สวัสดีอีกครั้งครับ ทุกๆท่าน :)
นี่เป็นตอนที่ 2 ของคอลัมน์ เส้นทางนักเขียน นะครับ
สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านมาเรื่อยๆ คงพอจะทราบว่าปกติแล้ว
เว็บของเรา ยังมีนักเขียนไฟแรง อีกสองท่านคือ คุณ Winny
ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์การลงทุนสไตล์ชิลๆ แต่ไม่ขาดทุน
และคุณ Bejuk ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ชีวิตการเงินของตนเอง
ในสไตล์อุทธาหรณ์ สอนใจวัยรุ่นอีกจำนวนมาก...
สาเหตุที่ไม่ค่อยได้เห็นคอลัมน์ของทั้งสองท่านนั้น ก็ไม่ใช่อะไรอื่น
(อะไรอื่น เช่น หมดไฟในการเขียน หรือ ทะเลาะกับ บก.
คือ ไม่ใ่ช่อะไรแบบนั้นนะครับ)
แต่เป็นเพราะว่าปัจจุบันนี้ คุณ Winny เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปสูงกว่าเดิม
ทำให้ค่อนข้างจะยุ่งไม่มีเวลามานั่งเขียนชิลๆ
ส่วนคุณ Bejuk บินไปเรียนต่อในด้านถนัดของตนเอง คือด้านกราฟฟิค
ที่ลอนดอน ก็ยุ่งอีกเช่นกันครับ...
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ earnconcept.com จอดับ ผมเองจึงต้องรับหน้าที่
เขียนบทความต่อไป... โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันที่เลขสวยเกินห้ามใจเหลือเกิน
คือ วันที่ 10 เดือน 10 ปี '10 ใครๆ ที่ไม่ต้องไปร่วมงานแต่งงานในวันนี้
ก็ต้องอยู่บ้าน เขียนบล๊อกกันทั้งนั้น...
ซึ่งบล๊อกของวันนี้ก็คือ...
ใช่แล้วครับ! ตอนที่ 2 ของ เส้นทางนักเขียน...
ก็ขอเริ่มด้วยคำถาม เบสิคๆ นะครับว่า...
"ปัจจุบันนี้ มีใครไหมครับที่กำลังได้ทำงานตรงกับในสายที่ตนเองร่ำเรียนมา
และยิ่งไปกว่านั้น คือกำลังมีความสุขในงานที่ทำอยู่ด้วย?"
ถ้ากำลังได้ทำในงานลักษณะเช่นที่ว่านี้อยู่ ผมต้องขอแสดงความยินดีด้วยมากๆ
นั่นก็เพราะ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับใครได้ง่ายๆ เลย...
เนื่องจากช่วงเวลาที่กำลังเลือกว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไหน หรือสอบเข้าคณะอะไรนั้น
เป็นช่วงที่เราๆ ท่านๆ ยัง งงๆ เบลอๆ กันอยู่ว่า ฉันเป็นใคร? ควรทำงานทำอาชีพอะไร?
แล้วคณะที่พอจะสอบเข้าได้นั้น มันจะให้ความรู้ที่จำเป็นต่อ งานที่ฉันอยากจะทำจริงๆ
หรือไม่? และ อีกหลายๆ คำถาม...
ผมสามารถบอกได้เลยว่า... เป็นหนึ่งในบรรดาผู้เลือกอาชีพที่ไม่ตรงกับสายที่ร่ำเรียนมา
(ซึ่งผมเรียน สถาปัตยกรรม เอกภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ หรือ Landscape Architecture นะครับ)
คำถามสำคัญคือ จะรู้ได้อย่างไรว่า
สุดท้ายแล้ว เราจะเลือกทำอาชีพอะไร?
จะได้เลือกเรียนคณะให้มันถูกต้องซะตั้งแต่แรกไปเลย...
ตอนเรียนจบสถาปัตย์ใหม่ๆ ขณะที่เพื่อนๆ เริ่มได้งานทำตามบริษัทต่างๆ
เมืองไทยบ้าง ต่างประเทศบ้าง ขณะนั้น ผมจำได้ว่าตนเอง ตั้งใจที่จะไม่สมัครงาน
เป็นเวลา 1 ปี เพราะอยากจะให้เวลาตนเองบ้าง ในการคิดทบทวนว่า
"อยากทำงานอะไร และอยากเป็นใคร ฯลฯ"
เพื่อจะได้ใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่ามีความหมาย...
ต้องบอกก่อนนะครับว่า บรรยากาศของครอบครัวผม คือ
ทุกคนต้องทำงาน ไม่ใช่ว่าจะอยู่เฉยๆ ได้
โดยเฉพาะช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดจากวิกฤติต้มยำกุ้งซะด้วย
ดังนั้นการใช้เวลา 1 ปี ที่ว่า
จึงย่อมมีความกดดันจากทางบ้าน และจากสภาพแวดล้อม เช่น
เพื่อนๆ ที่กำลังได้ดิบได้ดีจากการสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ...
ผมเองคิดว่า ทำไมเรียนจนอายุ 18 ปี จบ ม.6 แล้วก็ต้องพยายาม
สอบเอ็นท์ฯ ให้ติด เข้าเรียนได้ก็ต้องพยายามเรียนให้จบ ตามเวลา 5 ปี (สถาปัตย์เรียน 5 ปี)
จบมาก็ยังต้องหาที่ทำงานให้ได้เลยหรือ?
มันน่าจะมีเวลาให้คิดให้หายใจกันบ้างสิน่า...
ช่วงเวลา 1 ปีนั้น ผมก็ไม่ใช่แบบว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ นะครับ ก็พยายามรับ Jobs
ไปด้วย ทำมันหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ ออกแบบ website (โออ...ช่วงนั้นมาแรงสุดขีด),
วาดภาพประกอบ, วาดสีน้ำ, วาดรูปคนเหมือน, ออกแบบ landscape, ทำโมเดล,
วาดการ์ตูน, ทำโปรแกรมคอมต่างๆ ฯลฯ
นั่นคือ พยายามลองทำหลายๆ อย่างดู
ช่วงรับปริญญา ยิ่งเห็นได้ชัด ยิ่งกดดันครับ เพราะเพื่อนแต่ละคน (ส่วนใหญ่)
ค่อนข้างได้ดิบได้ดี มีงานทำมีสังกัดกันแล้ว ต่างก็มาแลกนามบัตรกัน ส่วนผมเวลาถูกถาม
ว่าทำอยู่ที่ไหน?
ได้แต่ตอบว่า...ก็ดูๆ อยู่
จนเวลา 1 ปี ล่วงโรยผ่านไป... (หรือ ร่วงโรย หรือ ล่วงเลย?)
ผมก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อยู่ดี ว่าอยากจะทำอะไร
อันที่จริงแล้ว ที่น่าตกใจคือ อีกหลายๆ ปี ต่อจากนั้น
ผมก็ยังหาคำตอบไม่เจอเลยครับ...
แต่...
มา ณ เวลานี้ ผมรู้สึกว่า ได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว
ที่เริ่มถามคำถามเช่นนั้นกับตนเองในเวลาที่เหมาะสม...
และ ต้องขอบคุณ คุณพ่อและคุณแม่ อีกนับไม่ถ้วน
ที่คอยสนับสนุน และอนุญาตให้ผมทำในสิ่งที่กำลัง
จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา...
ขอให้ทุกท่านสุขสันต์ๆ เนื่องในวันเลขสวย...
ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์
10.10.10 <<< เลขสวยจริงๆ ด้วย
ปล. เร็วๆ นี้ จะมีผลงานหนังสือเล่มใหม่จากนักเขียนกิตติมศักดิ์แห่ง
สำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์ คาดว่าจะออกทันงานสัปดาห์หนังสือใน
วันที่ 21 ตุลาคมนี้ แล้วจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้งครับ :)