หุ้นห่านทองคำ

          สาเหตุหนึ่งที่มีคนอีกมากไม่กล้าเข้ามาในตลาดหุ้นเพราะกลัวเรื่องความเสี่ยง
แต่ในเมื่อชีวิตคือการลงทุนจะมัวแต่กลัวเรื่องความเสี่ยงจนเกินไปก็ไม่ดี เพราะจริงๆแล้วการลงทุนในหุ้นมีอะไรดีๆ เยอะเหมือนกัน
          สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือต้องเข้าใจเรื่องความเสี่ยงให้ดีซะก่อน
 
ผมขอแบ่งความเสี่ยงเป็น 2 เรื่อง เพื่อจะได้เห็นกันชัดๆ คือ
1. ความเสี่ยงภายนอก
2. ความเสี่ยงภายใน

1. ความเสี่ยงภายนอก  มาจากราคาหุ้น เพราะทุกวันมีคนสั่งซื้อ สั่งขายหุ้นกันเยอะมาก ทำให้ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งก็ผันผวนขึ้นลงได้มากอย่างน่าพิศวง
        ทีนี้พอนักลงทุนไปซื้อหุ้นมา 10,000 หุ้นสมมุติว่าในราคา 50 บาท เท่ากับลงทุนเปลี่ยนเงินสดกลายเป็นหุ้น 500,000 บาท
        คราวนี้  เกิดมีข่าวร้ายมากระทบตลาดหุ้น ราคาหุ้นตัวที่ซื้อไปร่วงไปเหลือ 40 บาท
มูลค่าสุทธิของหุ้นตามราคาตลาดลดเหลือ 400,000 บาท ถ้าขายออก ขาดทุนทันทีเห็นๆ 100,000 บาท ถ้าใจแข็งไม่ขาย ก็ต้องลุ้นกันใจเต้นตูมตาม เพราะราคาอาจวิ่งกลับขึ้นมา หรือลงต่อก็ได้ เลยกลายเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัว
        ใครที่เข้ามาครั้งแรก เจออย่างนี้ จะเครียด ดีไม่ดีต้องตัดใจขายขาดทุนแล้วสาปส่งตลาดหุ้นไปเลย
         จริงจริงแล้ว ความเสี่ยงจากราคาหุ้นขึ้นลง อาจจะกลายเป็นโอกาสก็ได้ โอกาสที่ว่าคือ ซื้อหุ้นได้ถูกลง ทำให้มีทางซื้อหุ้นได้มากขึ้น แล้วทยอยขายลดต้นทุน เมื่อเวลาราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้น ถ้าใครอยู่ในตลาดนานพอ ก็จะเห็นเอง
         ความเสี่ยงเรื่องราคาหุ้น มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ข่าวลือ ข่าวหลอก การเก็งกำไร เยอะแยะไปหมด
        ถ้าเป็นข่าวดี คนก็มักจะเข้ามาซื้อหุ้น เมื่อแรงซื้อเยอะราคาก็ขึ้น
        กลับกัน ถ้าเป็นข่าวร้าย คนที่คิดจะซื้อ ก็หยุดดู คนที่ถืออยู่กลัว ก็เทขาย ราคาก็ร่วงลง
        ถ้าเข้าใจเรื่องความเสี่ยงภายนอกให้ดี จะเห็นว่าเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุม บางคนเก่งก็เอาราคาในอดีตมาทำการศึกษา เกิดเป็นการลงทุนด้วยเทคนิค (Technical)
        เรื่องความเสี่ยงภายนอกนี้ ผมไม่คิดว่าจะเอาชนะมันได้ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยเยอะแยะ ที่ควบคุมไม่ได้ แต่แทนที่เห็นความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา แล้วหนี
        ผมกลับมองว่านี่คือโอกาสดีมากๆ ที่นักลงทุนจะสามารถเก็บเกี่ยวผลจากตลาดหุ้น โดยเฉพาะถ้าเราสามารถประเมินหามูลค่าของหุ้นที่จะลงทุนได้
 

        คราวนี้ขอพูดถึงความเสี่ยงภายในบ้าง

2. ความเสี่ยงภายใน คือ ความเสี่ยงอันเกิดจากตัวหุ้นเอง หุ้นทุกตัวมีความเสี่ยง เพราะหุ้นเกิดจากตัวบริษัท ต้องทำธุรกิจ
 ทีนี้เมื่อทำธุรกิจ ก็ต้องมีความไม่แน่นอนกลายเป็นความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงแบบภายในนี้สามารถบริหารให้อยู่ในกรอบที่พอยอมรับได้ ไม่เหมือนความเสี่ยงภายนอก ที่ยากจะบริหารควบคุม หรือทำนายให้ถูกต้องได้ ความเสี่ยงภายใน เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวหุ้นล้วนๆ
         ถ้าใครสนใจลองเปิดดูรายงานประจำปีของหุ้นตัวไหนก็ได้จะมีหัวข้อพูดถึง “ปัจจัยความเสี่ยง” ตรงนี้ครับ สำคัญ จะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนลองศึกษาเรื่องปัจจัยความเสี่ยงของหุ้นตัวนั้นดู จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยเฉพาะจะมีการพูดต่อว่า ความเสี่ยงแต่ละอันที่เกิดขึ้นทางผู้บริหาร หรือ CEO มีวิธีรับมืออย่างไร
         ประเด็นสำคัญที่ผมอยากเน้นก็คือ ความเสี่ยงภายนอก เป็นเรื่องยากเพราะมีปัจจัยเยอะ ให้ใช้เวลา ไปศึกษาความเสี่ยงภายในจะดีกว่า เพราะระหว่างศึกษาอาจจะพบว่าหุ้นตัวที่ดูอยู่อาจมีศักยภาพซ่อนเร้น ซึ่งถ้าเราคิดได้ก่อนคนอื่นจะเป็นโอกาสให้ได้ซื้อในราคา ที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงๆเยอะเลย
         ผมได้ใช้เทคนิค ในการค้นหาเลือกหุ้นคุณภาพดี มีผู้บริหารเก่ง มาได้หลายตัว
         คำถามยุทธศาสตร์ 4 ข้อ คือ ตัวธุรกิจ ผู้บริหาร ผลงานในอดีต และ แนวโน้ม ยังใช้ได้เสมอ
         เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว ก็ขึ้นชั่งน้ำหนัก ว่าจุดแข็งกับความเสี่ยงของหุ้นตัวที่เล็งอยู่ อะไรมีน้ำหนักมากกว่ากัน
ถ้าจุดแข็งมากกว่า ก็เริ่มหามูลค่าดู ถ้ามูลค่าที่ออกมา สูงกว่าราคาหุ้น มากพอสมควร ก็ซื้อลงทุน แม้ว่าภายหลัง จะเจอกับความเสี่ยงภายนอก ทำให้ราคาหุ้นลดลง ก็ไม่ตกใจ อาจซื้อเพิ่ม หรืออยู่เฉยๆ เพราะประสบการณ์ ทำให้รู้ว่า เดี๋ยวกระทิงก็มาเยือน ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นเกมที่สนุก ให้ผลตอบแทนดี ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ เวลาราคาหุ้น แกว่งขึ้นแกว่งลง
        เข้าใจความเสี่ยงแบบนี้ แล้วจะพบว่า ตลาดหุ้นคือเพื่อนที่แสนดีครับ

 

  

          ช่วงนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งของพี่ไทยต่างพากันขวัญผวาจากการถูกตะปปอย่างรุนแรงของพญาหมียักษ์ที่เกิด Sub prime, Lehman Brothersและอีกเยอะที่เรียกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
          ผมเลยขอนำบทความหมีก็เพื่อน กระทิงก็เพื่อนในหนังสือยุทธศาสตร์หุ้นห่านทองคำมาฉายให้ดูเพราะอาจจะเป็นข้อคิดพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสให้นักลงทุนไทยกันได้บ้าง
           “วันที่ตึก World  Trade ของ นครนิวยอร์ก ถูกถล่มตลาดหุ้นทั่วโลกถูกกระทบโดยการเทขายทิ้งอย่างตระหนกตกใจชาวหุ้นโดยทั่วไปพากันวิตก  คิดว่านี่คือจุดจบ
          แต่พอเวลาผ่านไป  เริ่มทำใจกันได้เริ่มมีข่าวดีมาเสริมตลาดหุ้นก็กลับมาคึกคักใหม่
          เมื่อมองดูกันให้ชัดๆ จะเห็นว่า  ตลาดหุ้นจะมีการเคลื่อนไหว เพียง  3  อย่างคือ ขึ้น  ลงหรืออยู่เฉยๆวิ่งขึ้น  เมื่อมีผู้สนใจซื้อมากกว่าผู้ที่ต้องการจะขายเรียกว่าเป็นภาวะกระทิง (bull  market) ตกลงมา เมื่อมีคนอยากขายมากกว่าอยากซื้อเรียกว่า ภาวะหมี (bear market)
          ทีนี้พอ ทั้งหมีทั้งกระทิง  สู้กันจนเหนื่อยต้องมีการพัก  ตลาดก็จะอยู่นิ่งๆหรือเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆเรียกว่า sideway
          พูดกันจริงๆแล้ว  ตลาดหุ้นก็ดำเนินไปครรลองของธรรมชาติไม่ไปทางไหนจนสุดโด่ง  แต่ชาวหุ้นที่เป็นนักเล่นหุ้น  ไม่ยอมรับอย่างนั้น คิดแต่เพียงว่า  เมื่อซื้อหุ้นแล้ว  ราคาจะต้องวิ่งขึ้นเพียงอย่างเดียวเวลาหุ้นขึ้น  ก็ดีใจ  ตื่นเต้น พากันซื้อมากขึ้นตลาดก็เกิดอาการเขียวยกแผงจิตใจของนักเล่นหุ้นจะคึกคัก  ฮึกเหิมเข้าใจว่าการทำกำไรในตลาดหุ้นเป็นเรื่องง่ายนิดเดียวบางคนถึงกับเชื่อว่า จะสามารถมาหาค่ากับข้าวจากตลาดได้ทุกวัน
          ครั้นพอตลาดอยู่นิ่งๆ เพราะคุณกระทิงได้วิ่งมาจนหมดแรงนักเล่นหุ้นก็จะเกิดความอึดอัด  กระวนกระวายเพราะทำอะไรไม่ได้   หาค่ากับข้าวได้ยากเต็มที่พอดีพอร้าย  มีข่าวด้านลบโผล่ออกมาติดต่อกันสัก 2 – 3 เรื่องคุณกระทิง ก็ยอมถอย หลีกทางให้กับคุณหมีราคาหุ้นก็เริ่มซวดเซลงตามแรงเทขายของนักเล่นหุ้นซึ่งกลัวว่าจะถูกแขวนติดอยู่บนยอดดอย
          คราวนี้  นักเล่นหุ้นจะเริ่มเซ็งอย่างหนักความเครียดก็เข้ามาถามหา  นอนไม่หลับกันเป็นแถวบางคนถึงกับกลับไปทะเลาะกับคนทางบ้าน
          แบบนี้ก็เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับเพราะตลาดหุ้นมีประตูความเป็นไปได้ถึง  3  ทางคือ  วิ่งขึ้น  ร่วงลง  และ อยู่เฉยๆ  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแต่นักเล่นหุ้นจะมีความสุขได้เฉพาะเมื่อตลาดหุ้นขาขึ้นเท่านั้นคือพอใจตลาดหุ้นเพียง  1  ใน  3  หรือเท่ากับ 33% อีก  2  ใน  3 หรือ 67%  ต้องคอยกลุ้มอกกลุ้มใจ
         ผมเองยอมรับว่า   กลัวตลาดหุ้นเวลาวิ่งขึ้นแรงๆเพราะในสภาพของตลาดภาวะกระทิง  ซึ่งมีสีเขียวเต็มไปหมดนั้นย่อมหมายถึงว่า  ราคาหุ้นได้สูงเพิ่มขึ้นเกือบทุกตัวใครต้องการจะซื้อในช่วงนี้ ต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงขึ้น
         ผมจึงมักจะไม่ค่อยชอบซื้อหุ้นในจังหวะเวลาเช่นนี้เพราะมีแต่คนต้องการจะซื้อ  ด้วยการ bid  ราคาให้สูงขึ้นๆทางด้าน offer ไม่ค่อยมีใครใจถึงจะเสนอขายถ้าใครจะซื้อจึงเท่ากับต้องแย่งซื้อด้วยราคาแพง เมื่อซื้อแพง  เวลาคิดกลับออกมาเป็นอัตราผลตอบแทน (yield)จะได้ผลตอบแทนที่ลดลง
         หุ้นเคยราคา 20 บาท  จ่ายเงินปันผล 2 บาท ได้ yield 10%ราคาขึ้นไปเป็น  40  บาท  yield จะกลับลดลงมาเหลือ 5%
         เห็นไหมครับว่า  ในภาวะกระทิง  จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำลง? ผมจึงมักชอบที่จะขายในภาวะกระทิงมากกว่า เพราะได้ราคาดี  ไม่ต้องคอยง้อคนซื้อ  ทำให้ขายได้ง่ายเพียงแต่ผมจะไม่ขายหุ้นจนหมด  ค่อยๆทะยอยขายออก ทำไปเรื่อยๆ  ต้นทุนสุทธิของหุ้นที่ผมยังเหลืออยู่ก็ลดลงๆ กลับทำให้ yield ที่ได้รับ  เพิ่มสูงขึ้นอีกต่างหาก
          ผมจึงชอบคบคุณกระทิงเป็นเพื่อน เพราะทำให้ขายได้ราคาดี ครั้นตลาดอยู่นิ่งๆผมไม่อยู่นิ่งด้วยหรอกครับ ใช้เวลาไปศึกษา ค้นคว้า  หาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีๆ แล้วต้องเลือกไว้ในใจ   คอยจังหวะที่คุณหมีจะมาเยือน
          ผมเห็นว่า  แทนที่จะนั่งเล่นหุ้นในห้องค้า  ฆ่าเวลาทิ้งไปเฉยๆหันมาใช้เวลาให้เป็นประโยชน์จะดีกว่า
          ทำการบ้านด้วยตัวเองมาก เข้าร่วมกิจกรรมกับสโมสรมดงานบ้าง เป็นการเตรียมตัวให้พร้อม  โดยยังไม่ต้องทำอะไรกับตลาดหุ้น
          พอมีข่าวร้ายมากระทบตลาดหุ้น คุณหมีที่ซ่อนตัวอยู่จะกระโจนออกมาทันทีจังหวะนี้  ผมก็ถือว่าคุณหมีเป็นเพื่อนอีกเหมือนกัน เพราะคุณหมี  ทำให้คนกลัว  บางวันเทขายทิ้งอย่างไม่คิดชีวิต เลยมีของดีๆ ถูกๆ ออกมาขายเต็มตลาด สีแดงเต็มไปหมด คนมักจะพูดว่า  เลือดท่วมจอ แต่ ผมก็มองสีแดง  เป็น สีทับทิม เป็นโอกาสได้เลือก  shopping หุ้นแบบ  on sales
          ตัวอย่างครับ มีหุ้นน้ำมันพืชอยู่ตัวหนึ่ง พอมีเรื่องโรคซาร์ โรคไข้หวัดนก คนก็ตกใจพากันขายทิ้ง เหลือหุ้นละ 7 บาท ทำให้คนที่คอยติดตามผลงานของบริษัท มองเป็นโอกาสทะยอยซื้อเข้าพอร์ต
          พอผลการดำเนินงานตอนหลังออกมา ดีมากกว่าที่คาด เพราะผู้บริหารของบริษัท ได้ปรับปรุงการทำงาน มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี กำไรเลยออกมาดี หุ้นวิ่งไปเกิน 30 บาท (ถ้าไม่จ่ายหุ้นปันผลเสียก่อน)  

          ข่าวดีครับ ราคาของหุ้นตัวนี้ตอนนี้ก็ลงมาต่ำอีกครั้ง เพราะความตกใจเทขาย อย่างไม่คิดชีวิตของนักเก็งกำไร จึงอาจจะเป็นโอกาสทอง ของนักลงทุนคุณภาพแบบถือยาว ถ้าไม่ตกใจตามพวกแมงเม่าไปด้วยก่อน
          เห็นไหมครับว่า  โอกาสในตลาดหุ้นมีทุกขณะ เวลาขึ้น  ก็เป็นโอกาสได้ทยอยขาย เวลาลง  ก็เป็นโอกาสได้ค่อยๆเก็บหุ้นเข้าพอร์ต เวลานิ่งๆก็เป็นโอกาสได้ใช้เวลาศึกษาทำการบ้าน
          ทำได้อย่างนี้  ชาวหุ้นก็สามารถเก็บเกี่ยวจากตลาดหุ้นได้เต็มที่ ครบ 100% ไม่ใช่แค่ 33%  ในฐานะนักเล่นหุ้น เพราะฉะนั้น  ถ้าไม่อยากขาดทุนชีวิต ต้องมองตลาดหุ้นในมติใหม่ด้วยการคบคุณหมีและคุณกระทิง ไว้เป็นเพื่อน ทำชีวิตให้เต็มร้อย  ดีกว่านะครับ”
          อ่านแล้ว ท่านนักลงทุนคงได้ข้อคิด ที่จะใช้เจ้าหมีใหญ่แฮมเบอร์เกอร์ให้เป็นเพื่อน ระวังอย่างเดียวอย่าผลีผลามซื้อจนเงินหมด ต้องกันเงินสดไว้ใช้จ่ายให้ผ่านพ้นปี 09-10 ให้ได้ เพราะตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมากการมีสภาพคล่องคือมีเงินในมืออย่างเพียงพอ จึงสำคัญมากที่สุดครับ

 

       เทพ  รุ่งธนาภิรมย์
      (แก้ไขปรับปรุงใหม่ 4 ธันวาคม 2551)

   

 

 เมื่อดูจากหนังสือพิมพ์ จะพบว่ามีการแยกกลุ่มของนักลงทุน ออกเป็น 3 พวก คือ สถาบัน  รายย่อย  และ ต่างชาติ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา  มักปรากฏว่า นักลงทุนต่างชาติ  มีอิทธิพลมาก ต่อการเปลี่ยนของราคาหุ้น

    กล่าวคือ หากเขาซื้อสุทธิติดต่อกัน หุ้นก็จะขึ้น แบบเขียวยกแผง กลับกันครับ ถ้าเขาขายสุทธิติดต่อกันบ้าง หุ้นก็จะลง แบบเลือดท่วมจอ เลยพากันคิดว่า นักลงทุนต่างชาติ คือกลุ่มคนที่สำคัญที่สุด ที่จะชี้นำเกี่ยวกับหุ้นคงจะจริงครับ เพราะเงินของเขามีมาก เวลาซื้อหรือขายแต่ละที จึงสั่นสะเทือนไปทั้งตลาด

    ขออย่างเดียว  ชาวหุ้นไทยอย่าตกใจเกินไป ขอให้มีสติ  ให้เข้าใจว่าหุ้นจะดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับ CEO มากกว่าปัจจัยภายนอก แล้วใช้จังหวะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ให้เป็นประโยชน์ในการปรับพอร์ต

    กลับมาพูดถึงนักลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง เพราะพอดูดีๆแล้ว จะพบว่า นักลงทุนน่าจะมีมากกว่า 3 พวกเพื่อให้ง่าย  ขอจัดแบ่งเป็น 2 ประเภทนะครับ คือ รายย่อย และ รายใหญ่


พวกรายย่อยน่าจะแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
1. นักเก็งกำไร (แมงเม่า)
2. นักปั่นหุ้น (แมงมุม)
3. นักทำการบ้าน (มดงาน)


ส่วนพวกรายใหญ่นั้น เท่าที่ทำกัน จะแบ่งออกเป็น  2  ชนิดคือ
1. สถาบัน
2. ต่างชาติ
แต่ผมขออนุญาตเติมอีกชนิดคือ
3. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่


    ผมจะมองนักลงทุนสถาบัน เหมือนกับสิงโต คือคอยคุ้มครองสัตว์ตัวเล็กๆ ในป่า เพราะฉะนั้นพวกเหล่าแมงเม่า มดงาน ถ้าไม่อยากเจ็บตัวเพราะแมงมุม ก็สามารถเลือกทุนตามกลยุทธ์ชกผ่านสิงห์ได้ สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ผมเคยยกย่องให้เกียรติเป็นนกอินทรี แต่พอดูๆไป  นักลงทุนต่างชาติหลายแห่ง เริ่มจะไม่ทำตัวเป็นนกอินทรีด้วยการลงทุนแบบระยะยาว แต่มักจะมาตีหัวเข้าบ้านโดยลงทุนแบบระยะสั้น

    ผมจึงขอให้ภาพของพวกนักลงทุนต่างชาติ แบบมาเร็ว ไปเร็ว เป็นเหมือนนกอีแร้ง ชัดเจนกันไปเลยดังนั้นนะครับ เวลาต่างชาติเข้ามาลุยซื้อหุ้น ดัชนีพุ่งพรวดๆ ก็ต้องระวังดูไว้ให้ดีว่าเป็นฝีมือ ของนกอินทรีหรืออีแร้งกันแน่ จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง สำหรับนักลงทุนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญ ในการสร้างมูลค่าหุ้น ผมขอมองผู้ถือหุ้นใหญ่เหมือนกับช้าง เพราะในจินตนาการของผม มักจะนึกถึงช้างที่ทำงานให้คน ไม่ว่าจะเป็นการลากท่อนซุงออกจากป่า หรือแม้ในอดีตเคยเป็นพาหนะให้พระมหากษัตริย์ เข้าร่วมจู่โจมประจัญบาญกับกองทัพของราชศัตรู อย่างที่เห็นในหนังสุริโยไทหรือพระนเรศวร

ช้างที่ผมหมายถึงผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังขอแบ่งเป็น 3 เกรดครับ

    คือ พญาคชสีห์ สำหรับบริษัทที่มีผลงานดีเด่น โดยเฉพาะมีสภาสงครามที่มีคุณธรรม คอยดูแลแม่ทัพที่ดีและมีฝีมือออกรบ เพื่อสร้างผลงานดีๆให้กับประชาชาวหุ้น ใครได้ลงทุนในหุ้นที่พญาคชสีห์ถือหุ้นอยู่ ถือว่าชีวิตและอนาคตมีความปลอดภัย นอนหลับฝันดีได้

    เกรดที่สอง คือ ช้างสาร ธรรมดา คือทั้งสภาสงครามและตัวแม่ทัพ ก็พอมีความสามารถ สร้างผลการรบได้บ้างแต่ไม่ถึงกับเจิดจ้า อาณาจักรก็เติบโตแบบไปเรื่อยๆ ลงทุนกับหุ้นแบบนี้ ก็พอสบายใจได้บ้าง แต่จะเอาผลตอบแทนมากมายคงไม่ได้

    เกรดสุดท้าย คือ ช้างเกเร หุ้นอย่างนี้ใครมีก็กลุ้มใจ เพราะสภาสงครามก็ไม่ทำหน้าที่ ปล่อยให้แม่ทัพลุยไปคนเดียว ตะแกเลยคุยโวโอ้อวด ดีไม่ดี ไปร่วมมือกับเจ้าแมงมุม ใครหลงเชื่อ ก็มักจะเจ็บตัว กว่าคนจะรู้ถึงพฤติกรรม บางทีมันก็สายไป แมงเม่าที่ชอบเรื่องเก็งกำไร พอได้ยินเสียงปี่เสียงกลองเห็นแสงไฟเขียวๆพรึบพรับไปทั่วตลาด ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ หลงคารมไปซื้อหุ้นแย่ๆของช้างเกเรเข้ามา สุดท้ายก็ตายเพราะชอบเล่นกับไฟ

    ผมเคยเป็นแมงเม่ามาก่อน เคยเจ็บเพราะหุ้นจนกลัวการเข้าถ้ำเสือ แต่เมื่อตั้งสติได้ ปรับตัวเองมาเป็นมดงาน ลงทุนโดยเลือกซื้อหุ้นห่านทองคำเป็นหลัก ในยุคที่พี่หมีเป็นใหญ่ ซึ่งในขณะนั้นแมงมุมมักจะหลับอยู่ ครั้นพออีแร้งตีปีกกลับมา พี่หมีก็เลยเงียบ  ให้พี่กระทิงเป็นใหญ่บ้าง ในช่วงนี้แหละ เหล่าช้างเกเรและแมงมุม ก็จะเริ่มทำงาน  เชียร์ให้แมงเม่าซื้อตาม พวกผมเหล่ามดงานก็ไม่หลงคารม ถือเป็นจังหวะที่จะทยอยขายหุ้นห่านทองคำออกไปบ้าง เพื่อลดต้นทุนหุ้นห่านทองคำในมือ และก็หลายครั้งที่ได้มีโอกาสซื้อหุ้นกลับ ในราคาที่ถูกลง ที่สำคัญ  ชาวมดงานจะพยายาม เลือกซื้อหุ้นห่านทองคำประเภทพญาคชสีห์ หรืออย่างน้อยก็ประเภทช้างสาร ส่วนหุ้นของช้างเกเรนั้น จะหลีกหนีให้ไกลที่สุด เพราะไม่อยากเจ็บตัว พอทำอย่างนี้ พวกอีแร้งเอย  ช้างเกเรเอย  แมงมุงเอย ก็เลยทำอะไรมดงานไม่ได้ ทีนี้ ก็อยู่ในถ้ำเสืออย่างปลอดภัยไร้กังวล ไม่ว่าพี่หมี  หรือพี่กระทิงจะผลัดกันเข้ามาเป็นใหญ่ เพราะถือว่าหมีก็เพื่อน กระทิงก็เพื่อนครับ



เทพ รุ่งธนาภิรมย์
บทความจาก M&W กันยายน 2007

เวลาพูดถึงความสำเร็จของตลาดหุ้น มักจะพูดถึงมาตรวัดอยู่ 4 ตัว คือ


• ปริมาณการซื้อขาย
• มูลค่าตลาด
• ดัชนีหุ้น
• P/E ตลาดหุ้น


คำถาม คือ มาตรวัดทั้ง 4 ตัวนี้ ได้แสดงถึงความสำเร็จที่เหมาะสมหรือยัง?
ในฐานะ นักลงทุนที่ต้องการหุ้นมาทำงานให้ ผมมองว่าเครื่องบ่งชี้ดังกล่าว ยังไม่สมบูรณ์ และอาจจะไม่ได้เน้นถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน ของตลาดหุ้นอีกด้วย


ทำไมหรือครับ ?
เพราะดัชนีทั้งหมดนี้ ต้องพึ่งพาอาศัยราคาตลาด (Market Price) ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ขึ้นกับอารมณ์ของชาวหุ้น ไม่ได้สท้อนถึงความสามารถในการบริหารของเหล่า CEO อันเป็นปัจจัยสำคัญในการวัดคุณภาพของหุ้นอย่างแท้จริง ขอพูดเป็นข้อๆนะครับ


1. ปริมาณซื้อขายหุ้นต่อวัน

ในฐานะตลาดซึ่งมีชื่ออังกฤษว่า Stock Exchange ก็ย่อมอยากจะเห็นมีการแลกเปลี่ยนมือกันมากๆ เพราะถ้าหุ้นมีปริมาณการซื้อขายเยอะ ก็หมายถึงว่าตลาดหุ้นในฐานะตลาดรอง มีสภาพคล่อง (Liquidity) สูง ใครใคร่ซื้อ ซื้อ ใครใคร่ขาย ขาย ได้แบบสบาย ไม่ต้องรอให้เสียเวลา คนก็จะนิยมมาให้ความสนใจสูง สำหรับโบรกเกอร์เอง ก็มีความสุข เพราะมีรายได้ค่าคอมเพียบ แต่สำหรับนักลงทุน ค่าคอมเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ว่ากัน ถ้าเห็นมีกำไรพอสมควร จะทยอยขายออกมาเพื่อลดต้นทุนก็เป็นเรื่องดี แต่ประเภทซื้อๆ ขายๆ มีกำไรนิดหน่อยก็เอาแล้ว แบบนี้ระยะยาว สงสัยจะเหนื่อยฟรี การเน้นถึงความสำคัญของปริมาณ (volume) การซื้อขาย เป็นการมองในด้านของโบรกเกอร์ ซึ่งความเป็นความตายต้องอาศัยการซื้อขายหมุนเวียนของหุ้น ไม่ได้เป็นการมองในแง่ของคุณค่า (value) ของหุ้น ซึ่งในแง่ของนักลงทุน(จริงๆ) ถือว่าสำคัญนัก


2. มูลค่าตลาด (Market Capitalization)

มักจะเรียกสั้นๆว่า มาร์เก็ต แคป โดยมีการเอามาร์เก็ตแคป ซึ่งก็คือราคาปิดคูณกับจำนวนหุ้นทั้งหมด ไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP คือรายได้ประชาชาติ หรือรายได้รวมของทั้งประเทศ พอได้แล้วก็นำไปเปรียบเทียบกับตลาดหุ้น ของประเทศอื่นๆ การมองแบบนี้ถือได้ว่ามองในแง่ของผู้บริหารตลาดหุ้น ซึ่งคงต้องการเห็นมาร์เก็ตแคปสูงๆไว้ก่อน จึงกล่าวได้ว่าเป็นการมองทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ แต่ต้องถือว่าเน้นในด้านปริมาณมากกว่า


3. ดัชนีหุ้น

คล้ายๆกับข้อ 2 โดยเอามาร์เก็ต แคป ปัจจุบัน ไปเทียบกับปีฐาน เช่นเดียวกัน คือ มีความรู้สึกว่ายิ่งสูงยิ่งดี การมองดูดัชนีหุ้น แนวคิดก็คล้ายๆกับข้อ 2 ซึ่งก็ต้องขอพูดว่าเป็นการมองในแง่ของปริมาณมากกว่าคุณภาพอยู่ดี


4. P/E ตลาดหุ้น

การมองแบบนี้ เหมือนกับว่า ตลาดหุ้นคือ หุ้นตัวหนึ่ง แต่ที่ดีคือ มีการหยิบยกเอากำไรสุทธิ คือ ตัว E (Earnings ไม่ใช่ Equity นะครับ) มาใช้ ซึ่งถือว่าในข้อนี้ มีการมองในแง่คุณภาพอยู่ตรงที่ เน้นความสำคัญของการทำกำไร ทีนี้ก็มาถึงข้อสังเกตที่ผมตั้งไว้แต่แรก ว่าการวัดมาทั้งหมดนี้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นการวัดโดยดูจากสนามรบตลาดหุ้น ยังไม่ได้มองจากมุมของสนามรบการค้า ยังโยงกับเรื่องราคา (Price) เป็นหลัก ทำให้เหมือนหนึ่งว่า การที่จะดูตัวเราเองว่าดีแค่ไหน ต้องไปคอยให้คนดูมาโหวตคะแนน ไม่ใช่ดีเพราะเราทำได้ดีเอง เปรียบให้เห็นง่ายๆ เหมือนกับว่า เราจะหล่อไม่หล่อ สวยไม่สวย ขึ้นอยู่กับคำติคำชมของคนอื่น ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวเราจะหล่อจริงสวยจริงหรือไม่! หากถามต่อว่า เราควรทำอย่างไร ผมขอเรียนว่า มีมาตรวัดอีก 3 ตัว ที่ควรนำมาวัดความสำเร็จของตลาดหุ้นคือ


• กำไรสุทธิ (Earning) รวมของหุ้นทุกตัว
• ส่วนของทุน (Equity) ของหุ้นทุกตัว
• อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ( Return on Equity หรือ ROE )


ที่เสนออย่างนี้ เพราะเห็นว่าตัววัดทั้ง 3 นี้ ไม่ได้พึ่งพิงอิทธิพลจำภายนอก ไม่ได้มองในแง่มุมของสนามรบตลาดหุ้น แต่มองในแง่มุมของสนามรบการค้าเพียวๆ ซึ่งตลาดหุ้นอาจจะใช้วัดคุณภาพของหุ้นทั้งตลาดได้ ถ้าเปรียบอย่างที่ได้กล่าวไว้คือ เราต้องฟิตร่างกายเราให้หล่อให้สวยไว้ก่อน คนภายนอกจะว่าอย่างไรไม่เป็นไร โดยเราจะต้องมีเครื่องชั่งน้ำหนัก (weighting machine) ไว้คอยวัดตัวเอง เมื่อเราฟิตตัวเราให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ คนนอกจะโหวตด้วย voting machineอย่างไร ก็ไม่ต้องไปสนใจให้มาก เพราะเมื่อเราดีจริง สุดท้ายเขาก็ต้องมาชอบเราอยู่ดี วิธีที่ฉลาดคือให้ดูว่า voting machine ทั้ง 4ตัว เป็นแค่เครื่องชั่งที่คนคาดว่า เราจะเป็นอย่างไร แล้วใช้ weighting machine 3 ตัวหลัง ทำให้ดีกว่า แบบนี้จะทำให้เกิดความสุขแบบแปลกใจ (happy surprise) จะถือว่าดีที่สุด การมองในมิตินี้ จะช่วยทำให้คนในวงการตลาดหุ้น หันมาให้ความสนใจกับการสร้างมูลค่าหุ้น (Value Creation) กันมากขึ้น สิ่งที่ต้องช่วยกันจริงๆ คือการคิดว่า ทำอย่างไรให้ Earnings ของหุ้นทุกตัวสูงขึ้น อย่างมีคุณภาพ เพื่อทำให้ ROE ในตลาดหุ้นไทยไต่ระดับขึ้นไปให้ได้ ทำได้อย่างนี้ Market cap เอย SET Index เอย\ P/E ตลาด เอย จะพากันสูงขึ้นไปเองอย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน ถามต่อว่า จะทำอย่างนี้ได้อย่างไร คำตอบ คือ ต้องทำให้ CEO ของทุกบริษัทจดทะเบียน เป็นแม่ทัพชั้นอ๋อง ส่วนจะทำให้ CEO ทั้งดีทั้งเก่งมากได้อย่างไร ต้องช่วยกันคิดครับ




เทพ รุ่งธนาภิรมย์
บทความจาก M&W กรกฎาคม 2007

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551 ผมมีโอกาสไปร่วมเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของคุณธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ (นนท์) บุตรชายคนเล็ก นนท์ ตั้งชื่อหนังสืออย่างเก๋ไก๋ว่า EARN concept© เคล็ดลับความมั่งคั่งโดยลงทุนแต่งเรื่องและวาดภาพด้วยตนเอง ผมขออนุญาตเรียนว่าส่วนตัวแล้วมีทั้งความภูมิใจความดีใจ และความตื่นเต้น

ภูมิใจเพราะได้เห็นความสำเร็จของลูกซึ่งได้ทุ่มเททำงานชิ้นนี้ด้วยความมุมานะจนออกมาเป็นหนังสือการลงทุนในแบบที่ง่าย ไม่หนักเป็นตำรา

ภูมิใจเพราะแนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่า (Value Creation) ที่ผมได้เขียนไว้ มีคนมาต่อยอดโดยทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นผ่านตัวละครสาวที่มี ชื่อว่า เอิร์น โดยมีตัวละครหนุ่มชื่ออันดาคอยให้คำปรึกษาแนะนำ

ส่วนความดีใจนั้น ผมดีใจแทนคนอีกจำนวนมากซึ่งมีศักยภาพจะเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นได้ แต่ไม่ทราบจะเริ่มต้นอย่างไร

หนังสือเล่มนี้จะเป็นคำตอบที่โดนใจแน่นอน เพราะขนาดภรรยาของผมซึ่งเฝ้าดูผมลงทุนมาหลายสิบปี แต่ไม่เคยกล้าจะเข้ามาศึกษาเลย พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ก็มีคำถามที่ทำให้ผมและนนท์มีกำลังใจมากทีเดียว คำถามคือ “net profit กับ net margin ต่างกันอย่างไร?” และ “ROE คืออะไร?” พอได้รับการอธิบายนิดเดียวเธอก็เข้าใจ คำถามพื้นๆเหล่านี้ สำหรับคนที่รู้แล้วจะรู้สึกว่าหมูเหลือเกินแต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง นนท์ได้แก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ด้วยเนื้อเรื่องและลายเส้นไว้แล้วเป็นอย่างดีในหนังสือที่ผมดีใจมากคือ EARN concept© กำลังจะทำให้จำนวนแมงเม่าในตลาดหุ้นลดลง และจะช่วยให้นักลงทุนแบบมดงานมีจำนวนมากขึ้น เพราะการลงทุนในตลาดหุ้น นักลงทุนที่ดีจะต้องรู้เรื่องงบการเงินและการวิเคราะห์แต่พอนักลงทุนลองเข้าไปเรียนจริงก็จะท้อใจ เพราะรู้สึกว่ายากเกินกำลังเพราะถ้าเอาจริง ต้องจำสูตรอะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมดจุดเด่นของหนังสือล่มนี้คือจะทำให้นักลงทุนเข้าใจงบการเงินรวมทั้งการวิเคราะห์โดยไม่ต้องใช้ความพยายามในการจำเพราะเป็นการเข้าใจถึงแก่นจะเรียกว่า EARN concept © คือ The secret ก็ได้ เพราะมัน คือ เคล็ดลับทางการเงินที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่ผมไปค้นพบและนนท์ทำให้สมบูรณ์ขึ้น

ผมได้พูดถึงความภูมิใจและความดีใจไปแล้ว ขออนุญาตพูดถึงความตื่นเต้นบ้างที่ว่าตื่นเต้น คือ แม้นนท์จะไม่พูดตรงๆว่าจะมีเล่มต่อแต่ผมเชื่อว่าคงมีแน่เพราะในความเชื่อของผมนักลงทุนที่ดีจะต้องมี คุณสมบัติอยู่ 4 ข้อ คือ

1. เข้าใจเรื่องการสร้างมูลค่า
2. สามารถเลือกหุ้นที่มีคุณภาพ
3. รู้จักการประเมินมูลค่า
4. รู้วิธีการบริหารพอร์ต


ในหนังสือเล่มนี้ มีคำตอบสำหรับข้อ 1 ไว้อย่างชัดเจน ผมเองจึงลุ้นอยากเห็นเล่มต่อไปของนนท์ด้วยความตื่นเต้นประสบการณ์การลงทุนจริงของนนท์อาจจะยังมีไม่มาก แต่การที่นนท์ได้ทำหนังสือเล่มนี้ ก็ทำให้นนท์เดินทางมาอย่างถูกวิธี และการที่ยังต้องเรียนรู้จึงทำให้นนท์สามารถเข้าใจถึงปัญหาของนักลงทุนรุ่นใหม่ พร้อมกับหาคำตอบให้นนท์ได้บอกผมว่าตอนนี้มีความสุขมากเพราะ

1. มีงานออกแบบจัดสวน ในฐานะภูมิสถาปนิก
2. ได้ทำในสิ่งที่ชอบมากที่สุดคือการวาดภาพ และ
3. ได้มีโอกาสนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการ


ในฐานะของพ่อ ผมดีใจที่นนท์ได้ทำในสิ่งที่สนใจจริงๆ และเห็นแล้วว่ามีผู้สืบทอดวิทยายุทธ์หุ้นห่านทองคำแล้วผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ซึ่งมีจุดเด่นอีกข้อคือ อ่านกันได้ทั้งครอบครัว แล้วคอยติดตามการผจญภัยของสาวเอิร์นว่าสุดท้ายแล้ว เธอจะพบกับอิสรภาพทางการเงินได้อย่างไรขออย่างเดียวครับ อย่าอ่านผ่านเพราะเห็นเป็นภาพการ์ตูน ต้องอ่านไปคิดตามไป ดีที่สุดต้องมีการอ่านทบทวนบ่อยๆ แล้วทุกท่านจะกลายเป็นจอมยุทธ มีโอกาสลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสพิชิตหุ้นด้วยกันทุกคนครับ



เทพ รุ่งธนาภิรมย์
บทความจาก M&W กันยายน 2008


สำหรับคนภายนอก เวลาพูดถึงตลาดหุ้นคงมีไม่น้อยที่ยังคงสับสนงุนงง เพราะไม่แน่ใจว่า มันคืออะไรกันแน่? เข้ามาแล้วจะได้ประโยชน์แน่หรือ? เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ผมคิดว่าเราควรมองตลาดหุ้น ออกเป็น 2 มิติ ซึ่งแต่ละมิติ แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
ถ้าได้เข้าใจทั้ง 2 มิติ คราวนี้จะได้วางตัวได้ถูกต้อง แล้วจะเริ่มเห็นว่า ประโยชน์ของตลาดหุ้นนั้นมีอยู่จริง สามารถเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ สำหรับผลในระยะยาว 2 มิติที่ว่านี้คือ


• Market Timing
• Fundamentals

 

Market Timing คือ การดูจังหวะของตลาด
มิตินี้ผมเคยเชื่อว่าเป็นมิติที่ถูกต้อง เพราะดูแล้วเป็นเทคนิคที่เสมือนว่าง่าย คอยติดตามข่าวจากพรรคพวกว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้น ก็ซื้อตาม ยิ่งตอนแรก ซื้อตัวไหน ตัวนั้นขึ้น ได้กำไรจากหุ้นมาก เลยยิ่งมั่นใจว่า ใช่เลย
เคยสมัครเข้าไปเรียนวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อพยายามศึกษาถึงรูปแบบต่างๆของราคากับวอลุ่ม
เรียนไปเรียนมาจนสับสน เพราะการตีความต้องใช้ความพยายามสูงมาก ครั้นพอตลาดหุ้นเจอวิกฤติ
หุ้นทุกตัวร่วงติดฟลอร์ แบบไม่มีใคร bid ซื้อ มีแต่คน offer ขาย ผลคือขาดทุนอย่างมโหฬาร
ความจริงแล้ว การติดตามดูภาวะตลาดหุ้น เป็นเรื่องที่พอประยุกต์ใช้ได้ ถ้าได้รู้จักปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่ลงทุนอย่างดีก่อน ที่น่าห่วงอย่างยิ่ง แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ตาม ยังมีผู้ที่ชอบทำตัวเป็นนักเล่นหุ้น ขอย้ำนะครับว่า นักเล่นหุ้น ไม่ใช่นักลงทุน เมื่อสมัครใจเป็นแต่ผู้เล่นหุ้น จึงไม่สนใจทำการบ้านเหมือนนักลงทุน ซื้อหุ้นโดยโลภ เพราะมีคนบอกว่าราคาจะขึ้น โดยไม่เคยสนใจเลยว่า หุ้นที่ซื้อมา ทำธุรกิจอะไรกันแน่!
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมักกลายเป็นแมงเม่ารุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ถูกแมงมุมจับกินอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น เมื่อหมดตัว ก็หันมามองตลาดหุ้นในแง่ร้าย เห็นว่าเป็นแหล่งการพนัน คนที่ไม่เคยเข้ามา ฟังแล้ว ก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา
มิติด้าน Market Timing นี้ มักจะเชื่อถือข่าวลือเป็นสรณะ ชอบตามแห่ ใครว่าตัวไหนดีก็เฮโลซื้อ ตัวไหนไม่ดี ก็เฮโลขาย ที่สำคัญ คือ นักเล่นหุ้นจะเน้นเข้ามาเพื่อค้าหุ้น ได้กำไรก็ขายหมด หรือ ขาดทุนก็ตกใจรีบขายทิ้ง ไม่มีความสนใจจะเข้ามาซื้อเพื่อถือแบบระยะยาวเลย นี่เอง ที่ทำให้คนภายนอก มองว่าตลาดหุ้นไม่เคยทำให้ใครรวย เพราะได้ยินได้ฟังแต่คนที่เจ็บปวด หมดตัวเพราะเข้ามาเล่นหุ้น เลยเกิดความขยาดไม่กล้าเข้ามาในถ้ำเสือ
ครั้นบางคน อยากทดลองเข้ามาบ้าง ก็ไม่ทราบจะเริ่มต้นอย่างไร ลองแวะไปห้องค้าหุ้น เห็นมีแต่คนดูจอภาพ ซึ่งมีแต่ chart สีต่างๆเต็มไปหมด ดูเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เลยท้อ ความจริงเรื่อง chart นั้น มีคนเก่งๆที่ดูแล้วตีความออก ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ขอย้ำว่าต้องเก่งจริงๆเท่านั้น (ผมเป็นคนหนึ่งที่ยอมแพ้)

 

ส่วนอีกมิติหนึ่ง คือ Fundamental จะเน้นการวิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้น มิตินี้จะเชื่อว่า
รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ในตลาดหุ้น ไม่ต้องถึงร้อยครั้งหรอกครับ ได้สักหกสิบเจ็ดสิบก็ดีถมไปแล้ว
ที่ว่ารู้เขา ไม่ใช่เน้นรู้เขาเรื่องราคาหุ้น ว่าจะถูกปัจจัยภายนอกอะไรมากระทบบ้าง แต่จะเน้นในเรื่องการดูผลประกอบการเป็นหลัก พวกที่อยู่ในมิตินี้ จะมองตนเองว่าไม่ใช่นักเล่นหุ้น แต่เป็นนักลงทุน ที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ต้องการถือหุ้นที่มีคุณภาพดี แบบถือไว้ระยะยาว
นักลงทุนที่อยู่ในมิตินี้ จะยอมทำงานหนัก ด้วยการไปเรียนรู้เทคนิคการวิเคราะห์หุ้น เพื่อให้มีความสามารถจะเลือกหุ้นที่มีคุณภาพ ด้วยตัวของตัวเอง
ผู้คนในมิติวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะมองว่าความรู้เรื่องงบการเงินเป็นของที่จำเป็นต้องรู้ และเมื่อได้เรียนรู้ก็ไม่ได้ยากเหมือนดังที่เคยคิด เหมือนคนไปอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องเรียนรู้จนใช้ภาษาของประเทศนั้นๆได้
แม้ตอนแรกๆจะยากเย็นเข็ญใจ เพราะไม่ใช่ภาษาของพ่อแม่
เช่นเดียวกันครับในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ก็มีภาษาเฉพาะที่ต้องรีบเรียนรู้ให้เข้าใจ
ทีนี้พอเข้าใจแล้ว จะเริ่มรู้สึกสนุกในการเลือกหุ้นจากข้อมูล เพราะตลาดหุ้นมีข้อมูลที่สำคัญและจำเป็น
ของหุ้นทุกตัวไว้พร้อมแล้ว เปิดเวบไซต์เข้าไปดูแบบเจาะลึกได้เลย
ใหม่ๆอาจจะเก้ๆกังๆอยู่บ้าง แต่พอทำไปทำไป คล่องตัวขึ้น ก็จะเริ่มเลือกหุ้นคุณภาพเจ๋งๆได้มากขึ้น
ปะเหมาะเจอหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่ามาก ก็เท่ากับเจอขุมทอง รวยกันเพลิน มีหุ้นดีๆคอยทำงานให้ ถือๆไป หุ้นที่ซื้อไว้ก็ให้เงินปันผล ทำให้มีรายได้ที่หลั่งไหลเข้ามาปีแล้วปีเล่า เปรียบเหมือนกับมีไข่ทองคำ ตราบใดที่ยังไม่ขายห่านทิ้งไป
อ้อ ถ้าเลือกหุ้นดีๆ โดยการใช้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแล้ว ถ้าจะใช้จังหวะของตลาด เพื่อคอยลดต้นทุนและสะสมจำนวนหุ้นให้มากขึ้น ตามกลยุทธ์การตกแต่งสวน ยิ่งโอเคเลยครับ

 

เทพ รุ่งธนาภิรมย์
บทความจาก M&W มกราคม 2008

การลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงแต่ก็มีโอกาสทำให้คนร่ำรวยถ้ารู้จักหลักการและมีวินัยที่ดี จากประสบการณ์ที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างโชกโชนและตื่นเต้นในตลาดหุ้นจนสามารถอยู่ในถ้ำเสือได้อย่างปลอดภัยด้วยกลยุทธหุ้นห่านทองคำ ผมขออนุญาตรวบรวมข้อคิดบางประการ ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อท่านนักลงทุนเพื่อนำไปพิจารณาดูทั้งหมด 10 ข้อ ดังนี้