เคล็ดลับความมั่งคั่ง

ขออนุญาตแนะนำหนังสือใหม่ จากสำนัก EARN concept ครับ;

 

"คู่มือบริหารใจ" เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาที่กล่าวถึงข้อคิด

ที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข อันเป็นความมั่งคั่ง

ที่มากไปกว่า การครอบครองเงินทองทรัพย์สิน

 

โดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครชื่อ "ลุค" สถาปนิกหนุ่มผู้เหลือเวลาในโลกนี้

อีกเพียงแค่ 13 วัน กับ "อาเช่" นักจิตวิทยาบำบัด ผู้คอยเป็นเพื่อนและ

ให้คำแนะนำแก่ลุคในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

 

"คู่มือบริหารใจ" จะเริ่มวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือซีเอ็ดทุกสาขา

ตั้งแต่วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010 เป็นต้นไป และทยอยวางจำหน่าย

ที่ B2S และ Kinokuniya

มีปกให้เลือก 2 แบบ คือ ปกมาตรฐาน เป็นรูป Portrait ของ ลุค

และปกพิเศษ เป็นรูป Portrait ของพิ้งค์ (คนรักเก่าของลุค)

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept :)

 

บทความนี้ขออนุญาตแนะนำตัวละครหลักที่จะมาปรากฎตัวในหนังสือเล่มล่าสุดแห่งสำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์นะครับ

 

บทนำของ 'ลุค' ตัวเอกในหนังสือเล่มใหม่

จากสำนัก เอิร์นคอนเซ็ปต์

ที่กำลังจะมีการตีพิมพ์เร็วๆนี้...

 

หนังสือ 'คู่มือบริหารเงิน' เริ่มวางจำหน่ายวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010 เป็นต้นไป

ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

โปรดระวังให้ดี!!! เพราะจะมีปกออกมาให้เลือกกัน 2 แบบ คือจะเป็นปกรูป portrait เอิร์น

กับ portrait อันดา โดยมีเนื้อหาข้างในเหมือนกันทุกประการ

กรุณาอย่าซื้อผิดเพราะเข้าใจว่าคนละเนื้อหานะครับ

 

'คู่มือบริหารเงิน' เล่มนี้ เป็นเหมือนภาพรวมของการเงินส่วนบุคคล

ในขณะที่ 'EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง' เป็นหนังสือภาพ หรือ

การ์ตูนที่จะทำหน้าที่เปิดประตูสู่โลกการเงินอันซับซ้อน ด้วยแนวคิดที่ง่ายที่สุด

 

ทั้ง 2 เล่ม เป็นเรื่องราวของตัวละครชุดเดียวกัน ไม่ใช่ภาคต่อแต่เป็นเหตุการณ์

คู่ขนานที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept

 

ปล. มีผู้ที่อ่านเล่มนี้แล้วและได้เขียน review เอาไว้

อย่างละเอียด สวยงาม ทันสมัย กว่าที่ผู้จัดทำหนังสือเขียนเอง

สนใจอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ครับ

http://www.siraekabut.com/2010/02/review-earn-money-manage/

 

เคยเป็นกันไหมครับ?
เวลาที่กำลังจะทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ
ใจก็มักจะกลัวๆกล้าๆ
เพราะไม่รู้ว่าผลที่ออกมา จะเป็นเช่นไร

 

ประมาณเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์
เรื่อง Yes man นำแสดงโดย จิม แครี่
ในเรื่องนางเอกชื่อ อัลลิสัน เป็นนักร้องนำของวงดนตรีแนวแปลกๆ
ที่เพลงไม่ค่อยจะดัง เพราะแปลกเกิน
และเวลาถ่ายรูป เธอชอบถ่ายวัตถุที่ไม่อยู่นิ่ง
เวลาถ่ายรูปคนแทนที่จะให้โพสต์นิ่งๆเท่ห์ๆ เธอก็มักจะกดตอนกำลังเคลื่อนไหว
ทำให้ภาพออกมาดูเบลอๆ แปลกๆ ซะงั้น

 

เธออธิบายให้พระเอกฟังว่า ที่ไม่กลัวการสร้างผลงานสุดแปลกแหวกแนว
ไม่ว่าจะด้านศิลปะหรือดนตรี
ก็เพราะเธอมองว่า โลกใบนี้เปรียบเสมือน สนามเด็กเล่น …

ซึ่งสนามเด็กเล่นก็คือ ที่ที่เวลาเด็กกำลังเล่นนั้น ไม่เห็นจะต้องสนใจว่าทำถูกหรือผิด
เล่นได้อย่างอิสระสร้างสรรค์เต็มที่ และมีความสุข
(ขอแค่อย่าไปแกล้งเด็กคนอื่นก็พอแล้ว)

 

พอดูจบ ก็มีกำลังใจขึ้นมา เพราะขณะนั้นกำลังพยายามเขียนหนังสือเล่มใหม่
ที่แนวทางค่อนข้างจะแตกต่างไปจากที่เคยเขียนมา…

แต่พอคิดได้ว่า เป็นสนามเด็กเล่น
ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว…

 

ลุยเลย...

ภาพร่างของตัวละครเอกทั้ง 2 คนในเรื่องใหม่

by

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

 

คุณใช้เวลากับสิ่งใดนานถึง 10,000 ชั่วโมง แล้วหรือยัง?

หนังสือ Outlier เขียนโดย Malcolm Gladwell

(แนะนำโดยคุณวิตต)
ได้กล่าวไว้ว่า หากคุณใช้เวลาทำสิ่งใดเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง
คุณจะมีความสามารถในด้านนั้น ระดับ World Class เลยทีเดียว...

 

และถ้ามีความสามารถระดับขั้น World Class แล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะยังไง สิ่งที่คุณทำมันต้องได้เงินมหาศาลอย่างแน่นอน มันจึงย้อนกลับมาสู่คำถามที่ว่า...

 

แล้วมีความสามารถใดบ้างที่คุณสามารถที่จะอยู่กับมันได้นานถึง 10,000 ชั่วโมง?

 

ถ้าลองหารด้วย 8 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี จะได้ออกมาประมาณ 3 ปีครึ่ง
แต่ในชีวิตจริง คงไม่มีใครสามารถที่จะทำสิ่งเดิมๆ วันละ 8 ชั่วโมง ทุกๆวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เป็นเวลา 3 ปีครึ่งหรอกนะครับ  เนื่องจากภารกิจอื่นๆที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย

 

ดังนั้น 10,000 ชั่วโมง ของแต่ละคนนั้น อาจขยายเวลาไปได้ตั้งแต่ 5 ปี – 50 ปี หรือมากกว่านั้น ก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับ ความมุมานะส่วนตัว และโอกาสที่จะอำนวย

 

ผมเชื่อว่าการที่คนเราจะอยู่กับอะไรได้เป็นเวลา 10,000 ชม.นั้นคงไม่ใช่อะไรที่ทำเพื่อเงินแน่ๆ (เพราะถ้าทำเพื่อเงินแล้วมันมีอุปสรรค หรือไม่ได้เงิน ก็มักจะหยุดไปเองซะก่อน อย่าลืมว่า 10,000 ชม. เป็นอะไรที่มาราธอนจริงๆ)

 

หากแต่สิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุดต่างหาก....

 

"เริ่มต้นในสิ่งที่รัก จบลงที่ความมั่งคั่ง... เริ่มต้นที่เงิน จบลงที่ความว่างเปล่า"

 

สำหรับผม ทั้งที่ใช้เวลาเรียนวิชาสถาปัตยกรรมกับวิชาการเงิน รวมทั้งสิ้น 6 ปีครึ่ง สุดท้ายกลับพบว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่เกือบจะตลอดเวลา ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว ก็คือการวาดรูป คือเริ่มวาดมัน ตั้งแต่อนุบาลมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยลงเรียนอะไรจริงๆจังๆ เลย แล้วก็ไม่เคยส่งผลงานประกวดได้รางวัลอะไรกับเค้าเลยด้วย ช่วงเวลาที่เรียนสถาปัตย์กับการเงินนั้น ก็จะนั่งวาดรูปตลอดเวลา พอโดนอาจารย์หรือเพื่อนว่า ก็กลับรู้สึกภูมิใจซะงั้น...

 

การวาดรูป จึงเป็นเหมือนเพื่อนสนิท ที่คุ้นเคยกันอย่างมากถึงมากที่สุด

จนกว่าจะรู้ตัว ผมก็ตกหลุมรัก เพื่อนคนนี้ไปซะแล้ว...

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะใช้เวลา 10,000 ชั่วโมงกับอะไรดี ผมต้องใช้กับการวาดรูปอย่างแน่นอน
ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เริ่มวาดรูปมาจนถึงตอนนี้ ได้ใช้เวลาไปทั้งสิ้นกี่ ชม.แล้ว เพราะไม่รู้จะกลับไปนับยังไง

รู้แต่ว่า ถ้าสามารถทำได้ ก็อยากที่จะวาดไปตลอดชีวิต...
...
...
...
แล้วคุณล่ะ... อยากจะใช้เวลา 10,000 ชั่วโมงกับอะไรมากที่สุด?

 

by...

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ (นนท์)


 

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
คนอเมริกัน ใช้มากกว่าที่หามาได้ เพราะเชื่อมั่นว่ายังไง การเงินของประเทศก็แข็งแกร่งและไม่มีวันล้มง่ายๆ  หรือถึงแม้จะเกิดปัญหาเลวร้ายแค่ไหน ก็มีรัฐบาลคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว จากผลสำรวจพบว่า 60-70% ของ GDP อเมริกานั้น มาจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ในขณะที่ของไทยเรา 60-70% อยู่ที่ภาคการส่งออก และมีการบริโภคเพียง 15% ของ GDP เท่านั้น  

เนื้อหาในตอนนี้รวบรวมมาจากบทความเกี่ยวกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เขียนขึ้นโดย ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ และถูกตีพิมพ์ในบล็อก www.earnconcept.com ในคอลัมน์ ‘กลยุทธ์ความมั่งคั่ง’

 

‘เคล็ดลับความมั่งคั่ง’ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่เขียนให้ Hug magazine ครับ

สวัสดีปีใหม่ 2010 แด่สมาชิกและผู้เยี่ยมชมทุกๆท่านเลยนะครับ:)

จัดอันดับความสำคัญ

ปัญหาส่วนใหญ่ของคนทำงานก็คือ การนำงานที่ต้องรับผิดชอบ มาปนรวมกันโดยไม่แบ่งความสำคัญของงาน ทำให้สับสนใช้เวลาไปกับงานที่ไม่สำคัญจริง และ พลาดโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานสำคัญๆ เราจึงขอแนะนำวิธีการจัดอันดับความสำคัญง่ายๆ ดังนี้
1. ให้แบ่งงานที่ต้องรับผิดชอบออกเป็น 4 หมวด ตามความเร่งด่วนกับความสำคัญของตัวงาน ได้แก่
  A - งานด่วนและสำคัญ เช่น งานที่กำลังถูกตามโดยลูกค้าคนสำคัญ
  B - งานไม่ด่วนแต่สำคัญ เช่น การเขียนรายงานส่งหัวหน้า
  C -  งานด่วนแต่ไม่สำคัญ เช่น การตอบอีเมล, การส่ง fax
  D - งานไม่ด่วนและไม่สำคัญ เช่น การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย
(หมายเหตุ : ความด่วนหรือความสำคัญของงานขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละท่าน)

2. เทคนิคสำคัญขั้นต่อไปก็คือ ให้พยายามจัดการงานในหมวด C เป็นอันดับแรกเนื่องจากความเร่งด่วน และเพราะความไม่สำคัญนี่เองที่ทำให้เราสามารถที่จะจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อที่จะมีเวลาให้กับหมวด A อย่างเต็มที่ (เพราะงานหมวด A มักจะเป็นผลงานที่ชี้เป็นชี้ตายต่ออนาคตของเรา) หลังจากนั้นจึงหาเวลาจัดการกับหมวด B และ D ตามเวลาเหมาะสม (ถึงจะไม่สำคัญแต่ก็สามารถส่งผลต่องานสำคัญในอนาคตได้เช่นกัน)
การจัดอันดับความสำคัญของงานคือหัวใจของการบริหาร เป็นการจัดสรรเวลาให้ตัวเราเองสามารถจัดการกับงานต่างๆได้อย่างดีที่สุดภายใต้เวลาที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่เก่งๆ หรือ ผู้ที่จัดการกับชีวิตตนเองได้ดี ล้วนเข้าใจถึงประโยชน์ของการจัดอันดับความสำคัญทั้งสิ้น

HUG magazine vol.11 October 2009

การผลิต – บริโภค (Prosuming)