเหตุผล พร้อมทั้งบอกว่าทางบริษัท จะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

 

 ในการถาม ในการตอบ ผมจะจดบันทึกไว้ เพราะถือว่านี่เป็นบริษัทของผม การถือหุ้นแม้จะเพียงบางส่วน ก็ทำให้ผมกลายเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่งเหมือนกัน

 บางบริษัท ดีไปกว่านั้นอีก คือมีบริษัทหนึ่งทำเกี่ยวกับน้ำมันพืช ผมได้เสนอให้ทางบริษัท
จัดการบรรยายความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ทำ ให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทางบริษัทก็จัดให้
ทำให้พวกเราผู้ถือหุ้น เกิดความเข้าใจและมั่นใจมากขึ้น

 คนภายนอก ไม่มีโอกาสเช่นนี้ พอเห็นงบการเงินออกมาไม่ดี ก็พากันเทขาย จนหุ้นบริษัทตกไปต่ำมาก Market Cap เหลือเพียง 3,500 ล้านบาท จากเคยสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

 แต่พวกเราที่เข้าใจ ขอเน้นว่า ไม่ใช่ได้ข้อมูลแบบภายใน (inside information) เพราะบริษัทจัดให้กับผู้ถือหุ้นที่สนใจ ได้รับฟังข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็กัดฟันทยอยซื้อเพิ่ม

 ต่อมา เมื่อบริษัทได้มีการปรับกลยุทธการทำงาน ตามที่เคยเล่าให้ผู้ถือหุ้นฟัง ผลประกอบการก็ออกมาดีขึ้นๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นจนทำให้ market cap ขึ้นมาจาก 3,500 ล้านบาท เป็น 13,000 ล้านบาท
ผู้ถือหุ้นอย่างพวกเรา ก็มีความสุขกันทั่วหน้า

 ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือ การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกิจกรรมที่ควรติดตามทำอย่างต่อเนื่อง

 การได้ศึกษา ธุรกิจและผลการดำเนิงานของบริษัท แล้วมีโอกาสได้สื่อสาร
กับคณะกรรมการและ CEO เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

 เพราะเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้สอบถามปัญหาสำคัญๆ ได้แสดงข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์
ต่อคณะกรรมการบริษัท เพราะสิ่งที่พูดไว้ จะถูกจดบันทึกในรายการที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 ซึ่งเมื่อปีหน้ามาถึง เราสามารถจะสอบถามความก้าวหน้า ของเรื่องที่ได้พูดไว้แล้ว
ถ้าบริษัทนำไปปฎิบัติจริง ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ใช่สักแต่พูด

 

 แต่ถ้าไม่ทำเลย อย่างนี้สักครั้งสองครั้ง ก็คงต้องถอย ขายหุ้นทิ้ง
เพราะกำลังเจอกับช้างเกเร ขืนคบต่อ  อนาคตไม่สดใสแน่

 เสียดายอย่างเดียว การประชุมผู้ถือหุ้น มักจะมาใกล้กัน จึงต้องเลือกไป
 ไปแล้ว เสียเวลาบ้างนิดหน่อย แต่ทำให้เข้าใจภาพพจน์บริษัทชัดขึ้น ถือว่าคุ้ม
แถมบางบริษัทก็ใจดี ให้ของชำรวยติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

 ซื้อหุ้นแล้ว ได้กลายเป็นเจ้าของกิจการ ดีอย่างนี้แหละครับ

 

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

M&W

 มีผู้อ่านบอกมาว่า บทความประเมินมูลค่าหุ้น
อ่านตอนแรก  ดูเหมือนยาก แต่พอได้ลองนำไปใช้ ก็สามารถช่วยให้การตัดสินใจ
ในการลงทุนได้ดีขึ้น

 

 แต่มีข้อสงสัยอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถคาดคะเน เงินปันผลต่อหุ้นที่บริษัท
จะจ่ายออกมาในอนาคต เพราะถ้ารู้ ก็สามารถหามูลค่าหุ้นได้โดยไม่ยาก

 

 การประเมินว่าบริษัทจะจ่าย เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share หรือ DPS)
เท่าไหร่นั้น
  ต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

โดยผมใช้หลักการ PEN แต่ไม่ใช่ ปากกานะครับ
PEN ย่อมาจาก 3 คำคือ Policy, Expected Revenues และ Net Margin

 

1. นโยบายปันผล (Dividend Policy)
บริษัทส่วนใหญ่จะเขียนเป็นนโยบายไว้ค่อนข้างจะชัดเจน
ดูได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์
โดยกำหนดเป็นร้อยละ หรือที่เรียกกันว่า Payout Ratio
เช่นไม่ต่ำกว่า 40% หมายถึง ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 15 บาท
จะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 6 บาท เป็นต้น

 

 และนักลงทุนก็ควรดูตัวเลขการจ่ายปันผลในปีที่ผ่านๆมา
เพราะสามารถช่วยให้รู้ว่า
บริษัทได้ทำตามที่พูดไว้มากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะบริษัทที่ระบุไว้เพียงว่าจะจ่ายตามความเหมาะสม
 การเรียนรู้ประวัติของการจ่ายเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว
จะทำให้เห็นภาพของการบริหารของ CEO ได้ชัดขึ้นด้วย

 

2. รายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Revenues)
ความจริง  ผมควรใช้ยอดขาย (Sales)
เพราะเป็นตัวสะท้อนที่ดีว่า
ฐานลูกค้าของบริษัทแน่นหนาแค่ไหน
แต่เอาเข้าจริง ข้อมูลที่ได้มักจะเป็นยอดรายได้รวม(Revenues)
ซึ่งคิดว่าคงจะใช้ได้ เพราะส่วนใหญ่กว่า 90% ของรายได้
ก็มาจากยอดขายอยู่แล้ว

 ที่ผมอยากรู้คือแต่ละปี
บริษัทจะมีทางทำให้รายได้เติบโตขึ้น
ปีละเท่าใด

 

 ตัวอย่างเช่น ถ้าRevenues ของบริษัทปีที่แล้ว
อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
และผมคาดว่าการเติบโต (Growth) อยู่ที่ 15%
ผมก็เอา 1.15 คูณกับ 10,000
จะได้ออกมาเป็น Expected Revenues
เท่ากับ 11,500 ล้านบาท

 

3. อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin)
เช่นเดียวกันครับ
Net Margin ผมก็ควรจะหามาจากยอดขายด้วย
แต่ก็ติดขัดที่ข้อมูล
ผมจึงใช้ Net Margin โดยใช้ตัวกำไรสุทธิตั้ง
หารด้วย Revenues
คูณด้วย 100 ก็ออกมาเป็น %
 เท่าที่ผมสังเกตุดู บริษัทส่วนใหญ่จะมี Net Margin
ที่ประมาณ 4 ถึง 7% มีเพียงน้อยบริษัทมากที่จะมี Net Margin
เกิน 7%
เป็นระยะเวลายาวนาน (ผมเข้าใจว่า ถ้ามีกำไรดีเกินไป
ก็จะทำให้มีคู่แข่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งธุรกิจ)

 

 ตัวอย่างครับ
ถ้าผมคาดว่า Net Margin ของบริษัทดังกล่าวไว้ในข้อ 2 จะอยู่ที่ 5%
ผมก็เอา .05 ไปคูณรายได้ 11,500ล้านบาท
จะได้กำไรสุทธิออกมาอยู่ที่ 575 ล้านบาท

 ทีนี้ถ้าต้องการคำนวณว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเท่าไร
ผมก็เอา Payout 0.40 คูณ 575 จะได้ 230 ล้านบาท
พอถึงคราวนี้ การหาเงินปันผลต่อหุ้น
(Dividend Per Share หรือ DPS)
ก็ทำได้ง่าย

 

 วิธีการคือ เอาจำนวนหุ้นไปหารตัวเลข 230 ล้านบาท
ถ้าบริษัทมีหุ้นทั้งหมด 500 ล้านหุ้น
หุ้นแต่ละหุ้นจะได้ DPS = 230/500
หรือเท่ากับ 0.46 บาทต่อหุ้น

 แต่ถ้าดูจากการประกาศจ่ายปันผลในอดีต
พบว่าบริษัทมักจะจ่ายเกิน  คือจ่ายที่ 50%
อยากทราบว่าบริษัทจะจ่ายเป็นเงินปันผลเท่าไร
ก็เอา Payout 0.50 ไปคูณ 575 ล้านบาท
ในกรณี บริษัทจะจ่ายให้นักลงทุน
เป็นเงินถึง 287.5 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นอีก 57.5 ล้านบาท!

 

 คราวนี้ก็แปลงยอดเงินปันผล
ออกมาเป็น DPS ด้วยการเอาหุ้นทั้งหมดไปหาร
DPS จะเท่ากับ 287.5/500
หรือต่อหุ้นที่ 0.575 บาท
ผู้ถือหุ้นก็ยิ้มเพราะได้เงินปันผลมากขึ้น
บริษัทจะปัดเศษเป็น0.55 บาทก็ไม่ว่ากัน

 

 พอได้ Expected DPS มา 2 ตัว
คือ 0.46 กับ 0.55 บาท
อยากประเมินราคาหุ้น
ก็ใช้ Dividend Valuation Matrix
ดังที่เคยได้พูดถึงไว้แล้ว

 หุ้นของบริษัทนี้ก็น่าจะมีมูลค่า
คร่าวๆ ดังนี้

ดูอย่างนี้แล้ว  คงพอเห็นใช่ไหมครับ
ถ้าราคาหุ้นตัวนี้อยู่ต่ำกว่า 6 บาท
ลงมา คงมีคนช้อนเก็บกันเยอะ แต่ถ้าราคาเกิน 9 บาทขึ้นไป
คงมีคนเริ่มเทขายไม่น้อยเหมือนกัน

การรู้วิธีการคำนวณมูลค่าหุ้นบ้างดีตรงนี้ ทำให้รู้เขารู้เรามากขึ้น
พอทำบ่อยๆก็คล่องขึ้นเอง ส่วนการหา DPS ไม่ยากเลย
เพียงใช้หลักของ PEN เท่านั้นเอง

 ความจริง การที่เราพยายามหา DPS
ทำให้เรามีความสนใจในหุ้นที่ลงทุนมากขึ้น
และจะมองดูผลประกอบการในระยะยาวมากขึ้น
พร้อมกับบังคับให้ต้องติดตามผลประกอบการอย่างใกล้ชิด
แต่ไม่ถึงกับต้องเฝ้าจอทุกนาที แค่ไตรมาสละหนก็พอ

 DPS คือกระแสเงินที่นักลงทุนจะได้รับ
ไปในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังถือหุ้นอยู่
และผลประกอบการของบริษัทยังดีอยู่

 แต่ถ้าเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญ
ก็สามารถจะขายหุ้น เพื่อเอาเงิน ไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น
ที่ดูท่าจะมีแววมากกว่า

 ข้อสำคัญ ขอให้กล้าที่จะคิด ลองทำออกมาดู
ไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิด ผิดบ้างถูกบ้างเป็นประสบการณ์จริง
ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมั่นใจขึ้น จนในที่สุด
ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคงครับ


 

 

 

 

 

 

ในวงการตลาดหุ้นเวลาพูดถึงความสำเร็จของตลาดหุ้น
มักจะพูดถึงเรื่อง มูลค่าตลาด (Market Capitalization)
ว่ามีขนาดใหญ่แค่ไหน

 

 ยิ่งมีขนาดใหญ่มาก ก็ยิ่งถือว่าเก่ง ประสบความสำเร็จสูง
 แต่ถ้ามีขนาดเล็กก็ดูจะเดือดร้อนต้องออกแรงทำให้ใหญ่ขึ้น
 มาตรการที่จะทำให้ใหญ่ขึ้น ดูเหมือนจะเน้นอยู่ 2 ยุทธศาสตร์ คือ

 

1. หาบริษัทใหม่ๆมาจดทะเบียนให้มากขึ้น
2. หาทางไปชักชวนนักลงทุนต่างด้าว ให้มาลงทุนมากขึ้น

2 มาตรการ 2 ยุทธศาสตร์นี้ ถือว่าสำคัญและจำเป็น
 เพราะถ้ามีบริษัทเข้ามามากขึ้น ก็หมายถึงปริมาณหุ้นในตลาดมีมากขึ้น

 ขณะเดียวกัน ถ้ามีคนต่างประเทศขนเงินเข้ามาซื้อหุ้น
ย่อมมีส่วนทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปได้
 ทั้งจำนวนก็มีมากขึ้น ทั้งราคาก็ขยับขึ้น Market Cap ก็ย่อมจะใหญ่ขึ้น
 
เพราะ Market Cap จริงๆ แล้วคือ ผลคูณของปริมาณหุ้นกับ ราคาหุ้นทั้งตลาด
แล้วจะมารวมกัน

 ผมมีข้อเสนอเป็นมาตรการที่ 3 ที่จะทำให้ Market Cap ของตลาดหุ้น
เติบโตอย่างมีคุณภาพ นอกจากจะเติบโตแบบปริมาณ ตาม 2 มาตรการแรก

 มาตรการที่ 3 คือ ให้มีความสนใจ กับคุณภาพการสร้างมูลค่า
(Quality of Value Creation)
ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเรียบร้อยแล้ว
 ตอนนี้ เรามีบริษัทในตลาดหุ้นกว่า 500 บริษัท

ถ้า CEO แต่ละบริษัท สามารถทำให้กำไรสุทธิของตน โตขึ้น 10%
Market Cap ก็น่าจะโตขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน
 เป็นการโตที่ยังไม่ต้องพึ่งจากพลังภายนอก เช่น การนำบริษัทใหม่ๆมาจดทะเบียน
หรือการดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา

เพราะต้องถือว่า การเติบโตแบบนี้ เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณ
 ตรงข้ามกับการเติบโตในเชิงคุณภาพ เป็นการเติบโตจากภายใน
คือ จากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดเรียบร้อยแล้ว
 
ถามว่า เป็นไปได้ไหม?
 ขอตอบว่า เป็นไปได้อย่างยิ่ง เห็นได้ชัดๆ จากบริษัทพลังงานใหญ่แห่งหนึ่ง
ซึ่งเข้ามาจดทะเบียนในปี 25....

 
บริษัทมีทุนชำระแล้ว 28,184,770,250 บาท
ราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท
เท่ากับมีหุ้นกว่า 2,818 ล้านหุ้น
 
ตอนหุ้น IPO บริษัทนี้เสนอให้คนจอง เพียงราคา 35 บาท
ผลคือมีคนจองจนล้น ภายในเวลาพริบตาเดียว
 Market Cap ของบริษัทนี้ ในตอน IPO จึงเท่ากับ 2,818 x 35 = 98,630 ล้านบาท

 พอวันแรกเข้ามาซื้อขาย ราคาหุ้นก็ขึ้นไปเกินราคาจองนิดหน่อย แล้วก็ลงมาตลอด
เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน
 ใครที่จองไม่ได้ มีโอกาสซื้อของถูกกว่าราคาจอง ได้อย่างสะดวกโยธิน
อาจจะเป็นเพราะตอนนั้น คนยังมองไม่ออก ถึงศักยภาพการสร้างมูลค่า
ของCEO และผู้บริหาร ก็เป็นได้

 หลังจากนั้น พอผลประกอบการออกมาดี ไตรมาสแล้ว ไตรมาสเล่า นักลงทุนทั้งไทย ทั้งเทศ
ทั้งใหญ่ ทั้งเล็ก ก็หันมาให้ความสนใจ ทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้บางครั้งจะมีการปรับตัวลงมาบ้าง ก็เป็นช่วงสั้นๆ
แต่แนวโน้มระยะยาว ดูสดใสยิ่งนัก
 หุ้นของบริษัทเคยมีราคาสูงถึง 440 บาทต่อหุ้น
Market Cap  ขึ้นมาเท่ากับ 2,818 ล้านหุ้น x 440
หรือ 1,239,920 ล้านบาท คิดเป็น 12.6 เท่าของตอน IPO
ทั้งๆที่บริษัทไม่ได้มีการเพิ่มทุน แม้แต่หุ้นเดียว
 จริงครับ บริษัทอาจจะโชคดี ที่อยู่ในหมวดพลังงาน
เลยได้อานิสงฆ์ จากการที่ราคาน้ำมันดิบ ขึ้นมาอย่างบ้าเลือด
ถึงบาเรลล์ละกว่า $126 หรือในอนาคตอาจจะสูงกว่านี้ก็ได้
ไม่มีใครรู้

 

 ผมว่า ราคาน้ำมันขึ้น ก็เป็นเพียงปัจัยสำคัญ
ปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยให้รายได้ของบริษัท เติบโตเพิ่มขึ้น
 แต่ถ้าทีมผู้บริหาร ซึ่งมี CEOคนเก่งเป็นแม่ทัพ
ไม่ได้บริหารงานอย่างมุ่งมั่น เพื่อสร้างมูลค่า ให้แก่ผู้ถือหุ้น
บริษัทอาจจะไม่ได้มาไกล ขนาดนี้ ก็เป็นได้

 เห็นไหมครับ บริษัทนี้ช่วยเพิ่มMarket Cap ได้
โดยไม่ต้องมีการเพิ่มจำนวนหุ้น แต่ก็เป็นได้ว่า
มีนักลงทุนต่างชาติ เช้ามาซื้อช่วยดันให้ราคาวิ่งขึ้นด้วย
 อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า ต่างชาติเป็นนักลงทุนที่มีสมองเหมือนกัน
ไม่ใช่ลงทุนตามกระแส และที่เขาเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทนี้
เพราะเชื่อในพลังการสร้างมูลค่า ของทีมผู้บริหารเป็นหลัก

 

 โดยสรุปคือ ถ้าเราทำให้ CEO ทั้ง 500 กว่าบริษัท
มีความตั้งใจมุ่งมั่น ที่จะสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น อย่างมีคุณภาพ

 ตลาดหุ้นของไทย จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ผู้ลงทุนจะได้นอนหลับฝันดีครับ

มีคนอีกเยอะมากเวลาพูดถึงตลาดหุ้นจะมีอาการเกร็งและกลัว
เลยยังติดใจฝากเงินกับแบ็งก์ต่อไปทั้งๆที่รู้ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ
ต่ำมากเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ

 

 ในฐานะนักลงทุนมดงานซึ่งจัดเป็นรายย่อยในตลาดหุ้น
ขอพูดจากประสบการ์ณว่าการจะอยู่ให้รอดปลอดภัยและได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มีงานที่ต้องทำใหญ่ๆ อยู่ 4 เรื่อง คือ
1)  เข้าใจหุ้น
2) เลือกหุ้น
3) ตีมูลค่าหุ้น
4) บริหารพอร์ตหุ้น

 

เรื่องเข้าใจหุ้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าใครยังไม่เข้าใจการทำงานของหุ้นไม่ควรลงทุนในหุ้น มิฉะนั้น มีโอกาสเจ็บตัวสูง
 การเข้าใจหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอให้มองให้ออกว่า หุ้นคือ สินค้าพิเศษ ที่มีการสร้างมูลค่า (Value Creation) หรือ ทำลายมูลค่า (Value Destruction) คือมีทั้งบวก และลบ

 

 พอรู้อย่างนี้ งานของนักลงทุน ก็ต้องพยายามเรียนรู้ ว่าการสร้างมูลค่า คืออะไร อย่างด่วนจี๋
 ถ้าเข้าใจการสร้างมูลค่าแล้ว จะเข้าใจหุ้นอย่างแท้จริง

 น่าเสียดายมาก ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามเรื่องนี้ ทำให้ไม่เข้าใจการทำงานของหุ้น เลยขาดหลักสำคัญ ในการลงทุนกับหุ้น

 เมื่อเข้าใจหุ้นดีแล้ว เรื่องที่สองคือ การเลือกหุ้น (Stock Selection) ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
 ข้อมูลที่มีให้ ไม่ว่าจะมาจากบริษัทเจ้าของหุ้น จากตลาดหุ้น จากนักวิเคราะห์ รวมทั้งจากสื่อต่างๆ มีมากมาย
 การเลือกหุ้น ในชั้นนี้ ยังไม่ต้องไปสนใจราคาหุ้น
 เพราะที่ต้องการ คือเรื่องคุณภาพ

 

 ถามว่า คุณภาพอะไร?

 ขอตอบว่า คุณภาพการสร้างมูลค่าครับ
ส่วนหุ้นที่ทำลายมูลค่า ไม่ต้องไปสนใจให้เสียเวลา
 หุ้นที่มีการสร้างมูลค่า จะมีข้อมูลที่ออกมาดี เช่น ROE สูง

 ROE คือ Return on Equity หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ฟังแล้วอย่าเพิ่งงงครับ
 ROE ง่ายๆก็คือ แต่ละปีเงินของผู้ถือหุ้นได้ผลตอบแทนเท่ากับกี่%
 ถ้าเกิน 15% ก็พอใช้ได้ ต่ำกว่านี้ ต้องถือว่า CEO ยังไม่เก่ง CEO  บางแห่งทำ ROE ได้เกิน 30% ยังมีเลยครับ
 ทีนี้ พอเลือกหุ้นคุณภาพได้แล้ว อย่าเพิ่งรีบซื้อ ต้องทำเรื่องที่ 3 ก่อน

 เรื่องที่3 คือ การตีมูลค่าหุ้น (Stock Valuation) เพื่อจะได้รู้ว่า หุ้นคุณภาพที่ว่าดี และ เลือกไว้แล้ว ควรจะมีมูลค่า(Value)ออกมาเท่าใด

 ตอนนี้ คงพอเห็นว่า Stock Valuation คือ การหา Value ของหุ้นนั่นเอง
 การหามูลค่าหุ้น ตามประสามดงาน ก็ทำแบบชาวบ้าน ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก
 มดงานอย่างผม ก็ใช้เรื่องเงินปันผลนั่นแหละ แล้วคิดกลับเป็นมูลค่า แบบที่เรียกว่า “ผลตอบแทนจากเงินปันผล” หรือ Dividend Yield

 

 พอได้มูลค่ามาปุ๊บ ก็มาถึงเรื่องที่ 4 คือ การบริหารพอร์ตหุ้น (Port Management)
โดยดูว่า ราคาหุ้นตอนนั้น สูง หรือ ต่ำกว่ามูลค่า

 

 เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะสมัยก่อน พอมีใครเชียร์ว่า หุ้นตัวไหนจะวิ่ง ก็รีบทะเร่อทะร่าเข้าไปซื้อ เพราะกลัวตกรถไฟ
 โดยหารู้ไม่ว่า ราคาที่กำลังวิ่ง ด้วยแรงของคุณกระทิง มันสูงกว่ามูลค่าไปตั้งเยอะแล้ว
 ผลก็เลย เจ็บตัว กลายเป็นแมงเม่า บินเข้ากองไฟ
 รอดออกมาได้ แต่ปีก 2 ข้างไหม้หมด กลายร่างเป็นมดงาน ที่ทำอะไรไม่ผลีผลาม
 เดี๋ยวนี้ มีสติมากขึ้น ไม่ได้ปล่อยให้ ความโลภ ความกลัว ครอบงำอย่างแต่ก่อน
 นอกจาก จะพยายามซื้อหุ้นดีๆ ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าแล้ว ยังใช้กลยุทธตกแต่งสวน
ทำให้พอร์ตโตขึ้น มีหุ้นทำงานให้มากขึ้น

 

 สรุปแล้ว งานหลักของนักลงทุน มี 4 เรื่องคือ
• Value Creation
• Stock Selection
• Stock Valuation
• Port Management
ถ้าทำ 4 เรื่องนี้ได้ดี จะพบว่าหุ้น มีเสน่ห์กว่าที่คิด
 ถ้าถามว่าทั้ง 4 เรื่องนี้ อะไรสำคัญที่สุด?
 ขอตอบว่า สำคัญทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง
Value Creation สำคัญมากๆ
 ต้องรีบเข้าใจให้ดีนะครับ