หุ้นห่านทองคำ

หนังสือซีรี่ส์ "คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ" ทั้งหมดมี 6 เล่ม

เล่ม 1 เป็นไทด้วยหุ้น

เล่ม 2 จัดพอร์ตหุ้นห่านทองคำ

เล่ม 3 ถอดรหัสหุ้น

โดย: เทพ รุ่งธนาภิรมย์

เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2012 เป็นต้นไป ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

หนังสือ "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ" พิมพ์ครั้งที่ 4

โดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์

มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศแล้วนะครับ ^^

 

/node/1117

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (6) แกะรอยหุ้นเด่น"

ผลงานลำดับที่ 6 ของซีรี่ส์ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ

โดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์


เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2011 เป็นต้นไป

โดย SE-ED Book Center และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ทีมงาน EARN concept

 

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (5) เจาะลึกตลาดหุ้น"

งานเขียนเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นสไตล์ห่านทองคำ

เล่มล่าสุดของ เทพ รุ่งธนาภิรมย์

ผลงานลำดับที่ 5 ของซีรี่ส์ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ

จัดพิมพ์โดยสำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (5) เจาะลึกตลาดหุ้น" จะเริ่มวางจำหน่าย

ตั้งแต่ วันอังคารที่ 15 มีนาคม 2011 เป็นต้นไป

โดย SE-ED Book Center และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศครับ

 

ผลงานล่าสุดของ เทพ รุ่งธนาภิรมย์ ต้นกำเนิดแนวคิดหุ้นห่านทองคำ

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (4) วิกฤติคือโอกาส"

ได้รวบรวมงานเขียนเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นสไตล์ห่านทองคำ

ล่าสุดของ เทพ รุ่งธนาภิรมย์

โดยเป็นผลงานเล่มที่ 4 อย่างเป็นทางการ จัดพิมพ์โดย

สำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์ ต่อจาก "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ",

"วิถีแห่งเซียนหุ้นห่านทองคำ", และ "ยุทธศาสตร์หุ้นห่านทองคำ"

ซึ่งจัดพิมพ์โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

"คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ (4) วิกฤติคือโอกาส" จะเริ่มวางจำหน่าย

ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 15 วันที่ 21-31 ตุลาคม 2010 นี้

ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในซุ้ม SE-ED Book Center

และจะทยอยวางตามร้านหนังสือทั่วไป ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2010

 

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีหนังสือเอิร์นคอนเซ็ปต์ลดราคาอีกด้วย;

EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง ลด 35%

คู่มือบริหารเงิน, คู่มือบริหารใจ, และ คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ ลด 15%

 

แล้วพบกันในงานนะครับ...

ทีมงาน EARN concept :)

 

ทันทีที่ซื้อหุ้นนักลงทุนก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้น  มีศักดิ์และสิทธิ
เป็นเจ้าของกิจการ
ง่ายๆแค่นี้ เป็นเจ้าของแล้ว แม้จะเพียงส่วนเดียว ไม่ใช่ทั้งหมด
ก็มีสิทธิที่สำคัญ โดยเฉพาะจะได้รับไข่ทองคำ (คือเงินปันผล) และ
การเข้าประชุมผู้ถือหุ้น

 

 นักลงทุนที่ถือหุ้นไม่เยอะ มักจะเรียกตัวเองว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อย
เวลาที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ จริงๆแล้ว ไม่ต้องบอกว่ารายย่อยก็ได้ เพราะในวันนั้น
ผู้ถือหุ้น ก็คือ ผู้ถือหุ้น จะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ก็มีสิทธิเข้าประชุมเหมือนๆกัน
ทีนี้ พอเข้ามาแล้ว ต้องอย่าให้เสียโอกาส เพราะการจะได้ซักถาม
หรือให้ข้อเสนอแนะ ต่อสภาสงครามหรือ คณะกรรมการบริษัท
มักจะมีแค่ปีละหนเท่านั้น

 

 บริษัทที่มีสภาสงครามหุ้นที่ดี จะรับฟังคำถามหรือข้อเสนอแนะ
ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ อย่างตั้งอกตั้งใจ ถ้าตั้งคำถามดีๆ พวกเราชาวมดงาน
(นักลงทุนรายย่อย) ก็จะได้รับการชี้แจง ที่ชัดเจน และทำให้จับทางได้ว่า
สภาสงครามของบริษัท มีเจตนาจริงจังแค่ไหน ในการสร้างมูลค่า ให้กับกิจการ

 

 เพราะหน้าที่ของสภาสงคราม คือ การทำให้รายได้เติบโต
คุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้ดี เพื่อให้กำไรออกมาแล้ว เติบโตเร็วกว่ารายได้
ในระยะยาว ถ้าสภาสงครามเอาแต่แก้ตัว ไม่ยอมจัดการแก้ไข
ออกจากที่ประชุมแล้ว ขายหุ้นทิ้งได้ ไปหาหุ้นตัวอื่น
ที่มีสภาสงคราม ทั้งดีทั้งเก่งกว่า จะดีที่สุด

ขณะเดียวกัน มดงานก็ต้องทำให้
สถาบันมดงาน ดูน่านับถือไปด้วย

 

 ประการแรก ควรแต่งกายให้เรียบร้อย เลี่ยงการใส่เสื้อยืด
และรองเท้าแตะ เข้าไปประชุม

 

 ประการที่สอง อย่าถามอะไรที่เกี่ยวกับราคาหุ้น
ราคาหุ้นจะขึ้นจะตก เป็นเรื่องของอารมณ์ตลาดหุ้น
อยู่นอกเหนือการควบคุม ของสภาสงครามหุ้น ถ้าจะถาม ขอให้เน้นถามถึงผลประกอบการ
รวมทั้งแนวโน้ม เพราะนี่คือหน้าที่เต็มๆ ของสภาสงครามหุ้นเลยครับ

 

 ประการที่สาม กรุณาอย่าถามหรือต่อว่า
เกี่ยวกับของว่างเลยครับ บางที มีคนมาประชุมกันมากเกิน
ของว่างเลยไม่พอ ก็ต้องให้อภัย เพราะบริษัทที่เขาจัดให้
ก็เป็นเรื่องของน้ำใจ จะไปทวงเขา มันจะดูไม่ดีนะครับ

 

 ประการสุดท้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับของชำรวย
นี่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำใจ ของบริษัทเหมือนกัน

 

 บางแห่งถือเป็นโอกาสดี เอาสินค้ามาให้ผู้ถือหุ้น
หรือผู้รับมอบฉันทะ ที่ได้สละเวลามาประชุม ได้ทดลองใช้สักชิ้นสองชิ้น
ต้องถือเป็นของแถมพิเศษ เล็กๆน้อยๆ ตรงนี้สำคัญมาก ต้องขอเน้น เพราะมีบางคน
ไปต่อว่าหรือถามของชำร่วย กับสภาสงคราม
ทำให้ภาพพจน์ของมดงาน ดูไม่ดีเลย ดังนั้นนะครับ ถ้านักลงทุนมดงาน
ทำให้ถูกต้องทั้ง 4 ข้อนี้ สถาบันมดงานก็จะกลายเป็น สถาบันที่มีความหมาย

 

 เพราะเราแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ถามถึงราคาหุ้น
ไม่พูดถึงของว่างหรือของชำร่วย แต่ เราจะเน้นถามเฉพาะในเรื่อง
เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน ทีนี้ สภาสงครามจะต้องเกรงใจเรา จะฟังเรามากขึ้น
เพราะถ้าผลงานดี เราก็ชม ผลงานแย่  เราก็ถาม พร้อมทั้งขอทราบแนวทางการแก้ไข
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประชาธิปไตยของชาวหุ้น ก็จะเบ่งบานขึ้น
อย่างมีคุณภาพ สภาสงครามก็จะเร่ง สร้างผลงานผ่านแม่ทัพใหญ่
คือ CEO แล้วอย่างนี้ ราคาหุ้นในระยะยาว ไม่ไปโลดได้ไง
ใช่ไหมครับ?

 

 อยากให้คนไทยเป็นมดงานคุณภาพกันเยอะๆ
และมีโอกาสถาม ส.ส หรือ ส.ว ซึ่งก็คือสภาสงครามหุ้นประเทศไทย
ได้เหมือนตอนประชุมบริษัทจัง ถ้าฝันนี้เป็นจริง หุ้นบริษัทประเทศไทยจำกัด (มหาชน)
จะเป็นหุ้นที่เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยอานิสงค์ของธรรมาภิบาล
อย่างแน่นอนครับ

เมื่อตอนเริ่มต้นใช้กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ผมได้มีโอกาสลองผิดลองถูก ในการลงทุนซื้อหุ้น

 ยอมรับครับ ว่าผมกลัวตลาดหุ้น เพราะคาดคะเนไม่ถูกว่า จะมีแนวโน้มการเคลื่อนไหวไปทางใด

 

 ผมจึงถือหลัก ต้องพยายามปลอดภัยให้มากไว้ก่อน แต่ก็ทำใจยอมรับกับผลขาดทุนทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการที่ราคาหุ้น ร่วงต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อไว้ เพราะชอบความคิดของ Warren Buffett ที่บอกว่า ถ้าใครทนเห็นลงต่ำกว่า 50% ไม่ได้ ยังไม่ใช่นักลงทุน

 

 แต่เพราะการใช้หลักปลอดภัย จึงทำให้ผมต้องทำการบ้าน ด้วยการพยายามประเมินมูลค่าหุ้น
ว่าควรจะออกมาเท่าใด โดยใหม่ๆจะตั้งเป้าผลตอบแทนจากปันผล ไว้สูงก่อน คือ 10%

 

 ถ้าหาซื้อไม่ได้ เพราะตั้งราคาซื้อไว้ต่ำไป ก็ค่อยๆขยับขึ้น เป็น 9% บ้าง 8% บ้าง หรือบางทีต่ำกว่าก็ยังมีบ้าง

 ทีนี้ พอซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ คอยติดตามผลงานของบริษัทเป็นระยะๆ
  ที่ชอบมาก คือทุกบริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุน ในฐานะผู้ถือหุ้น สามารถเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
อย่างน้อยปีละครั้ง

 

 จากแต่เดิมที่เคยละเลย ไม่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ผมก็กลับมาขมีขมัน ศึกษารายการประจำปี(annual reports) อย่างขมักเขม้น
 พอเริ่มศึกษา ก็เริ่มเห็นบางประเด็นที่ไม่เข้าใจ เลยจดบันทึกไว้ แล้วหยิบหยกมาถามในที่ประชุม
 ปรากฏว่า ได้เห็นการทำงานของคณะกรรมการ หลายๆชุด ซึ่งมีทั้งทำอย่างลวกๆ และทำอย่างมืออาชีพ

 พวกที่ทำอย่างลวกๆ กลับมา ผมก็ขายหุ้นทิ้ง เพราะถือว่า คณะกรรมการบริษัท ไม่ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลดีพอ ถือว่าสอบตกด้าน CG (Corporate Governance) คือทางด้านธรรมาภิบาล

 

 แต่พวกที่ทำอย่างมืออาชีพ ทำให้ผมเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะตัวCEO ซึ่งเวลาแถลงผลการดำเนินงาน จะว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีอย่างเดียว จุดอ่อนหรือความเสี่ยงก็พูดด้วย

 

 ที่สำคัญคือ รับฟังคำถามจากผู้ถือหุ้นอย่างตั้งใจ และตอบอย่างมีเหตุผล พร้อมทั้งบอกว่าทางบริษัท จะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

 

 ในการถาม ในการตอบ ผมจะจดบันทึกไว้ เพราะถือว่านี่เป็นบริษัทของผม การถือหุ้นแม้จะเพียงบางส่วน ก็ทำให้ผมกลายเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่งเหมือนกัน

 บางบริษัท ดีไปกว่านั้นอีก คือมีบริษัทหนึ่งทำเกี่ยวกับน้ำมันพืช ผมได้เสนอให้ทางบริษัท
จัดการบรรยายความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ทำ ให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทางบริษัทก็จัดให้
ทำให้พวกเราผู้ถือหุ้น เกิดความเข้าใจและมั่นใจมากขึ้น

 คนภายนอก ไม่มีโอกาสเช่นนี้ พอเห็นงบการเงินออกมาไม่ดี ก็พากันเทขาย จนหุ้นบริษัทตกไปต่ำมาก Market Cap เหลือเพียง 3,500 ล้านบาท จากเคยสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

 แต่พวกเราที่เข้าใจ ขอเน้นว่า ไม่ใช่ได้ข้อมูลแบบภายใน (inside information) เพราะบริษัทจัดให้กับผู้ถือหุ้นที่สนใจ ได้รับฟังข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็กัดฟันทยอยซื้อเพิ่ม

 ต่อมา เมื่อบริษัทได้มีการปรับกลยุทธการทำงาน ตามที่เคยเล่าให้ผู้ถือหุ้นฟัง ผลประกอบการก็ออกมาดีขึ้นๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นจนทำให้ market cap ขึ้นมาจาก 3,500 ล้านบาท เป็น 13,000 ล้านบาท
ผู้ถือหุ้นอย่างพวกเรา ก็มีความสุขกันทั่วหน้า

 ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือ การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกิจกรรมที่ควรติดตามท