หุ้นห่านทองคำ

ผมมีโอกาสไปบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งมีความตื่นตัวขึ้นมาก ในการลงทุน

 

 คำถามหนึ่งที่นักศึกษา มักต้องถามคือ มีเงินน้อย จะซื้อหุ้นลงทุนอย่างไรดี

 

 ผมมีความเห็นใจมาก เพราะตอนจบมาใหม่ๆ ก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่ขอยืนยันว่า  บทความชื่อ “การเงิน 6 มิติ” และ “การสร้างความมั่งคั่ง” เป็นการเขียนขึ้นจากประสบการจริง ซึ่งได้ช่วยทำให้ผม มีได้อย่างทุกวันนี้

 

 ประเด็นสำคัญคือ การมีเงินนั้น เป็นไปได้ ถ้ารู้จักเคล็ดลับการออม และเคล็ดลับการลงทุน
 เคล็ดลับการออม เป็นเรื่องง่ายๆ คือต้องออมไว้อย่างน้อย 10% แต่เป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับคนที่ไม่มีดวงเป็นเศรษฐี
 ครั้นสะสมเงินออมได้แล้ว ต้องมีเคล็ดลับการลงทุน โดยต้องเข้าใจว่า ทรัพย์สินที่มีไว้ให้ลงทุน
มีอยู่ 3 ชนิด
 ทรัพย์สิน 3 ชนิดที่ว่า ได้แก่

 

1. เอาไว้เพื่อใช้เอง  (Utilizing Assets)
2. เอาไว้เพื่อขาย (Trading Assets)
3.เอาไว้เพื่อหารายได้ (Earnings Assets)

 

เป็นนักศึกษา จบมาใหม่ๆ มีงานทำ มีเงินออมบ้างนิดหน่อย คงต้องลงทุนในทรัพย์สินเพื่อใช้ก่อน
โดยเฉพาะบ้านและรถ เพราะถือว่าเป็นของจำเป็น แม้จะต้องกู้เงินมาเสริม ก็ต้องยอม
 มีข้อแม้คือ ลงทุนเท่าที่จำเป็น แบบเศรษฐกิจพอเพียง อย่าเอาโก้
 และต้องมั่นใจ ว่าจะผ่อนชำระคืนเงินกู้ได้ ทำอย่างนี้ได้ ถือว่าสอบผ่านด่านแรก

 

 ทีนี้พอมีเงินมากขึ้น ก็เริ่มดูลู่ทางลงทุนใน Trading Assets เล็งดูทรัพย์สินที่มีโอกาสเพิ่มค่าเร็ว
เช่น หุ้น ที่ดิน ซื้อมาเพื่อขายทำกำไร เพื่อจะทำให้เงินที่มีอยู่ งอกเงยได้รวดเร็วขึ้น
 มีข้อเตือนใจคือ การลงทุนแบบนี้ มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้น ราคาที่ดิน อาจมีปัญหา ตกต่ำลงมาได้
เกิดขาดทุน ทำให้ใจเสีย
 ผมก็เคยโดนมาแล้ว

 

 เวลาได้กำไร รู้สึกว่าการหาเงินเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ทำให้ย่ามใจ ขาดสติ เร่งลงทุนมาก จนเกินกำลัง
กว่าจะรอดมาได้ เหนื่อยเกือบตาย

 

 แต่ก็มีบ้างบางคน ทำได้ดี มีเงินเป็นกอบเป็นกำ และดูๆไป คนส่วนใหญ่เวลานี้ ก็ชอบลงทุนแบบ Trading Assets เพราะต้องการเห็นผลเร็ว ได้เสีย รู้กันไปเลย อันเป็นนิสัย ของคนที่ชอบผจญภัย

 

 เคล็ดลับการลงทุนแบบที่สาม คือลงทุนใน Earnings Assets หรือทรัพย์สินที่ให้รายได้คืนกลับมาอย่างต่อเนื่อง
 การลงทุนแบบนี้ คือการลงทุนแบบห่านทองคำ ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินธนาคาร การซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ การลงทุนในหุ้นปันผล การซื้อคอนโดให้เช่า การสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่สามารถให้กระแสรายได้ เข้ามาแบบระยะยาว

 

 การลงทุนตามสไตล์ห่านทองคำ มีข้อดีคือ ไม่ต้องขายทรัพย์สินไปแบบ Trading Assets ซึ่งเน้นการขายทรัพย์สินเพื่อเอากำไร ครั้งเดียวจบ
 กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ก็ได้มาจากแนวคิดของ Earnings Assets โดยเน้นการลงทุนในหุ้นปันผล

 

 ที่ดีคือ หุ้นปันผลที่ซื้อลงทุน อยู่ในตลาดหุ้น ทำให้มีโอกาสที่ดียิ่ง ในการลดต้นทุนหุ้นในมือ
 การทำเช่นนี้ สามารถช่วยให้คนมีเงินน้อย มีโอกาสเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป มีมากจนถึงขั้นว่า เงินปันผลที่ได้รับ สามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว โดยไม่ต้องทำงานก็ได้

 

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นครอบครัวที่ยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ฟู่ฟ่า สามารถเป็นไท ได้อย่างสบาย
 จึงหวังว่า นักศึกษาที่จบใหม่ มีเงินน้อย จะสามารถนำเคล็ดลับการลงทุนนี้ ไปปฏิบัติใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้นะครับ

ในการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ผมคิดว่าชาวหุ้นจำนวนมากยังมีความเสี่ยงสูง เพราะมองข้าม เรื่องสำคัญ 2 เรื่อง คือ คุณภาพ (Quality) และ มูลค่า( Value)

 ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะสังเกตเห็นว่า ชาวหุ้นส่วนใหญ่ มักจะสนใจเรื่องราคา (Price) หุ้นกัน อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
 เวลาตั้งคำถามกับโบรกเกอร์ จึงออกมาว่า ควรจะซื้อหุ้นตัวไหนดี? โดยคิดว่า เมื่อได้ลงทุนตามคำแนะนำแล้ว จะทำกำไรได้แน่ๆ

 

 หรือถ้าไม่ได้กำไร ก็มีโอกาสรีบขายตัดทิ้ง เพื่อลดความเสียหาย จากการลดลงของราคาหุ้น
ก่อนคนอื่นๆ

 

 ความจริงแล้ว เวลาได้รับคำแนะนำว่าหุ้นตัวไหนเจ๋ง อย่าเพิ่งรีบซื้อ!

 

 ให้พยายามประเมินก่อนว่า หุ้นตัวที่ว่ามีคุณภาพดีจริงหรือไม่? และถ้ามีจริง มูลค่าหุ้นควรเป็นเท่าไหร่?
 พูดง่ายๆคือ ต้องพยายามเรียนรู้และเข้าใจให้ได้ว่า หุ้นตัวนั้น ทำธุรกิจอะไร? กำลังเติบโตหรือถดถอย?
ยี่ห้อสินค้าติดตลาดหรือไม่? คู่แข่งมีมากไหม? เป็นต้น

 

 ถ้าดูแล้ว ธุรกิจของหุ้นอยู่ในเกณฑ์ดี ก็ถือว่าโอเค ผ่านรอบแรก

 

คุณภาพที่สองที่ต้องดูคือ คุณภาพของการบริหาร โดยต้องดูทั้งสภาสงคราม และแม่ทัพหุ้น

 

 กล่าวคือต้องดูให้มั่นใจว่า คณะกรรมการบริษัทประกอบไปด้วยคนดีจริง มีความรู้ในด้านธุรกิจ
และมีความรู้ในการเป็นกรรมการมืออาชีพ

 

 ไม่ใช่ กรรมการส่วนใหญ่ มีนามสกุลเดียวกัน แถมยังไม่เคยได้ยินคำว่า DCP เสียอีก

 

 DCP ย่อมาจาก Directors Certification Program ซึ่งเป็นหลักสูตร 5 อาทิตย์ อาทิตย์ละ 1 วัน จัดโดย IOD
เพื่อให้ผู้ขันอาสามาเป็นกรรมการ ได้เข้าใจภาระหน้าที่การเป็นกรรมการ อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

 

 ถ้ากรรมการส่วนใหญ่จบ DCP มา ชาวหุ้นก็สบายใจได้เปลาะหนึ่ง
 ถามว่าจะรู้ได้ไง?

 

 ก็ดูจากประวัติของกรรมการแต่ละคน ในรายงานประจำปีของหุ้นตัวนั้นๆได้เลย!

 

 ส่วนตัวแม่ทัพคือ CEO คือตัวจักรสำคัญ คุณภาพของ CEO จึงเป็นเรื่องใหญ่

 

 ผมได้อ่านเรื่องของ Mr. Jack Welch ซึ่งเป็นอดีต CEO ของ GE ปรากฎว่าตอนเข้าไปเป็น CEO ใหม่ๆ
Market cap ของ GE มีแค่ $16 พันล้าน พอตอนที่ลาออกมามีถึง $ 596 พันล้าน!

 

 ถ้า CEO ในตลาดหุ้นเป็นอย่างนี้ได้ทุกคน ชาวหุ้นสบายใจหายห่วง เพราะCEOมีฝีมือแบบนี้
จะไม่อยู่เฉย แต่จะทำให้คุณภาพของผลดำเนินงาน ออกมาดีขึ้นปีแล้วปีเล่า

 

 แม้ในปีที่เศรษฐกิจ หรือในช่วงเวลาวิกฤติ ก็สามารถประคองตัวบริษัทให้อยู่รอดปลอดภัย ปรับตัวให้แข็งแกร่ง ทยานกลับเข้ามาเก็บเกี่ยว ในช่วงเศรฐกิจขาขึ้นได้อีกด้วย

 

 การดูคุณภาพนั้น ถ้าใครพอดูตัวเลขการเงินเป็น ยิ่งจะช่วยได้มาก

 

 หุ้นที่มี ROE สูงๆ มี D/E ต่ำ มี Revenue Growth สูง เป็นหุ้นที่ถือว่ามีคุณภาพได้เป็นส่วนใหญ่เลย

 

 ถ้าใครไม่รู้ ต้องรีบเรียน เดี๋ยวจับชีพจรหุ้นไม่เป็น จะพลาดได้ของดี อย่ามัวเสียเวลาเฝ้าดูแต่ราคาหุ้นอย่างเดียว ต้องดูผลประกอบการเป็นด้วย ทีนี้ พอเลือกได้หุ้นมีคุณภาพแล้ว ก้าวต่อไป ก่อนซื้อ ควรต้องหาวิธีประเมินมูลค่าหุ้นก่อน

 

 เพื่อจะได้รู้เป็นแนวว่า หุ้นตัวที่จะซื้อน่าจะมีมูลค่าในอนาคต เป็นเท่าไหร่กันแน่

 

 การหามูลค่าหุ้นนั้น ทำได้ตั้งแต่ง่ายจนถึงยาก แต่อย่าตกใจครับ ทำแบบไหนก็ได้

 

 เพราะเอาเข้าจริง มูลค่าของหุ้นแต่ละตัว ก็ออกมาเป็นหลายค่าได้ สิ่งที่นักลงทุนควรทำ คือต้องรู้ให้ได้ว่า มูลค่าหุ้นที่จะซื้อ อยู่ในช่วงราคาไหนถึงไหน
พอได้มูลค่าหุ้นออกมา ก็ค่อยซื้อหุ้นตอนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า (Under Value) ไม่ใช่ซื้อที่ราคาไหนก็ได้

 

มิฉะนั้น อาจเจ็บตัวฟรี แม้หุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้นมีคุณภาพดี เพราะซื้อสูงไป ก็ไม่คุ้มเหมือนกัน

 

 ถ้าชาวหุ้นหันมาสนใจเรื่องคุณภาพ (Quality) และมูลค่า (Value) กันให้มากขึ้น การลงทุนในตลาดหุ้น
ก็จะเป็นทางเลือก ที่ดีที่สุดในระยะยาว

 

 เพราะหุ้นที่บริหารโดย CEO ดีฝีมือเยี่ยม จะทำหน้าที่คอยสร้างมูลค่า (Value Creation) ให้กับผู้ถือหุ้น
ทำให้เงินลงทุนของชาวหุ้น งอกเงยขึ้น

 

 เชื่อขนมกินได้เลยครับ

เมื่อพูดถึงมูลค่าหุ้น (Value) บางท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นของที่ไม่มีรูปธรรม สู้ตัวราคาหุ้น (Price) ไม่ได้ เพราะมีความชัดเจนกว่า

 

 จริงครับ มูลค่าหุ้นอาจจะเป็นอะไรที่กำหนดให้ตายตัวลำบาก แต่ว่ามันมีอยู่จริง ตราบใดที่บริษัทที่เราเข้าไปลงทุนด้วยการซื้อหุ้น มี CEO ที่มุ่งมั่นจะสร้างผลประกอบการดีๆ เพื่อผู้ถือหุ้นทุกๆคนอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เอาใจแต่เฉพาะผู้ถือหุ้นรายใหญ่

 

 แต่ผมก็คิดต่อไปว่า เวลาพูดถึงมูลค่าหุ้น หมายถึงเรากำลังพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเหตุผลสำคัญที่เราซื้อหุ้น เพราะว่าราคาหุ้นในปัจจุบัน ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

 

 คำถามคือมูลค่า (Value) นั้นสำคัญไฉน? จึงต้องมีการพูด มีการย้ำอยู่ตลอดเวลา
 คำตอบคือ การซื้อหุ้นเหมือนกับการเข้าตีเมือง แต่กองทัพคือเงินของนักลงทุนมีจำกัด จะเที่ยวไปตีผิดตีถูก  ทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
 นักลงทุนต้องตระหนักไว้เสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เม็ดเงินที่มีอยู่ เกิดดอกออกผล  และปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องพยายามตีให้ถูกเมือง ต้องพยายามเลือกตีเมืองที่คิดว่ามีศักยภาพสูงไว้ก่อน ด้วยการรู้เขา รู้เราให้มากที่สุด
 วิธีการที่ดีที่สุดคือ ต้องพยายามหาว่า เมืองที่จะตีมีค่าแค่ไหน

 

 การลงทุนในหุ้นก็เหมือนกัน เราต้องพยายามคำนวณให้ออกว่า ถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้แล้ว มูลค่าที่ CEO พยายามจะสร้าง ควรจะอยู่ตรงไหน
 จากประสบการณ์ของผม พบว่า เอาเข้าจริงแล้ว มูลค่าหุ้นไม่ได้มีค่าเดียว แต่น่าจะออกมาเป็นช่วงมากกว่า เพราะการคำนวณมูลค่าหุ้น ต้องอาศัยการตั้งข้อสมมุติ (Assumptions) ไว้หลายตัวทีเดียว
 ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าบริษัทที่เราจะซื้อหุ้น มียอดรายได้ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ปีต่อไปควรจะมียอดรายได้เท่าใด?
 คำตอบคือ เป็น มีความเป็นไปได้เยอะ แต่เพื่อความง่าย ต้องเอาอัตราเติบโตในอดีตมาดูด้วย ถ้าได้เฉลี่ย 15% ก็ใช้ 15%
 แต่ก็อาจมีการขยายไปได้ว่า ถ้าเกิดเอาแค่ 10% ล่ะ? หรือดีมากอาจเติบโตที่ 20% ล่ะ?
ถ้าเป็นเช่นนี้ ความเป็นไปได้ของรายได้ก็เกิดขึ้นได้ 3 ทาง

  

 

 หมายความว่า  แม้ว่ารายได้ของปีที่แล้วจะอยู่ที่เพียง 10,000 ล้านบาท แต่รายได้ที่คาดว่าจะเกิดในปีนี้ มีทางเป็นไปได้ถึง 3 ทางคือ 11,000,  11,500  และ 12,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่า CEO จะสามารถทำให้รายได้ เติบโตที่ 10,  15 หรือ 20%
คราวนี้ก็ต้องมาดู Net Margin กันบ้าง ถ้าบริษัทเคยทำได้ระหว่าง 4 – 6% ความเป็นไปได้ของNet Margin ก็กำหนดได้ถึง 3 ตัว คือ 4, 5 และ6% ซึ่งจะส่งผลให้ กำไรสุทธิคาดการ (Expected Net Profit) ออกมาได้ถึง 9 ตัว!

 

 

 
 จากภาพนี้ ท่านนักลงทุนคงจะเห็นว่า กำไรสุทธิที่คาดการ (Expected Net Profit) สามารถเกิดขึ้นได้ถึง 9 ทาง โดยการเปลี่ยนแปลงสมมุติฐาน ของปัจจัยแค่ 2 ตัวเท่านั้น
 พูดง่ายๆ ก็คือ ความเก่งไม่เก่งของCEO ในการขยายตลาด ซึ่งทำให้เกิด Revenue Growth กับในการควบคุมต้นทุน และ ค่าใช้จ่าย เพื่อให้ได้ Net Margin ดีๆ มีผลต่อการทำกำไรอย่างยิ่ง

 

 ทีนี้พอเราแปลงกำไรสุทธิให้เป็น EPS ด้วยการเอาหุ้นทั้งหมดหาร แล้วคูณด้วย Payout Ratio
ก็จะได้ เงินปันผลต่อหุ้น แล้วจับใส่ใน Dividend Valuation Matrix ซึ่งมี Dividend Yield อยู่ 7 ตัว
ระหว่าง 4 – 10% ความเป็นไปได้ของมูลค่าจะออกมาถึง 63 ค่า!

 

 คำถามคือนักลงทุนจะเลือกฟันธงเอา Value ตัวไหนดี? นี่คือการบ้านที่นักลงทุนต้องคิด!
 การคำนวณหามูลค่าเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การประเมินว่า มูลค่าช่วงไหนเหมาะสมสำคัญกว่า
 สิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างนี้ก็คือ ผลประกอบการในรูปกำไรสุทธิใน 1 ปีข้างหน้า สามารถออกมาแตกต่างกันได้ระหว่าง 440 ถึง 720 ล้านบาท หรือแตกต่างกันถึงเกือบ 64% ทีเดียว

 

ฝีมือของ CEO จึงมีความสำคัญนัก เพราะต้องทำ 2 อย่างให้พร้อมกัน
คือ 1.  เพิ่มรายได้ให้เติบโตอย่างเหมาะสม
 และ2.  ทำให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ในเกณฑ์สูง

โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) พอใจ!

 

ขออนุญาตสรุปว่า การคำนวณหามูลค่า ไม่ใช่ของยาก เรื่องที่ยากที่สุด คือการหา CEO ดีๆ เก่งๆ
ที่ตั้งใจสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น ด้วยความพยายามรักษาการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับความพยายามควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพราะต้องเป็นคนที่มีศิลปะในการเป็นผู้นำสูง และมีความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อผู้ถือหุ้น

 

 ตัวเลขที่เราลองทำๆกันอยู่ ผมเชื่อว่า CEO ที่มีคุณภาพก็ต้องทำเหมือนกัน และยังเชื่อว่าคงทำให้ละเอียดลึกซึ้งกว่าผู้ถือหุ้น เพราะ CEO แบบพญาคชสีห์ จะมีสิ่งนี้อยู่ในจิตวิญญาณอยู่แล้ว อย่างไรซื้อหุ้นไว้ก็ปลอดภัย เว้นแต่ราคาจะขึ้นสูงเกินไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ นักลงทุนต่างก็หูไวตาไว ของดีๆไม่ปล่อยให้คอยเก้อ
 ไม่เป็นไรครับ ของดีๆราคาสูงๆ อาจต้องใจเย็น ให้คุณหมีเข้ามา  ทำให้ราคาตก ค่อยซื้อตอนอ่อนตัวก็ได้

 

 ขออย่างเดียว อย่าจุดไต้ตำตอ ไปซื้อหุ้นของ CEO ช้างเกเรเข้า จะเจ็บตัวได้นะครับ

 

 ในสนามรบการค้า เมื่อCEOนำทัพออกศึกไปสักระยะหนึ่ง ก็มักจะมีความจำเป็นต้องหาเงินเข้ามา
เพื่อช่วยให้กองทัพสามารถขยายไปครอบครองพื้นที่การตลาด
 เงินที่จะหาเข้ามานี้ จะไปกู้มาจากเจ้าหนี้ หรือจะไปเพิ่มทุน ย่อมทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างทุนของกองทัพอยู่ในสถานใด
 ถ้ามีเจ้าหนี้และเงินกู้ยืมเยอะ เรียกว่ามีDebt สูง แต่ด้านส่วนของทุน คือEquity มีน้อย
พูดง่ายๆ คือมีDebt to equity (D/E) ratio สูง ก็ต้องตัดสินใจเสนอให้สภาสงครามคือ คณะกรรมการ
พิจารณาเพิ่มทุน
 การเพิ่มทุนก็ทำได้ถึง 5 วิธี คือ
• หุ้นจองคะนองฤทธิ์ (IPO)
• มิตรใหม่ใจถึง (Private Placement)
• ดึงจากคนนอก (Public Offering)
• บอกกล่าวตามสิทธิ (Right Issues)

• คิดได้ตามสบาย (Warrant)
ก่อนเข้าตลาดหุ้น CEO มีทางเลือกน้อย เพราะถ้าไม่เพิ่มทุนด้วยเงินตัวเอง เนื่องจากถือหุ้นเกือบ100% บางทีลงทุนจนหมดตัว ลงทุนต่อไม่ไหว ก็ต้องหาคนอื่นมาร่วมทุน ด้วยวิธีมิตรใหม่ใจถึง จะทำตามวิธีอื่นอาจติดขัดด้วยกฎหมายจึงเกิดกรณีการเพิ่มทุนแบบ Private placement ถ้าโชคดีคุยกับคนที่เข้าใจและสนใจ มีความต้องการที่ตรงกัน ก็สามารถตกลงปลงใจร่วมทุนกันเลย
 มีคนที่สนใจจะร่วมทุนแบบนี้ โดยจัดเป็นกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) อาชีพหลัก คือคอยเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทที่กำลังเติบโต ลงทุนสัก 3 – 4 ปี ถ้าธุรกิจของบริษัทเริ่มไปได้ดี ก็อาจจะเสนอขายคืนเจ้าของโดยมีกำไร หรือจะรอจนหุ้นเข้าตลาด ค่อยขายก็ได้
 ส่วนมากพวก Venture Capital จะเข้ามาร่วมทุนแบบการเงิน(Financial Partners)
เพราะจุดแข็งของ Venture Capital คือ เรื่องเงิน อาจไม่ชำนาญเรื่องการรบในสนามการค้า
 แต่บางที CEO ก็จะเจอ ผู้ร่วมทุนอีกแบบหนึ่งที่พร้อมจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นการร่วมทุนแบบพันธมิตร (Strategic Partners) เช่น CEO เก่งด้านการผลิต แต่คนมาร่วมทุนเก่งด้านการตลาด อย่างนี้ร่วมทุนและทำงานคู่กันไป ก็เป็น win – win ทั้งคู่
 สำหรับพวก Strategic Partners ส่วนมากก็จะกอดคอกับ CEO ร่วมหัวจมท้ายกัน
จนบริษัทแข็งแรงพอ เอาเข้าตลาดหุ้นเพื่อขยายงานต่อ
 แม้เมื่อเอาหุ้นเข้าตลาดแล้ว Strategic Partners หลายแห่ง ก็ยังยืนหยัดเคียงคู่กับ CEO ด้วยการถือหุ้นเป็นพันธมิตรต่อ มิได้ขายหุ้นออกเหมือนกลุ่ม Venture Capital
 เพราะเป้าหมายของ Strategic Partners ค่อนข้างแตกต่างกับ Venture Capital ซึ่งเข้ามาถือในฐานะของการลงทุนแบบ Financial Partners
 ถ้าได้กำไรตามสมควรก็ขาย เพื่อออกจากโครงการ (Exit) จะขายให้เจ้าของเดิมหรือขายในตลาดหุ้นก็ได้ ไม่ว่ากัน
ไม่เหมือน Strategic Partners ที่เข้ามาแบบร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อร่วมบริหารให้บริษัทมีการสร้างมูลค่าที่ดีขึ้นแบบระยะยาว
 ถามว่าทั้ง Venture Capital และ Strategic Partners เข้ามาลงทุนแล้ว มีขาดทุนบ้างไหม?
 มีแน่นอน
 
 เพราะการลงทุนคือความเสี่ยง ถ้า CEO ทำไม่ได้ตามแผนการที่วางไว้ หรือเจอความเสี่ยงใหญ่ ๆ
เช่น การแข่งขันอย่างรุนแรง  การขึ้นราคาน้ำมันอย่างสุดกู่ อาจทำให้ธุรกิจจอดไม่ต้องแจว การร่วมทุนที่ลงไปก็สูญได้
 จึงต้องดูให้ดีทั้ง 2 ฝ่าย CEO ก็ต้องดูให้ดีว่ามิตรใหม่ที่เข้ามาจะไม่เข้ามาก่อกวน แต่จะเข้ามาช่วยกันสร้างประโยชน์
 ส่วนผู้ร่วมทุน ก็ต้องดูให้รอบคอบ ว่าบริษัทที่เลือกไว้ จะมีโอกาสอยู่ในเกณฑ์สูงที่จะเติบโต ด้วยการวิเคราะห์อย่างละเอียด รอบคอบ อย่าเชื่ออะไรง่ายเกินไป จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง
 สำหรับ CEO ที่มีฝีมือ สามารถพาตัวรอดและเติบโต จนเข้าตลาดหุ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากคนอื่น ก็ต้องมีการเพิ่มทุน ด้วยวิธีหุ้นจองคะนองฤทธิ์ คือการทำ IPO หรือ Initial Public Offer ด้วยการกระจายขายหุ้นให้สาธารณชนเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวหุ้นคุ้นๆกันดี
 ทีนี้พอทำไปๆ ธุรกิจขยายตัวดีขึ้น ต้องมีการเพิ่มทุนอีก ก็ต้องปรึกษากับสภาสงคราม ว่าจะต้องเพิ่มทุนอีกไหม?
 ถ้าต้อง  จะเอาวิธีไหน?
 
 ในกรณีที่ต้องเพิ่มแบบ Private Placement หรือ กลยุทธมิตรใหม่ใจถึง ก็คงทำเหมือนก่อนเข้าตลาดหุ้น ด้วยการติดต่อกับ Venture Capital หรือหา Strategic Partners ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
แต่สุดท้ายต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ถือเป็นเสียงสวรรค์ที่สำคัญมาก CEO จะตัดสินเองทำอย่างรวบรัดไม่ได้เด็ดขาด
 Venture Capital ที่เข้ามาในช่วงนี้ มักจะเป็นกองทุนของเอกชน (Private Equity) ที่มีเงิน แต่ไม่ชอบเสี่ยงกับการลงทุนในธุรกิจ ที่ยังมีอายุไม่มาก มักจะรอลงในธุรกิจที่มีผลงานบ้าง แม้จะต้องจ่ายราคาสูงกว่าก็ยอม คือเน้นความแน่นอนไว้ก่อน กำไรน้อยหน่อยไม่เป็นไร
 ส่วน Strategic Partners ที่เข้ามาในห้วงเวลานี้ ก็ย่อมมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะเวลาหุ้นอยู่ในตลาด ต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพราะกฎของการกำกับดูแลที่ดี
 เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพของ CEO ก็จะเติบโตได้รวดเร็วขึ้น เพราะรู้จักใช้ตลาดหุ้นให้เป็นคุณ ทำการระดมทุนจากตลาดทุน อย่างชาญฉลาด ด้วยการทำตัวให้เป็นคนดี มีฝีมือ
 มีหุ้นแบบนี้มากๆ นักลงทุนก็ยิ้มได้ เพราะมีคนเอาเงินไปช่วยทำงานให้

 ขอขอบคุณท่าน CEO
 ที่ดีทั้งฝีมือ ดีทั้งจิตใจครับ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

Money for Money

           

 การลงทุนในตลาดหุ้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการใช้ข้อมูล

            คำถามคือ จะเลือกใช้ข้อมูลอะไร เพราะข้อมูลที่มีอยู่ มีมากเหลือเกิน คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้ข้อมูลเกี่ยวกับราคา ด้วยเหตุผลว่าเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด และใกล้ตัวมากที่สุด

            เห็นหุ้นตัวไหน มีคนบอกว่าดี ก็สั่งให้โบรกเกอร์ซื้อ (ไว้ 10,000 หุ้น) แล้วก็มานั่งลุ้นให้ราคาวิ่งสูงขึ้นไป ซื้อมา 10 บาท ก็ภาวนาให้หุ้นขึ้นไป 11 บาท หรือยิ่งมากยิ่งดี

            คราวนี้  คุณหมีเข้ามาเยือนตลาดหุ้น หุ้นตัวที่ซื้อมา 10 บาท ตกไปเหลือ 8 บาท ก็ได้แต่กลุ้มใจ

ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จะถือต่อก็กลัวจะตกลึกลงไปอีก

            ครั้นจะตัดใจขายทิ้ง ก็ขาดทุนทันที 2 บาทต่อหุ้น ทั้งกลัวและเสียดาย เศร้าใจจนน้ำตาตกใน นึกโทษตัวเองว่า ไม่น่าเลย  อยู่ดีไม่ว่าดี

            แต่แล้วก็เหมือนพระมาโปรด คุณกระทิงเข้ามาขวิดคุณหมีกระเจิง หุ้นที่ซื้อมาพุ่งขึ้นพรวดพราดปั้บเดียวไปถึง 12 บาท ดีใจรีบขายหมดพอร์ต ได้กำไรถึง 20,000 บาทหรือ 20%

            ดีใจ เที่ยวคุยให้เพื่อนฝูงฟัง แต่แล้วก็ต้องช็อค เพราะเจ้าหุ้นตัวดี ไม่ยอมหยุดอยู่ที่ 12 บาท

คุณกระทิงพาไป 15

            ผ่านไป 1 อาทิตย์ หุ้นเจ้ากรรมโดดสูงถึง 20 บาท

            โอ๊ย  เจ็บใจจริงๆ ขายหมูไปโดยไม่รู้ตัว

            ครับ เรื่องแบบนี้ มีให้เห็นบ่อยในตลาดหุ้น

            ที่ผมอยากจะบอกก็คือ ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับแรงต่อสู้ 2 แรง คือ แรงซื้อ  กับ  แรงขาย

            แรงซื้อมาก ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้นสูง

            แรงขายมาก  ราคาหุ้นก็จะวิ่งลง

            ทั้งแรงซื้อและแรงขาย มาจากความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น

            ถ้ารู้สึกดี  เช่น การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจมีแนวโน้มดี อัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง ราคาน้ำมันเริ่มปรับลง

ต่างชาติเริ่มเข้ามาซื้อเก็บ ฯลฯ คนก็จะหันมาซื้อหุ้น ส่งให้แรงซื้อมีกำลัง หุ้นก็ขึ้น

            ถ้ารู้สึกไม่ดี  เช่น การเมืองปั่นป่วน เศรษฐกิจกำลังถดถอย อัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ต่างชาติเริ่มขายทิ้ง ฯลฯ คนก็จะหนีจากหุ้น แรงขายจะมีมาก หุ้นก็ลง

            สาเหตุพวกนี้เป็นเรื่องที่ควบคุมยาก เกินกำลังของนักลงทุน

            แต่มีสาเหตุหลักอีกเรื่อง ที่มีผลต่อราคาหุ้น และนักลงทุนพอจะทำอะไรได้บ้าง ด้วยการเข้ามาเป็นหนึ่งในสามพลัง ของกระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น

            กระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น เกิดจากการมีผลประกอบการที่ดี ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น และสุดท้ายราคาหุ้นก็จะดีขึ้นตามไปเอง        

            คำถามที่จะตามมาคือ สามพลังหมายถึงอะไร?

            คำตอบของสามพลัง คือ

1.                   พลังการบริหารของ CEO

2.                   พลังการกำกับดูแลของคณะกรรมการ

3.                   พลังของเจ้าของกิจการของผู้ถือหุ้น

นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น มีโอกาสใช้พลังของการเป็นเจ้าของกิจการ ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น โดยต้องทำการบ้าน ศึกษาข้อมูล แล้วไปตั้งคำถามหรือให้ข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการ

            ถ้านักลงทุนขยันศึกษา  ขยันติดตาม คณะกรรมการก็จะใช้พลังกำกับดูแล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุกๆปีต้องมาพบปะชี้แจงกับผู้ถือหุ้น จึงต้องคอยดูแลกำกับ CEO ให้บริหารงานอย่างมีคุณภาพ

            ที่สำคัญ คือ การกำกับดูแลที่ดี ทำให้คณะกรรมการต้องทำหน้าที่ประเมินสำคัญ 2 อย่าง คือ ประเมินผลการทำงานของตนเอง และ  ประเมินผลการทำงานของ CEO       

            การคอยดูแลและประเมินตนเองเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะคณะกรรมการต้องพยายามปรับปรุงตนเอง ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

            ส่วน CEO ก็อยู่เฉยๆไม่ได้ เพราะมีคณะกรรมการคอยทำหน้าที่ประเมินผล เป็นเหมือนกระจกคอยสะท้อนภาพ ให้ CEO รู้อยู่เสมอว่า ตอนนี้ทำได้ดีแค่ไหน

            ด้วยกรรมวิธีนี้ ผลงานของCEO ก็ต้องดีขึ้น อย่างแน่นอน แม้บางครั้งจะเจออุปสรรค ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ ก็ย่อมหาทางออกร่วมกับคณะกรรมการได้

            เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคาหุ้นก็ต้องวิ่งสูงขึ้นในระยะยาว เพราะกระบวนการสร้างมูลค่าได้มีการทำงานของแรงสามประสาน

            ซื้อหุ้นแล้ว นักลงทุนจะนั่งเฉยๆ หรือเข้าไปมีบทบาท ในการร่วมสร้างมูลค่า เพื่อให้หุ้นมีราคาสูงขึ้น

            ขึ้นอยู่กับนักลงทุนครับ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

Money for Money

CEO ที่ทำกำไรได้ดีต่อเนื่องกัน มีทางเลือกหลักๆได้ 2 ทางคือ

* เอากำไรที่ได้  จ่ายเป็นเงินปันผลคืนผู้ถือหุ้น หรือ

* เอากำไรที่ได้  ไปใช้ขยายงานเพื่อเพิ่มกำไรในอนาคต

          นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น  คือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

          ส่วนตัวแล้ว  ผมชอบเดินสายกลาง คือขอให้มีการจ่ายเงินปันผลบ้าง มากน้อยไม่ว่ากัน

เพราะเข้าใจดีว่า CEO ก็ต้องการเงินส่วนหนึ่งสำหรับขยายงาน

          เวลาเลือกซื้อหุ้น ผมจึงต้องศึกษาดูก่อนว่า CEO มีฝีมือ สามารถทำกำไรสุทธิได้ และเพื่อความไม่ประมาท ผมก็ต้องดูตัวงบกระแสเงินสด เพื่อให้แน่ใจว่า เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ มียอดเป็นบวก ซึ่งเป็นการยืนยันว่า กำไรสุทธิที่ทำได้มีคุณภาพดีจริง

          เพราะเคยมีเรื่องมาแล้ว ในงบกำไรขาดทุน โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิเพิ่มอย่างหรู

แต่ขอโทษ เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ ติดลบ แดงเถือก

ใครหลงซื้อหุ้นนั้นเข้าไป ถึงกับกระอักเลือด

ที่ร้ายคือ  เจ้าของถือโอกาสขายหุ้นทิ้งหมดไปด้วย

บทเรียนราคาแพงนี้ ทำให้นักลงทุนเดี๋ยวนี้ต้องดูงบการเงินทั้ง 3 งบ

การที่เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ  มียอดบวก แสดงว่า  ในการค้าขาย  นอกจากทำกำไรได้แล้ว ยังเก็บเข้ามาเป็นเงินสดเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย เงินในส่วนนี้  ถ้าจะนำไปใช้ขยายงาน ด้วยการลงทุน  ผมก็ขออนุโมทนา แล้วถ้าคิดว่าดี  จะไปกู้ยืมเงินมาสมทบ ผมก็คิดว่านักลงทุนไม่มีใครขัดข้อง จริงๆแล้ว ผมได้อาศัยการศึกษาข้อมูลในส่วนนี้ จากหุ้นหลายๆตัว ที่โชว์ตัวเลขในงบกระแสเงินสด

ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุน Cashflow for  Investment แล้วตัดสินใจเข้าไปซื้อไว้

เพราะส่วนใหญ่  เมื่อขยายงานจากการลงทุนเสร็จเรียบร้อย มีสินค้าให้ขายได้มากขึ้น สุดท้ายกำไรก็เพิ่มตาม ทำให้มูลค่าหุ้นแข็งแกร่งขึ้น ราคาหุ้นก็ขึ้นตามมาจากผลกำไรที่ได้เพิ่มขึ้น

อยากจะเน้นตรงนี้ครับว่า การลงทุนเป็นการสร้างค่าในอนาคต ถ้าดูจากตัวเลขในอดีต  จะไม่พบ

ถ้าใครอ่านงบกระแสเงินสดเป็น โอกาสที่จะซื้อหุ้นในราคาถูก ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

ทำไมการลงทุนจึงสามารถทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น?

หลักมีอยู่ว่า การลงทุนต้องใช้เงินทุน คือ Capital ซึ่งมีต้นทุน  เรียกว่า Cost of  Capital

ในเวลาเดียวกัน  การลงทุนก็ให้ผลตอบแทน ซึ่งสามารถคิดออกมาเป็นอัตราผลตอบแทน (Returns on Capital)

ดังนั้นถ้า Returns on Capital สูงกว่า Cost Of Capital โครงการลงทุนนั้นก็น่าลงทุน เพราะเมื่อลงทุนเพิ่ม ก็จะเกิดกำไรเพิ่ม ส่งผลให้ ผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นก็จะตอบรับข่าวดี

เป็นปรากฎการณ์ของตลาดหุ้น  ที่หุ้นบางตัวขึ้นได้เป็นเท่าๆตัว เป็นหุ้นโตเร็ว (Growth Stock) ที่ทำให้ผู้ซื้อกลายเป็นเศรษฐี แต่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ?

เพราะถ้าลงทุนไปแล้ว ผลออกมาพลิกล๊อคไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็จะยุ่ง

แทนที่จะมีกำไรมาเสริม กลับกลายว่าโครงการใหม่ขาดทุน ดึงของเก่าให้ลดลงไป

ดีไม่ดี ทำให้ขาดทุนทั้งบริษัท แบบนี้ ก็เป็นเรื่องเศร้า กลายเป็นลงทุนผิด คิดจนช้ำใจ

ในสมัยฟองสบู่ฟูฟ่อง มี CEO บางคนใจกล้า ขยายงานอย่างไม่คิดชีวิต เงินไม่พอก็กู้เงินต่างประเทศเข้ามาเสริม เพราะมองโลกในแง่ดีเกินไป

ครั้นพอฟองสบู่แตกดังโพล๊ะ เงิน 1 เหรียญที่กู้มาแลกได้ 25 บาท กลายเป็น 40 บาท ก็ขาดทุนมโหฬาร โครงการขยายงานทั้งหลายต้องหยุดกึก ที่หนักสุดคือไม่มีปัญญาชำระหนี้ สุดท้ายต้องยกธงขาว ยอมแพ้ ปิดโรงงาน ราคาหุ้นตกลงมาเหลือศูนย์

ดังนั้น จึงต้องระวังครับ CEO ที่ลงทุนเกินกำลังเกินไป มีสิทธิทำให้ผู้ถือหุ้น พลอย เจ๊งตามไปด้วย

 

 

                                                             

         

 มาถึงจุดนี้ ผมอยากจะสรุปว่าคนส่วนใหญ่ เข้าใจเรื่องการเป็นไททางการเงินกันดีขึ้น

ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไร จึงจะเป็นไททางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม

          สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนยังอยู่อย่างหนูถีบจักร ทำงานให้นายจ้างด้วยความขยันขันแข็ง

จนไม่มีเวลาเหลือให้กับตัวเองเพราะรู้แต่เพียงว่าต้องทำงานเป็นลูกจ้างเท่านั้นถึงจะมีรายได้

          การคิดและทำแบบนี้ มีความเสี่ยง เพราะถ้าบริษัทเจ๊ง หรือตัวเองไม่สบาย  ทำงานไม่ได้

รายได้ก็สูญแบบอัตโนมัติ

          อยากเป็นไทต้องวางแผน กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการมีรายได้เดือนละเท่าใด

โดยไม่ต้องทำงานด้วยตัวเอง

          จะทำอย่างนี้ต้องหาและสะสมสินทรัพย์ที่สามารถสร้างเงินแล้วให้สินทรัพย์ทำงานหาเงินแทน

          ยกตัวอย่างว่า

         

          ต้องการมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท หรือเท่ากับปีละ 600,000บาท

          ถ้าได้แล้ว พอกิน พอใช้ จะไม่ทำงานแบบเต็มเวลาก็ได้

         

          พอกำหนดเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ต้องเลือกว่าจะลงทุนสร้างสินทรัพย์อะไร

ที่จะก่อให้เกิดรายได้ตามเป้าหมายปีละ 600,000บาท

          สินทรัพย์ที่จะก่อให้เกิดรายได้ประจำ มีหลายอย่าง  เช่น

* เงินฝากธนาคาร

* หุ้นกู้

* พันธบัตร

* คอนโดให้เช่า

* หุ้นปันผล  เป็นต้น

         

          เอาเป็นว่าตกลงเลือกแบบผม

         

          คือใช้กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำเป็นสรณะ

   

           ก็ต้องถามว่า การที่จะมีเงินได้จากปันผลปีละ 600,000บาท ต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์  คือตัวหุ้น เป็นเงินเท่าใด?

          ฟังคำตอบแล้ว อย่าประหลาดใจ เพราะตอบได้ว่า เท่าใดก็ได้ ตั้งแต่มากถึงน้อย

          อย่าพึ่งงงครับ

         

           เพราะเป้าหมายหรือรายได้คือผล ส่วนเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัยมี 3 อย่าง คือ

* การเลือกได้หุ้นที่ดี มีปันผล

* เงินลงทุนที่มีอยู่

* อัตราผลตอบแทน

 

          เอาเป็นว่า

          เมื่อเลือกหุ้นที่ดีได้แล้ว ลองมาดูว่าถ้าจะได้ผลตอบแทนปีละ 600,000 บาท  ต้องใช้เงินเพื่อลงทุนเท่าใด?

          คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับ อัตราผลตอบแทนต่อปี ดังที่ผมจะแสดงให้ดูดังนี้

     

           

                    กรณี              อัตราผลตอบแทน         เงินลงทุนที่ต้องใช้

 

                                                    

                       1                         10%                    6,000,000

     

                       2                         20%                    3,000,000

     

                       3                         50%                    1,200,000

     

                       4                        100%                      600,000

      

      หมายความว่า

     ถ้าเลือกสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำ ก็ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ

     กลับกัน ถ้าเลือกได้สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เงินที่ต้องใช้ลงทุนก็น้อยลง

     เช่นในกรณีที่ 1

     ถ้าเลือกหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ที่ 10%

     ต้องใช้เงินลงทุนถึง 6,000,000 บาท

          ดูแล้วเหนื่อยถามว่าจะไปหาเงินมากขนาดนี้ มาจากไหน

          ข่าวดี คือ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ได้เสนอทางออก ด้วยเทคนิคการตกแต่งสวน

          กลับไปในกรณีที่ 1 อีกครั้ง สมมุติว่ามีเงินลงทุนเพียง 600,000 เท่านั้น

          เพราะฉะนั้น เงินปันผลได้ 10% ก็เท่ากับ 60,000บาท ยังเกษียณไม่ได้

          แต่หุ้นก็คือหุ้น บางทีราคาก็วิ่งขึ้นไปอย่างไม่มีเหตุผล เอาให้สุดๆไปเลย คือสมมุติว่าราคาขึ้นไป 100% ชาวหุ้นห่านทองคำเสนอให้ขายหุ้นไปครึ่งหนึ่ง จะได้เงินสดมา 600,000 บาท มาเก็บไว้  คอยซื้อหุ้นตอนราคาอ่อนตัวยวบลงมา แต่อย่าลืมครับว่า  ยังมีหุ้นอีกครึ่งหนึ่งเหลืออยู่ ด้วยการถือฟรี แถมมีเงินปันผล 30,000 บาท ตรงนี้  ห้ามงงครับ ถ้าอยากรวย!

          ทีนี้  หุ้นก็คือหุ้น มีข่าวร้าย ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาเท่าเดิม รีบครับ รีบใช้เงิน 600,000บาทซื้อหุ้นกลับทันที พอซื้อแล้ว จะมีหุ้นเพิ่มเป็น 150%

          ความมหัศจรรย์เริ่มเกิดขึ้น เพราะด้วยเงิน 600,000 เท่าเดิม แต่เงินปันผลที่ได้ไม่ใช่ 60,000 แล้ว

 กลายเป็น 90,000 บาท อัตราผลตอบแทนกลายเป็น 15% ทันที กลับไปดูที่ตารางอีกทีนะครับ

          จะเห็นว่าถ้าเราสามารถทำให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นๆ ด้วยกลยุทธ์การตกแต่งสวน

 จำนวนเงินลงทุนที่ต้องใช้จะน้อยลงๆ

          ตรงนี้ ถ้าทำความเข้าใจดีๆ ทำด้วยความมีสติ ไม่โลภเกิน ไม่กลัวจัด ค่อยๆทำไปๆ โอกาสเป็นไททางการเงิน ต้องมีอย่างแน่นอนครับ

     

                                                                                       

          

จากการเฝ้าติดตามดูผลประกอบการของบริษัทที่ได้ลงทุนไป ผมพบว่าบริษัทที่มี CEO ที่ดีและเก่ง มักจะมีความสำเร็จที่สูงกว่า

          ผมจึงให้ความสำคัญกับการประเมินผลตัว CEO และได้พบกับแบบฟอร์มในการชั่งคุณภาพของCEO โดยคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีด้วยกัน 8 ข้อคือ

·         การวางแผนกลยุทธ์

·         ภาวะผู้นำ

·         ผลลัพธ์ทางการเงิน

·         การบริหารงาน

·         การพัฒนาและการสืบทอด

·         การดูแลคน

·         การสื่อสาร

·         ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการ

ซึ่งเมื่อผมนำมาใช้ประเมินกับ CEO ที่ผมรู้จัก พบว่าคนที่เจ๋งจริงๆจะได้คะแนนเต็ม 5 เกือบทุกข้อ

ที่สำคัญคือคนเหล่านี้มีลักษณะโดดเด่นของผู้นำ

          ผมจึงหันมาทำความเข้าใจกับเรื่องภาวะผู้นำ ที่เรียกกันว่า Leadership ให้มากขึ้น เพราะเริ่มคิดว่าภาวะผู้นำเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งของ CEO

          สิ่งที่ยืนยันความคิดนี้มาจากลม เปลี่ยนทิศ เจ้าของคอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย ในไทยรัฐ

ชื่อ 'อยู่อย่างไทย ทำงานอย่างฝรั่ง' พูดถึงทางกลุ่ม ซีพี ได้ไปเชิญ ศ.เอนคาร์เนชั่น จาก ฮาร์วาร์ด

มาช่วยในการจัดตั้ง Leadership Center แต่ดูเหมือนเป้าหมายคือพัฒนาผู้นำในระดับต่างๆของเครือซีพี

ไม่ได้เน้นเฉพาะ CEO

          ผมหวังว่า Centerนี้จะเปิดกว้างและเน้นการฝึกอบรมให้กับ CEO จากนอกเครือบ้าง เช่นเดียวกับที่เรามี IOD สำหรับอบรมกรรมการ และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยที่อบรมผู้ถือหุ้น

เพราะเมืองไทยยังต้องการ CEO ดีและเก่งมาเป็นแม่ทัพกันอีกมาก

          จากการที่ได้ติดตามด้านการสร้างผู้นำ ผมได้ไปเจอหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ สุดยอดผู้นำ

จัดพิมพ์โดยซีเอ็ด แปลจาก “ The Handbook for Leaders” ของ McGrawhill เขียนโดย John H.Zenger. และ Joseph Folkman ผู้แปลและเรียบเรียงคือ ดร.ฐิติพร  ชมภูคำ

          ผมรีบซื้อมาอ่านด้วยความสนใจ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะแนวคิดที่นำเสนอชัดเจนและง่ายมาก

ซึ่งผู้เขียนฟันธงเลยว่าใครๆก็สามารถกลายเป็นผู้นำที่เจ๋งได้ ด้วยหลักการ 5 ข้อเท่านั้น คือ

·         ลักษณะนิสัย

·         ความสามารถส่วนบุคคล

·         การมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์

·         ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์

·         การนำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

ผมชอบใจมากครับ

ที่ได้แบ่งคุณสมบัติของผู้นำออกมาเป็น 5 เรื่องอย่างชัดแจ๋วแหว๋ว อ่านแล้ว นึกออกเลยว่า ผู้นำต้องมีและทำอะไรบ้าง!! ถือเป็นหนังสือดีที่ทุกคนควรมี

          ขออนุญาตพูดถึงแต่ละหัวข้อแบบสั้นๆนะครับ

1. ลักษณะนิสัย

เรื่องนี้เป็นประเด็นหัวใจ คือ ผู้นำต้อง

·         รักษาคำพูด

·         ให้เกียรติคน

·         เป็นคนเปิดเผย

·         คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว

·         มองคนแบบเชิงบวก

·         มุ่งให้ความร่วมมือ

·         ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ

              คนที่พูดอย่างทำอย่างไม่มีสิทธิได้คะแนนในข้อนี้ เซียนหุ้นบางคนบอกว่า ถ้าได้อ่านรายงานประจำปีย้อนกลับไปหลายๆปี จะพอดูออกว่า CEO ทำได้ตามที่สัญญาหรือไม่

2. ความสามารถส่วนบุคคล

ต้องเก่งและรู้เรื่อง

·         ธุรกิจที่รับผิดชอบ

·         สินค้าหรือบริการที่นำเสนอ

·         การวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไข

·         การนำเสนอ

·         การนำเทคโนโลยี่มาใช้

              ขอเสริมว่าต้องกล้าตัดสินใจอย่างมีความเชื่อมั่นด้วย เวลาฟัง CEO พูดในOpportunity Day แล้วพอดูออกว่าเก่งจริงหรือเก่งเทียม

3. มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์

คือสามารถแปลงความคิดให้เป็นผลงานได้ด้วยการ

·         สร้างเป้าหมายที่ท้าทาย

·         สนับสนุนให้กลุ่มดำเนินการตามเป้า

·         ให้คำแนะนำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ดูได้ง่ายจากตัวเลขผลประกอบการย้อนกลับไปหลายๆปี

ว่ามีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง

4. ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์

ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผู้นำบางคนเก่งแต่เน้นที่ผลลัพธ์

แต่ไม่เก่งเรื่องคน  ทำให้มีปัญหาในการสร้างทีมงาน ไปอย่างน่าเสียดาย  ถ้าเก่งงานและเก่งคนด้วย

สุดท้ายจะเป็นCEO ชั้นยอดแน่นอน ดังนั้น CEO จึงต้อง

·         สื่อสารอย่างทั่วถึง

·         กระตุ้นผู้อื่นให้มีผลงาน

·         ทำให้คนอื่นไว้วางใจ

·         พัฒนาคนอื่น

·         ร่วมมือและพัฒนาทีมงาน

·         ฝึกหัดทุกคนให้เป็นผู้นำ

CEO คือแม่ทัพ จะรบใหญ่ต้องมีผู้ช่วยแม่ทัพแจ๋วๆช่วยหลายคน

ถ้าแต่ละคนมีฝีมือและอยู่นานก็คงพอบอกได้ว่า CEO เก่งเรื่องคนหรือไม่

5. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์กร

ผู้นำที่ดีจะนำให้องค์กรมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

·         สร้างวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

·         ทำให้วิสัยทัศน์เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน

·         ทำให้คนอยากร่วมมือร่วมใจในการเปลี่ยนแปลง

กลยุทธ์การรบต้องมีการพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ CEO จึงต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ๆ

 ในการสร้างมูลค่าหุ้นโดยต้องศึกษาติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าตลาด  เพื่อนำหน้าคู่แข่งขันได้อย่างทันเกม

          ถ้า CEO มีคุณสมบัติส่วนใหญ่ตามที่กล่าวไว้ ก็ถือว่าสอบผ่านในฐานะผู้นำของกองทัพ(หุ้น)

ผู้ถือหุ้นก็สบายใจ นอนตาหลับได้

          เพราะเมื่อเป็นผู้นำแบบในฝันแล้ว การทำผลงานดีๆให้ผู้ถือหุ้นก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

          แต่ถ้าตรวจสอบแล้ว  CEO คนไหนยังทำได้คะแนนน้อยอยู่ ต้องรีบปรับปรุงนะครับ

ไม่งั้น เดี๋ยวถูกสภาสงครามคือคณะกรรมการบริษัท สั่งปลดกลางอากาศ

          จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะครับ

บทความตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&W

 

                                                           

 

 

 

มีประเด็นการลงทุนอยู่เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนมักจะถามเป็นประจำว่าตอนนี้ควรจะถือเงินสดไว้กี่เปอร์เซ็นต์?

            ที่น่าสนใจคือ  มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยได้ทำหน้าที่ตอบคำถามนี้อย่างเป็นรูปธรรมโดยโยงกับการมองแนวโน้มตลาดหุ้น

            ถ้ามองว่าคุณกระทิงจะมาเยือนก็แนะให้ถือเงินสดนิดเดียว  เช่นไม่เกิน 5 10%

            ถ้ามองว่าคุณหมีจะมาตะปบ ก็จะแนะให้ขายหุ้น เปลี่ยนมาถือเงินสดแทน เช่น  60 70 % เป็นต้น

            ผมเองมีความลำบากใจ เพราะนักวิเคราะห์แต่ละท่านก็มีแนวคิดแตกต่างกัน บางทีฟังแล้ว ไม่ทราบจะยืดของใครเป็นหลัก และบางที  ผมก็ถูกนักลงทุนคนอื่นถามปัญหานี้ ก็ต้องบอกกันตรง ๆ ว่า ไม่สามารถจะให้คำตอบที่ชัดเจนได้

เพราะในความเป็นจริง ถ้าใครสามารถคาดราคาหุ้นในตลาดได้ คงจะรวยล้นฟ้าไปแล้ว

            ผมตระหนักดีว่าการลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมากแต่ก็เป็นสถานที่ที่ให้โอกาส

สำหรับการเลือกหุ้นดี ๆ มีผลตอบแทนสูงได้ เช่นกัน

            ผมจึงได้วางแผนการลงทุนแบบระยะยาว โดยยึดหลัก 4 ข้อ ดังนี้

1.      ออมเงินให้เป็นนิสัย

2.      จัดให้มีกองทุนฉุกเฉิน

3.      ลงทุนในหุ้นปันผล

4.      ลดต้นทุนหุ้นในมือ

            

1.   การออมเงิน

ผมได้พูดถึงความสำคัญของการออมเงินไว้พอสมควรแล้ว คราวนี้ก็ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ถ้าผมออมเงินได้ปีละ 100,000 บาทเป็นเวลา 5ปี ผมก็จะมีเงินออมสะสมไว้ถึง 500,000บาท

ซึ่งถ้าเก็บไว้เป็นเงินสดติดตัว ก็จะไม่มีดอกผลงอกเงย ผมจึงต้องนำเงินออมไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทน

            ผมยังทำการเก็บเงินออมไว้อย่างสม่ำเสมอไม่ทำบ้าง หยุดบ้าง เพราะกลัวเดี๋ยวจะเคยตัว พอเก็บเล็กผสมน้อยไปเลยๆ รวมๆกันก็เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาได้เอง

 

  2.  กองทุนฉุกเฉิน

            ทีนี้ก่อนที่จะนำเงินทั้ง  500,000 บาท ไปลงทุน ซึ่งอาจจะดีก็ได้  เสียทั้งหมดก็ได้

เพื่อความปลอดภัย ผมจึงนำเงินส่วนหนึ่ง  เอาเป็นว่า 200,000 บาท ไปฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคาร เพื่อใช้ในกรณีที่มีความต้องการอย่างฉุกเฉินรีบด่วน และเดี๋ยวนี้ผมมีข่าวดีมาบอก ว่าบริษัทจัดการกองทุนรวมได้จัดตั้งกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น มีกำหนด  1  เดือนบ้าง  3  เดือนบ้าง ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยสะสมทรัพย์ของธนาคาร

แถมไม่ต้องเสียภาษี 15% อีกด้วย

            ผมเลยแบ่งเงิน150,000 ไปฝากกองทุนรวม เพื่อให้มีผลตอบแทนที่สูงขึ้น เหลือเงินสะสมทรัพย์ไว้เพียง 50,000 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ดีเงินทั้ง 2 ก้อนนี้ คือ 150,000บาท กับ 50,000บาท รวมเป็น 200,000บาท ผมจะไม่นำไปใช้ในการลงทุนหุ้น เพราะเป้าหมายหลักคือ เตรียมไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น

            ส่วนท่านใดจะกันไว้ในกองนี้เท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับความสมัครใจสำหรับผมตั้งหลักว่า ถ้ามีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ผมสามารถอาศัยเงินจากกองทุนนี้เลี้ยงตัวได้ซัก 1 ปีก็พอ

 

3. การลงทุนในหุ้นปันผล

            สำหรับเงินที่เหลืออยู่ 300,000บาท ผมจะนำเข้าฝากสะสมทรัพย์กับธนาคาร เป็นบัญชีเพื่อใช้ในการซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับบัญชีที่มียอด 50,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนฉุกเฉิน

            บัญชีสะสมทรัพย์ 300,000 บาทนี้ ผมได้เซ็นยินยอมให้ทางโบรกเกอร์ สามารถหักบัญชีโดยอัตโนมัติเมื่อมีการซื้อหุ้น และ ให้นำเงินเข้าบัญชีนี้เหมือนกับในกรณีขายหุ้น

            ทำแบบนี้แล้วสบาย ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาในการเคลียร์บัญชี สะดวกจริงๆครับ

หน้าที่หลักของผมในการลงทุน คือพยายามศึกษาค้นคว้า หุ้นปันผลดีๆ เพื่อซื้อลงทุนเข้าพอร์ต

            ที่สำคัญคือ พอมีเงินออมเพิ่มขึ้น ผมก็นำมาเติมในกองทุนหุ้นได้อีก ไม่ได้จำกัดว่าต้องมีเพียง300,000บาท

 

4.  การลดต้นทุนหุ้นในมือ

ด้วยหลักการนี้  ผมจึงไม่ต้องกังวลว่า ตอนไหนควรถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ หุ้นกี่เปอร์เซ็นต์

            ผมมองว่า  เมื่อซื้อหุ้นแล้ว ก็เหมือนขึ้นเวทีมวย จำเป็นต้องชก 2 มือ ผมเปรียบเงินสดเหมือนมือซ้าย

หุ้นในมือเหมือนมือขวา คู่ต่อสู้คือราคาหุ้น หน้าที่ผมคือพยายามเก็บคะแนนการชก ด้วยการทำให้ต้นทุนหุ้นในมือลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือบางทีต้นทุนหุ้นอาจสูงขึ้น เพราะปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จำเป็นต้องซื้อแพงขึ้นก็ยอม เพราะคำนวณแล้วเห็นว่ามูลค่าหุ้นสูงกว่าเดิมที่ตั้งไว้

            เงิน 300,000 บาทที่ผมมีแต่แรกเปรียบเหมือนหมัดซ้ายมีพลังมาก ส่วนหมัดขวายังไม่มีแรง  จนเมื่อผมมีการซื้อหุ้นเข้าพอร์ต แปลว่าผมเริ่มทำคะแนนด้วยหมัดซ้าย คราวนี้  พอราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นมาก ผมกลับมาทำคะแนนด้วยหมัดขวาบ้าง ด้วยการขายหุ้นบางส่วน กำไรจากการขายหุ้นก็จะช่วยทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตขึ้น

            พอทำอย่างนี้  เงินสดผมก็มี ต้นทุนหุ้นในมือก็ลดลง  แล้วพอราคาหุ้นเกิดตกลงมา ผมสามารถกลับไปซื้อใหม่ด้วยราคาที่ถูกลง เป็นโอกาสเพิ่มหุ้นในมือให้มีมากขึ้น

            ทำๆไปก็ค่อยๆชำนาญ คะแนนผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

มีบางครั้งที่ผมถูกชกบ้าง  เพราะราคาหุ้นบางตัวต่ำกว่าต้นทุน ต้องถอยมาตั้งหลักแล้วแย็บทำคะแนนด้วยการเก็บหุ้นที่ราคาต่ำสุดๆ ที่สำคัญ ผมมีตัวช่วย คือ เงินปันผลที่ได้รับ  มาทำให้คะแนนการชกดีขึ้นเป็นของแถม

            ผมอยากเรียนว่า การวางแผนลงทุนแบบนี้ ทำให้ผมอยู่ในตลาดหุ้นได้แบบระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลว่า  ช่วงไหนต้องมีเงินสดหรือหุ้นเป็นสัดส่วนเท่าใดตามภาวะตลาดหุ้น

            สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า การจัดสัดส่วนของพอร์ต คือ การรู้จักธุรกิจ ผู้บริหาร และมูลค่าหุ้นของบริษัทเป็นอย่างดี

            เพราะถ้ารู้จริงทั้ง 3 ข้อ

            จะได้ประโยชน์จากการลงทุนในตลาดหุ้นเต็มๆครับ

 

 

 


ในบทความเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง ผมได้พูดถึง  เรื่องของเงินอยู่ 4 ข้อ คือ
• หาเงิน
• ใช้เงิน
• เก็บเงิน
• ทำเงิน

        โดยผมได้เขียนไว้ว่า  หากมีการจัดการที่ดีใน 4 ข้อดังกล่าวคนธรรมดาที่มีความตั้งใจย่อมสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองได้ เพราะเมื่อขยันหาเงินก็ทำให้มีรายได้ไม่ว่าจะมาจากรายได้ประจำ หรือรายได้พิเศษ ก็ถือว่าประสบกับความสำเร็จของชีวิตเบื้องต้นแล้ว
        คนที่หาเงินด้วยตัวเองไม่ได้ เป็นคนน่าสงสาร  ชีวิตจะมีแต่ความลำบากแม้ในตอนแรก อาจอยู่ได้เพราะมีพ่อแม่คอยเลี้ยง หรือมีมรดกไว้จับจ่ายใช้สอย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ประกันว่าจะอยู่ได้ตลอดไม่ช้าก็มีวันหมด
        ดังนั้น คนจึงต้องพึ่งตนเอง ต้องหัดหารายได้ด้วยแรงกายแรงใจของตน อย่ามัวคิดพึ่งแต่คนอื่น
 ทีนี้พอมีรายได้เข้ามาแล้ว ต้องเรียนรู้เทคนิคการใช้เงิน ซึ่งผมเคยบอกสูตรลับไปแล้วว่าต้องใช้เงินไม่เกิน 9 ส่วนของเงินที่หาได้ เหลือไว้ 1 ส่วนเพื่อเก็บออมไว้
         บางคนสงสัยว่าทำไมต้องเก็บไว้ 10% ขอเรียนว่าผมปฏิบัติตามที่อ่านจากหนังสือชื่อ The Richest Man in Babylon มีผู้แปลเป็นไทยว่าเศรษฐีชี้ทางรวย ซึ่งถือเป็นคำแนะนำที่มีค่าอย่างยิ่งยวดต่อผม
         เนื่องจากว่าก่อนหน้าจะพบกับหนังสือเล่มนี้ ผมไม่เคยมีเงินถึงล้านบาทเลย จึงเรียกตัวเองเป็น Millionaire ไม่ได้
 พอได้อ่านหนังสือเล่มจิ๋วนี้แล้ว ผมจึงถึงบางอ้อว่าทำไมจึงไม่มีเงินเป็นกอบเป็นกำ สาเหตุมาจากผมรู้เรื่องการเงินเพียง 2 ข้อ คือ หาเงิน แล้วก็ใช้เงิน
         ผมโชคดีในเรื่องหาเงิน ได้ทำงานกับสถาบันการเงินที่มีความมั่นคงและชื่อเสียงดีมาก เงินเดือนก็เริ่มต้นจากหลักพันจนกลายเป็นหลักแสน ทำให้ผมคิดไปว่าชีวิตมีแต่ความมั่นคงและปลอดภัย ได้เงินมาเท่าไรก็ใช้หมด (เพราะประมาทเกินไป)
         เมื่อได้ความรู้จากหนังสือแล้ว ผมก็เริ่มนำมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ด้วยการเก็บเงินไว้อย่างน้อย 10%ของเงินเดือน ทำๆไปปรากฏว่าผม เก็บเงิน ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
         จึงเริ่มคิดลงทุนในตลาดหุ้น เพราะคิดว่าการลงทุนจะทำให้เงินที่เก็บไว้ เพิ่มขึ้นได้รวดเร็วขึ้น
         นี่คือสาเหตุที่ผมผิดพลาดไป (ประมาทซ้ำสอง) เพราะในช่วงนั้น  ผมลงทุนซื้อหุ้นตามคำเชียร์
พอใครบอกหุ้นตัวไหนจะขึ้น ก็ซื้อเลย หากหุ้นขึ้นจริง ก็ดีใจ  เก็บไว้ดูตัวเลขกำไรอย่างมีความสุข แต่พอหุ้นลง  กำไรในกระดาษก็หายวับ มีแต่ผลขาดทุน ทำให้เกิดความทุกข์ จนเกิดความกลัวต่อตลาดหุ้น
         ครั้นมาเจอหนังสือ  Rich Dad เข้า ก็ได้ความคิดว่า การลงทุนในตลาดหุ้น มีโอกาสทำให้มีเงินเพิ่มได้ แต่ต้องศึกษาข้อมูล และต้องมีความรู้ทางการเงิน ผมจึงเริ่มค้นหาหุ้นที่ให้เงินปันผล เพราะต้องการให้เงินที่ออมไว้ ไปลงทุนในหุ้นที่จะให้รายได้ดอกผล ดังนั้นหุ้นปันผลจึงเป็นคำตอบที่ผมต้องการ
เป็นการใช้เงินไปทำเงิน
        ไม่น่าเชื่อว่า การเงินทั้ง 4 ข้อ คือ หาเงิน ใช้เงิน เก็บเงิน และทำเงิน จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะมันเป็นเรื่องพื้นๆที่ง่ายแสนง่าย แต่เพียงเพราะในตอนแรกผมไม่เข้าใจถึงพลังอำนาจของการเก็บเงิน จึงทำให้ผมไม่มีโอกาสแตะเงินล้านได้เลย
         ในทางตรงข้าม ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอแปลกใจมากที่ทราบว่า  แต่ก่อนผมเก็บเงินไม่เป็นเพราะเธอเองนั้นถูกสอนจากผู้ใหญ่ว่า เวลาได้รับเงินมาต้องเก็บส่วนหนึ่งไว้เสมอ เธอจึงมีเงินออมอยู่ในเกณท์สูง แม้ว่ารายได้เธอจะน้อยกว่าผมอีก แต่เพราะเธอตั้งใจเก็บเงินไว้ให้มากที่สุด และที่เธอทำได้เพราะเธอควบคุมการใช้เงินของเธออย่างเข้มงวด
 ตรงนี้สำคัญมาก เพราะไม่ว่าคนเราจะมีรายได้มากหรือน้อยเพียงใด ถ้ามีความตั้งใจเก็บเงินไว้  ด้วยการใช้เงินอย่างยั้งคิด จะมีเหลือนำไปลงทุนทำเงินได้เสมอ แต่ถ้าใช้จ่ายอย่างไม่บันยะบันยัง ดีไม่ดี ใช้จ่ายเกินตัว ทำให้ต้องมีเรื่อง เงินเข้ามาเกี่ยวข้องอีก 2 มิติคือ กู้เงิน    และ   คืนเงิน
         การกู้เงินมีทั้งประโยชน์และโทษ ผมเองก็เคยกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน และเคยเก่งขนาดกู้เงินมาลงทุนในตลาดหุ้น ประโยชน์ของเงินกู้มีมาก ถ้าเลือกกู้เพื่อซื้อในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ที่สำคัญคืออย่ากู้มากจนเกินกำลังที่จะผ่อนใช้คืน
         ผมมีตัวอย่างครับ คือตัวผมได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อบ้านเมื่อ 30 ปีก่อนในราคา 450,000 บาท
ตอนนี้ประเมินใหม่มีมูลค่าหลายล้าน ที่ต้องกู้เงินซื้อ เพราะไม่มีปัญญาซื้อบ้านด้วยเงินสด จึงต้องกู้เงินมาจ่ายค่าบ้าน แต่ผมก็สามารถใช้คืนเงินกู้ได้หมด แม้จะนานเป็น 10 ปีก็ตาม
         ที่ผมสามารถจ่ายคืนเงินกู้ได้ เพราะทุกๆเดือน  ผมจะกันเงินไว้ 20%ของเงินเดือนเพื่อผ่อนชำระคืน ทำให้ผมเหลือเงินใช้จ่ายเพียง 80% ซึ่งก็เป็นการดี  ทำให้ผมถูกฝึกให้มีนิสัยอดออม และพออ่านเรื่องเศรษฐีชี้ทางรวยผมก็ตั้งใจออมไว้อีก 10% กลายเป็นใช้จ่ายเพียง 70% ซึ่งก็น่าแปลกที่ผมและครอบครัวอยู่รอดมาได้
         การกู้เงินมีประโยชน์ทำให้ผมมีบ้านของตนเอง ถ้ามัวแต่รีรอ ไม่กู้เงินซื้อตอนนั้น ป่านนี้ก็ยิ่งไม่มีโอกาส เพราะราคาบ้านขึ้นไปหลายเท่าตัว
         แต่เรื่องที่ผมกู้มาซื้อหุ้นนั้น พูดแล้วยังหวาดเสียวไม่หาย คือผมกู้ธนาคารในรูป O/D หรือเงินเบิกเกินบัญชี แล้วก็ใช้เงิน O/D ไปซื้อหุ้นตัวที่คิดว่าเจ๋ง ใหม่ๆก็ดูดีเพราะหุ้นขึ้น   ขายได้กำไรก็โปะเข้าบัญชี O/D เพื่อลดยอด
         โชคชะตาไม่เข้าข้างผมตลอด เพราะต่อมาหุ้นลง ผมก็ขาดทุน ยอดบัญชีก็ค้างเติ่ง ทุกๆเดือนเห็นยอดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายแล้วจะเป็นลมตาย สุดท้าย ตัดสินขายหุ้นทั้งหมดทิ้ง เอาเงินไปลดหนี้ได้บางส่วน ที่เหลือใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายรายเดือนลง กัดฟันเอาเงินลดหนี้ O/D ใช้เวลาหลายปีกว่ายอดจะเป็นศูนย์ เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมาก
         จึงขอสรุปว่า  เรื่องการเงินส่วนบุคคล เป็นของไม่ยาก มีแค่ 6 มิติเท่านั้นคือ
             หาเงิน
                ใช้เงิน
                เก็บเงิน
                ทำเงิน
                กู้เงิน
                คืนเงิน
          ถามว่าข้อไหนสำคัญที่สุด? ผมคิดว่าสำคัญทุกข้อ แต่ถ้าอยากมีชีวิตที่สบาย ต้องพยายามให้กระแสเงินจากการทำเงินมียอดสูงกว่าการใช้เงิน และถ้าเป็นได้อย่าพยายามกู้เงินเยอะเกินไป ถ้าไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้คืนได้ ทำได้อย่างนี้ การเงินก็จะเป็นผู้รับใช้เราครับ